79 1-2
ตอนที่143 ตราผนึกสองชิ้น
หนูน้อยหนังไข่สุนัข?
มุมปากเซียถงกระตุกอย่างแรงสายตาเย็นเฉียบของนางที่จ้องหลิววูเขม็งยิ่งดูน่าสะพรึงกว่าเมื่อครู่ ทำเอาตัวหลิวซูเองรู้สึกเสียวซ่านด้านชาไปทั้งแผ่นหนังศีรษะชักจะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเส้นผมสีเงินสลวยของตนเต็มแก่เขารีบยกสองมือขึ้นมาปิดป้องศีรษะโดยไว สีหน้าซีดเซียวระทึกขวัญ
เซียถงยังคงจ้องหน้าหลิวซูเขม็งไม่คลายอ่อนเพียงหนึ่งความคิดเคลื่อนขยับ ร่างของหลิวซีก็หายวับไปจากจุดที่ยืนอยู่แปรสภาพกลายมาเป็นกระบี่เล่มแดงในมือขวาของนาง จะเห็นได้ว่าตัวกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในเวลานี้สั่นเทาไม่หยุดราวกับกำลังเสียขวัญสั่นประสาทปนร่องรอยความไม่เต็มใจซึ่งเซียถงสามารถรู้สึกได้ทันทีถึงความไม่เต็มใจของตัวกระบี่เล่มนี้ที่ส่งมาหาพึงจำไว้ว่า มันยอมให้เซียถงขึ้นเป็นเจ้านายของมันโดยมิได้เต็มใจและในอนาคตก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่มันจะมีเจตนาไม่ให้ความร่วมมือแก่นางเต็มที่เท่าที่ควร
นึกได้เช่นนั้นนางก็กำกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือไว้แน่นอัดฉีดพลังลมปราณขุมใหญ่ไหลทะลักพรั่งพรูใส่ตัวกระบี่เล่มยาวที่สั่นสะท้านอยู่หลายระลอกชนิดไม่มียั้งมือจนในที่สุดกระบี่ในมือก็ยอมศิโรราบสงบลง
ไม่ว่าหลิวซูจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามแต่มันก็ไม่มีทางเลือกให้เดินนอกเหนือจากนี้อีกแล้วและสิ่งที่นางกระทำไปเมื่อครู่คือการป้อนพลังลมปราณให้แก่ยุทธภัณฑ์ในมือ จะว่าไปแล้วก็นึกภาพไม่ออกเลยว่าพลานุภาพของกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้จะทรงพลังรุนแรงเพียงใดสงสัยพรุ่งนี้คงต้องลองไปหาสถานที่เงียบสงบสักแห่งหนเพื่อทดสอบขุมพลังของเจ้ากระบี่เล่มนี้เสียหน่อยแล้วคิดได้ดังนั้น นางก็ปล่อยให้กระบี่ทัณฑ์ฟ้าออกไปหายวับไปจากมือ
“คุณหนู เมื่อครู่ท่านกำลังสนทนาอยู่กับผู้ใดรึ?”
หลังจากที่แช่เนื้อแช่ตัวเสร็จเรียบร้อยเซียถงก็เดินออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนหนึ่งซึ่งอิ๋งเอ๋อร์กำลังทำความสะอาดพื้นอยู่แถวบริเวณนั้นพอดีจึงเอ่ยปากถามขึ้นชักสีหน้างุนงง เพราะตอนที่คุณหนูของนางกำลังแช่น้ำร้อนอยู่นางเหมือนจะได้ยินสุ้มเสียงสนทนาเปล่งดังออกมาจากภายในห้องอาบน้ำและนั่นทำเอานางอึ้งไปชั่วขระ อดสงสัยมิได้เลยว่า คุณหนูกำลังคุยกับใครในนั้น?
เซียถงมุ่นปากครุ่นคิดอยู่สักพักและกล่าวกับอิ๋งเอ๋อร์ว่า
“อิ๋งเอ๋อร์หากในอนาคตต่อจากนี้ เจ้าเห็นหนุ่มน้อยดวงตาสีแดงและไว้ผมยาวสีเงินเดินเพ่นพ่านก็อย่าได้ตกใจไปเขาเป็นจิตวิญญาณกระบี่ของข้าเอง และมันไม่ทำร้ายเจ้า”
เนื่องด้วยเซียถงเคยให้คำสัญญากับหลิวซูว่าจะมอบอิสรภาพแก่มันดังนั้นแล้ว ตัวมันเองย่อมสามารถปรากฏตัวไปที่ใดก็ได้ตามต้องการ และในไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องชนเข้ากับอิ๋งเอ๋อร์เข้าสักวันดังนั้นกล่าวทักอิ๋งเอ๋อร์บอกให้รู้ก่อนย่อมดีที่สุด
“โอ้? เจ้าค่ะ!”
