ตอนที่ 51 รังสีอํามหิต
แม้ชายหญิงทั้งคู่จะนั่งม้าขาวตัวใหญ่ไปด้วยกัน แต่ฝ่ายชายกลับมีความสุภาพนุ่มนวลนักด้วยพลังหยางถูกเปลี่ยนเป็นแสงสว่างในพื้นที่ตลอดเวลานั่นเอง จึงกลับกลายเป็นว่าฝ่ายหญิงต่างหากที่เริ่มเสียกิริยาอาการของตนเมื่อต้องชิดใกล้กับชายหนุ่มที่นางเองก็คุ้นเคยกับเขาดีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเป็นเล็กด้วยกันทั้งคู่เขาคือเด็กชายตัวจ้อยอ่อนโยนและสุภาพ ทั้งร่างกายอ่อนแอยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงอย่างนางไปเสียอีก และก็เป็นนางเองที่ต้องคอยปกป้องเขาด้วยดีมาตลอด แต่บัดนี้เมื่ออยู่ใกล้ ๆ กับเขา กลับก่อเกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาดนักอาจจะด้วยร่างกายของเขาที่สูงใหญ่ขึ้น หรือจากอากัปกิริยามารยาทอันสุขุมคัมภีรภาพและอ่อนโยนอย่างยิ่งของเขาก็เป็นได้..….ทั้งสองใช้เวลาเพียง 1 ก้านธูป (30 นาที) ก็เดินทางมาถึงตัวอำเภออู่ชางได้อย่างรวดเร็ว โดยหยางไคตั้งใจจะเข้าไปทำธุระให้แล้วเสร็จสิ้นก่อน จึงเริ่มต้นที่ร้านค้าอุปกรณ์เครื่องเรือน อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ชั้นวางของ และเครื่องประดับตกแต่งบ้าน เมื่อเด็กหนุ่มปรายตามองเพียงรอบเดียวก็ชี้เอาโต๊ะ ตู้เตียง และเก้าอี้อย่างละคู่ แต่ฝ่ายยุ่นเอ๋อนั้นเห็นว่าขนาดโต๊ะกับตู้นั้นเล็กนักจึงขอเปลี่ยนเป็นอีกแบบ หยางไคก็ตามใจเพราะส่วนใหญ่คนที่ต้องใช้งานและดูแลท่านยายของเขาตอนที่เขาไม่อยู่บ้านก็ย่อมเป็นสาวน้อยผู้นี้อยู่ดี เท่านั้นยังไม่พอ เด็กหนุ่มยังเอ่ยถามนางอีกว่า“เจ้ามีความต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ ?” ยุ่นเอ๋อได้ยินเช่นนั้นก็คิดขึ้นได้ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงสั่นศีรษะเพียงเล็กน้อย หยางไคก็แจ้งกับพนักงานในร้านไปว่า“ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านจัดส่งเครื่องเรือนเหล่านี้ไปที่หมู่บ้านมู่หยู ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือท่านรู้จักหรือไม่ หากรวมค่าขนส่งแล้ว จะคิดเป็นราคาเท่าใด ?” พนักงานผู้นั้นก็พยักหน้ารับว่ารู้จักหมู่บ้านแห่งนั้น แล้วแจ้งราคา 3 ก้วนกับ 50 เหวิน เด็กหนุ่มจึงจ่ายเงิน แล้วสั่งความไปอีกว่า“ข้าพเจ้าจะเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ต่อ หากแม้นไม่เจอตัวข้าพเจ้าที่หมู่บ้าน ก็ให้ท่านถามนายบ้านซึ่งปลูกเรือนอยู่ติดกันเถิด” กล่าวจบก็ชักชวนยุ่นเอ๋อไปเดินที่ตลาดกลางอำเภอ.....