อิ๋งเอ๋อร์พยักหน้าเคียงคู่ไปกับสีหน้าอันว่างเปล่าแม้นางจะไม่รู้ว่าจิตวิญญาณกระบี่ที่ว่าคืออะไร แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าสิ่งนั้นมิได้มีพิษมีภัยต่อตัวนางและตัวคุณหนูของนางแน่นอน
หลังจากอธิบายให้อิ๋งเอ๋อร์ได้รับทราบเซียถงก็แยกย้ายเข้านอนในห้องพักใหญ่ที่อยู่ด้านในสุดนางลองสื่อจิตเรียกเสี่ยวฮั่วผ่านห้วงความคิด ทั้งยังตระหนักได้ว่ากลุ่มแสงสีม่วงในขณะนี้ได้กลับมาสว่างไสวดังเดิมแล้ว นี่เท่ากับว่าเสี่ยวฮั่วน่าจะตื่นจากสภาวะหลับแล้วเช่นกัน
“นายท่าน ข้าตื่นแล้ว”
ได้ยินเสียงเรียกของเซียถงเสี่ยวฮั่วก็ส่งเสียงตอบรับกลับมาหาทันที เหมือนกำลังจะกล่าวอะไรสักอย่างแต่มันพลันหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงเจือร่องรอยเศร้าสร้อยว่า
“น่าเสียดายนักจิตวิญญาณกระบี่ทัณฑ์ฟ้ายังมีตราผนึกพันธนาการเอาไว้อยู่ส่งผลให้ไม่สามารถปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแต่นี่ก็ถือเป็นโชคดีเช่นกัน เพราะหากจิตวิญญาณกระบี่เล่มนี้มิได้ถูกตราผนึกเกรงว่านายท่านเองคงไม่สามารถทำให้มันยอมจำนนได้เช่นกัน”
“มิใช่ว่าตราผนึกถูกคลายออกจากแผ่นศิลาภายในถ้ำแล้วหรอกรึ?”
เซียถงจำได้ว่าอาหานเคยกล่าวเอาไว้ จิตวิญญาณกระบี่ทัณฑ์ฟ้ามีผนึกพันธนาการติดตัวอยู่ซึ่งการที่นางสามารถนำกระบี่ติดตัวออกจากห้วงมิติมายาได้ ก็มิได้หมายความว่าตราผนึกที่ว่าถูกคลี่คลายลงแล้วหรอกรึ?
“กระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนี้มีตราผนึกสองชิ้นพันธนาการไว้อยู่ชิ้นแรกคือ ผนึกแผ่นศิลาที่กักขังจิตวิญญาณกระบี่ไว้ในห้วงมิติมายาแต่เพราะในเวลานั้น ท่านได้ร่วมมือกับชายลึกลับผู้นั้นจนคลายผนึกพากระบี่ทัณฑ์ฟ้าออกมาสู่โลกภายนอกได้แต่ก็ยังหลงเหลือตราผนึกชิ้นที่สองซึ่งติดตัวจิตวิญญาณกระบี่ทัณฑ์ฟ้าตั้งแต่แรกแล้วส่วนวิธีคลายผนึกออกนั้นกลับยากเย็นมิใช่น้อย”
เสี่ยวฮั่วกล่าวอธิบายให้ฟัง
“แล้ววิธีที่ว่าคืออย่างไร?”
เซียถงเอ่ยถามต่อทันที
“ข้าจะบอกท่านอีกครั้งในยามที่แกร่งกล้ามากกว่านี้ถึงแม้ปัจจุบันท่านจะสามารถคลายผนึกที่ว่าออกมาได้แต่จิตวิญญาณกระบี่ทัณฑ์ฟ้าจะต้องพยศต่อท่านแน่นอนเนื่องจากมันมิได้เต็มใจรับใช้ท่านเป็นเจ้านาย ทันทีที่มันฟื้นคืนพลังกลับมาเกรงว่าท่านจะถูกมันฆ่าทิ้งในทันที”
เสี่ยวฮั่วกล่าว
เซียถงพยักหน้าเข้าใจทุกถ้อยคำที่เสี่ยวฮั่วกล่าวมาล้วนเป็นความจริงในเวลานี้นางยังมีพลังความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ปล่อยให้ขุมพลังที่แท้จริงของจิตวิญญาณกระบี่ถูกผนึกต่อไปก่อนดีกว่า
“ถึงแม้ขุมพลังที่แท้จริงของจิตวิญญาณกระบี่เล่มนี้จะถูกปิดผนึกอยู่แต่ขึ้นชื่อว่ากระบี่ทัณฑ์ฟ้าย่อมมีพลังอำนาจเพียงพอที่จะต่อกรกับยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ในระดับชั้นเดียวกันอย่างน้อยที่สุด ท่านก็จะไม่เสียเปรียบในด้านอาวุธแน่นอน”
เสี่ยวฮั่วกล่าวอธิบายอีกครั้ง
เมื่อได้ยินที่ว่าภายในใจเซียงก็รู้สึกดีขึ้นมาก พูดคุยกับเสี่ยวฮั่วได้สักพักนางก็ปีนขึ้นเตียงนอนหลับพักผ่อน และตื่นขึ้นในช่วงเช้าตรู่ สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือ ลุกขึ้นมาป้ายยาสมุนไพรสีดำแต่งแต้มทั่วใบหน้า
“คุณหนูท่านต้องปกปิดรูปลักษณ์ต่อไปเช่นนี้ไปตลอดเลยงั้นรึ?”
อิ๋งเอ๋อร์ปั้นหน้ารวนเรเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักเมื่อได้เห็นรอยจุดด่างดำอันน่าเกลียดทั่วใบหน้าของเซียถง
เห็นได้ชัดแจ้งคุณหนูของนางในปัจจุบันคือสตรีงามถล่มเมืองประดุจนางฟ้านางสวรรค์แต่ไฉนถึงต้องออกไปเผชิญหน้ากับโลกอันสกปรกโสมมภายใต้ฉายาสตรีอัปลักษณ์ที่สุดแห่งจักรวรรดิตงหลี่ด้วย? นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิดไม่ยุติธรรมกับคุณหนูของนางเลยจริงๆ
“เมื่อถึงเวลาที่สมควรข้าย่อมต้องเปิดเผยรูปโฉมที่แท้จริงให้เป็นประจักษ์ ดังนั้นแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องร้องเรียกความยุติธรรมแทนข้า”
เซียถงกล่าวปลอบใจอีกฝ่ายย่อมทราบดีว่าอิ๋งเอ๋อร์คนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
อิ๋งเอ๋อร์พยักหน้างึกงักตั้งแต่บัดนี้ นางจะตั้งตารอวันที่คุณหนูของนางเผยโฉมมาถึงอยากจะใช้รูปโฉมอันแสนงดงามนี้ ตบหน้าพวกที่เคยเยาะเย้ยดูถูกสารพัดให้สาแก่ใจ
พูดจบเซียถงก็เดินไปทางประตูเตรียมจะออกไป แต่ยังเดินไม่ถึงด้วยซ้ำกลับมีเสียงเคาะประตูดัง ‘ตุบ ตุบ’ ขึ้นมาไม่สิ...ระดับความแรงที่ทำเอากลอนประตูสั่นสะท้านแทบพังออกมาเช่นนี้น่าจะใช้ตีนถีบเลยมากกว่า...
ใครมันรีบร้อนอะไรปานนั้น?
เซียถงรีบตรงเข้าไปเปิดประตูก่อนจะเห็นเป็นหยุนซีที่ยืนอยู่ด้านนอก และเมื่ออีกฝ่ายค้นพบว่าคนที่มาเปิดประตูให้เป็นเซียถง หยุนซีก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาชั่วขณะ ยืนกอดอกกวาดสายตาเหล่มองหญิงสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ท่านอาจารย์หยุนซีมีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าหรือไม่?”
หยุนซีเอ่ยปากถามหยุนซี
“สองวันที่ผ่านมาเจ้าหายตัวไปไหน?บ่าวรับใช้ของเจ้าวิ่งวุ่นตามหาไปทั่วราวกับเป็นบ้าไปแล้ว”
หยุนซีกล่าวตอบทว่าสายตายังคงจับจ้องเซียถงไม่คลายอ่อนลงเลย
“มีธุระส่วนตัวเล็กน้อยเท่านั้นแต่จะว่าไป...ข้าหายไปตั้งสองวันเชียว?”
เซียถงย่ำเสียงเข้มกับประโยคท้ายหลังขึ้นเล็กน้อย
หยุนซีพยักหน้าเหลือบสายตาเคลื่อนหยุดลงที่มือทั้งสองข้างของเซียถงที่ถูกพันแผลด้วยผ้าขาวเป็นชั้นหนากล่าวอีกว่า
“เช่นนั้นค่อยไปรับสารภาพที่หลังโทษฐานที่ทำให้สถานศึกษาเกิดเหตุวุ่นวายแล้วอย่าหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวใครอีกเพราะนี่อาจทำให้สถานศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียงได้”
“ภาพลักษณ์ของสถานศึกษาสำคัญกว่าชีวิตของคุณหนูอีกรึเจ้าค่ะ?”
จู่ๆอิ๋งเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเซียถงก็เปล่งเสียงตอบโต้สวนหยุนซีกลับมาทันที
หยุนซีมิได้ปริปากตอบใดๆเพียงปรายสายตาสีดอกท้อคู่สวยใส่ทางอิ๋งเอ๋อร์ไปทีหนึ่งทอประกายสีเย็นยะเยือกแฝงภัยคุกคามอยู่อัดแน่นทำเอาอิ๋งเอ๋อร์เนื้อตัวสั่นเทาโดยมิอาจจะควบคุมรีบก้มหน้าก้มตาลงและไม่ส่งเสียงใดๆ ขึ้นมาอีกเลย
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
เซียถงขยับตัวเข้ามาบดบังรัศมีสายตาของหยุนซีที่จับจ้องใส่อิ๋งเอ๋อร์อย่างใจเย็น