ในตลาดระดับท้องถิ่นคงเทียบไม่ได้เลยกับตลาดในเมืองหลวง ทั้งด้านความหลากหลายความหรูหราและราคาของสินค้า แต่เพราะเนื้อที่ซึ่งมิได้กว้างใหญ่จนเกินไปนัก หนุ่มสาวทั้งสองจึงสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าโดยมิต้องนั่งม้าเพื่อเดินหาสินค้าที่ต้องการแต่ประการฝ่ายยุ่นเอ๋อนั้นได้ขนมหวานกับอาหารแห้งมากมายนัก และเนื่องจากหยางไคได้จูงเจ้าขาวมาด้วย จึงไม่ต้องหอบหิ้วให้เป็นการลำบากแต่ประการใด จนทั้งคู่มาถึงร้านค้าเครื่องประดับแห่งหนึ่ง สาวน้อยก็เข้าไปลูบ ๆ คลำปิ่นปักผมลักษณะงดงามแต่น่าจะมีราคาสูงพอตัวหยางไคเห็นเช่นนั้นก็ชี้บอกเจ้าของร้านว่า“ข้าจะเอาปิ่นอันนี้ ห่อให้ด้วย” เจ้าของร้านก็หยิบปิ่นใส่กล่องไม้อย่างดี จึงทำให้หยางไครู้สึกตงิดอยู่ในใจมิได้ จนกระทั่งเจ้าของร้านแจ้งว่า“2 ตำลึงขอรับคุณชาย” เด็กหนุ่มย่อมไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดแค่เพียงปิ่นอันเล็ก ๆ อันเดียว แต่เหตุใดกลับราคาสูงล้ำได้ถึงเพียงนี้ !! แม้จะทั้งตกใจทั้งสงสัยแต่หน้าขาว ๆ ของเขายังสงบนิ่งอยู่ พร้อม ๆ กับล้วนธนบัตร 2 ก้วน ส่งออกไป ..ในใจก็คำนวณยอดเงินคงเหลืออยู่ที่ 18 ก้วน เท่านั้น ฝ่ายชายหัวใจหดเล็กลงกว่า 3 ส่วน แต่ฝ่ายหญิงกลับหัวใจพองโตอย่างที่สุด และเมื่อฝ่ายชายมอบกล่องไม้ที่บรรจุปิ่นปักผมที่นางตั้งใจจะใช้ในพิธีการเกล้าผมปักปิ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างนี้ นางก็รับเอามาแล้วกล่าววาจาที่น่าฟังว่า“ขอบคุณพี่ใหญ่หยางนะเจ้าคะ~” มันน่าฟังกว่าคำว่า ‘เสี่ยวไค’ ที่นางยึดถือและใช้งานมาเป็น 10 ปี อย่างแน่นอน ทั้งยังแฝงความคาดหวังบางประการภายในนั้นด้วย แต่ทันใดนั้นเอง หยางไคก็สัมผัสได้ถึงการจับจ้องด้วยอารมณ์ขึ้งโกรธที่ส่งมาจากด้านข้าง จึงรีบหันไปมองก็ไม่พบเจอผู้ใด แต่เมื่อหันกลับมาด้านหน้าอีกที ก็พบเห็นเหล่านักศึกษา 4-5 เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร พวกเขาคือกลุ่มนักศึกษาซึ่งหยางไคได้พบเจอตอนไปสมัครสอบ ณ ว่าการอำเภออู่ชางมิใช่หรอกหรือ ? นักศึกษาร่างอ้วนที่ดูคล้ายจะเป็นผู้นำกลุ่ม ก็ได้เดินเข้ามาแล้วกระแทกเสียงว่า“จงดูเอาเถิด ว่านักศึกษาผู้สมัครสอบทั้งบุ๋นทั้งบู๊แต่ไม่ยอมท่องตำรา กลับเอาแต่มาม่อหญิงสาวกลางตลาดเช่นนี้ได้เช่นไรกัน ?” หยางไคได้ฟังเช่นนั้นก็ขัดเคืองใจนัก แต่จะแก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์จึงนิ่งเสียแล้วดึงเอามือยุ่นเอ๋อด้วยประสงค์ให้นางขึ้นม้าไปแต่ยุ่นเอ๋อนั้นไม่ยินยอมทั้งคิดขึ้นใจว่า‘พี่ใหญ่หยางแม้ร่างกายจะสูงใหญ่ขึ้นแต่คงอ่อนแอเช่นดังเดิม เรายังคงเป็นผู้ปกป้องเขาเองจะประเสริฐกว่า’ คิดได้เช่นนั้นจึงร้องขึ้นว่า“ช่างสาระแนนัก!!” สำนวนนี้ฟังคุ้นหูอยู่บ้างแต่หยางไคใส่ใจในความปลอดภัยของนางมากกว่า จึงดึงเอาร่างน้อย ๆ มาหลบไว้ที่ข้างหลังแล้วกล่าวไปว่า“ข้าพเจ้าไม่ต้องการมีเรื่องราว โปรดอย่าถือสานาง” เพราะหากมีการวิวาทกันขึ้นแล้วไซร้ การสอบในอีก 2 วันข้างหน้านี้ย่อมจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแล้ว ซึ่งหยางไคจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาดและดูเหมือนจะมีผู้ที่พยายามมีให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเช่นเดียวกัน เพราะจู่ ๆ ก็มีขอทานน้อยใหญ่ราวเก้าคนสิบคน ได้วิ่งเข้าหานักศึกษาเหล่านั้นพร้อมกับขอเศษเงินกันเป็นวุ่นวาย ฝ่ายหยางไคเห็นเช่นนั้นก็ได้โอกาสแล้วจึงจับยุ่นเอ๋ออุ้มขึ้นม้าแล้วควบออกไปทันที แต่พอถึงย่านท้ายตลาดกลับมองไปเห็นร้านตัดผ้า จึงบังคับให้เจ้าขาวเดินตรงไปหยุดที่หน้าร้านแห่งนั้น..…ในร้านนั้นใหญ่โตโอ่โถง ซึ่งแสดงถึงรสนิยม ความมั่งคั่งและฝีมือของนายช่างได้เป็นอย่างดี ฝ่ายเจ้าของร้านเมื่อเห็นลูกค้าสองคนชายหญิงเดินเข้ามา ก็มองตั้งแต่บนลงล่างจากนั้นเอ่ยว่า“ร้านหลงเหย่า(荣耀) ของเรายินดีรับใช้ หากคุณชายมีสิ่งใดให้ช่วยก็ให้บอกมาเถิด” หยางไคจึงหยิบผ้าไหมขึ้นมา 2 พับส่งออกไป แล้วกล่าวว่า“ข้าพเจ้าต้องการตัดเสื้อผ้าชุดฤดูร้อน กระโปรงยาวประมาณเข่าแขนยาวราว 3 ส่วน สำหรับหญิงชราอายุ 70 ปี” เจ้าของร้านเห็นผ้าไหมเนื้อดีลวดลายงดงามนัก จึงลูบคลำดูอย่างลุ่มหลง แล้วกล่าวขึ้นว่า“เป็นผ้าไหมสีเขียวไพรเนื้อดีจากซูโจว ผ้าไหมชิ้นนี้ช่างดีจริง ๆ แต่ร้านของข้าพเจ้าตัดผ้าตามแบบและสัดส่วนผู้สวมใส่เท่านั้น คุณชายพอจะทราบรายละเอียดหรือไม่เล่า ?” หยางไคได้ฟังเช่นนั้นจึงตอบว่า“รูปร่างและส่วนสูงของนางประมาณน้องหญิงผู้นี้ ท่านจงวัดขนาดและวาดแบบตามอย่างนางเถิด” เจ้าของร้านผู้นั้นก็ถือสายวัดมาวัดตัวยุ่นเอ๋อ และด้วยความเป็นมืออาชีพของเขาแม้จะขยับเข้าใกล้แต่ก็มิได้สัมผัสร่างของนางเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ยุ่นเอ๋อมิได้รู้สึกอึดอัดแต่ประการใด ครั้นวัดตัวเสร็จแล้วก็จดบันทึก พร้อมร่างแบบคร่าว ๆ แล้วใช้ลูกคิดดีดคำนวณดู ก็กล่าวว่า“ด้วยขนาดรูปร่างตามอย่างแม่นางน้อยนี้ สามารถตัดได้ถึง 2 ชุด” หยางไคได้ยินเช่นนั้นจึงตอบว่า“หากเป็นเช่นนั้นไซร้ ข้าพเจ้ารบกวนให้ท่านวาดแบบและตัดอีกชุดสำหรับน้องหญิงผู้นี้ด้วยเถิด” ยุ่นเอ๋อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนตัวลอย แล้วกล่าวเพียงเบา ๆ ว่า“ขอบคุณพี่ใหญ่หยางเจ้าค่ะ~” หยางไคนั้นชอบอาการดีใจของนางมากกว่าตอนที่นางขึ้งโกรธ จึงมิได้รู้สึกเสียดายเงินทองที่ต้องใช้จ่ายไปเท่าใดนัก แต่หากเขาสัมผัสได้ถึงดวงตาที่จับจ้องจากไกล ๆ พร้อมรังสีอำมหิตได้แล้วไซร้ ย่อมมิอาจสบายใจได้เช่นนี้อย่างแน่นอนแล้ว..