ตอนที่32
คำขอที่คาดไม่ถึง
หลิวเหวินหงระดับการฝึกตนถือว่าเหนือล้ำกว่าหยางเฉิงสองขั้น แต่ฝีมือเดินหมากยังถือว่าเป็นรองทว่าก่อนหน้า ตนเองนั่งอยู่ข้าง ๆ หยางอี้ตลอดสองตา ล้วนมั่นใจ พอคาดเดาความคิดเด็กน้อยได้อยู่บ้างจึงไม่คิดเอาเปรียบ แม้เอ่ยใช้แผนที่กระดานเดิม แต่ก่อนเริ่มตาใหม่ลงมือกระแทกโต๊ะ หมุนกลับเหนือใต้ ส่งให้หยางอี้เป็นฝ่ายอยู่ประชิดเนินเตี้ยส่วนตนเองอยู่ฝั่งตรงข้าม
หยางอี้ไม่รู้ฝีมือของผู้เป็นตามาก่อนแต่เห็นท่านตากระทำเช่นนั้น เกิดความคิดว่ายุติธรรมอยู่ในใจ หลิวซีอิ๋งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เห็นดังนั้น ก็เอ่ยพลางลูบศีรษะของหยางอี้ ที่ด้านข้างเบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม“...ท่านพ่อ หากท่านมิคิดเอาเปรียบเด็กน้อย แต่เชื่อข้าเถอะ ว่าบุตรชายผู้นี้เดินหมากเก่งกาจราวกับแม่ทัพชาญศึกกลับชาติมาเกิด”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เรื่องนั้นข้ายอมรับ แต่ความยุติธรรมก็เหตุผลหนึ่งส่วนอีกเหตุผลพวกเจ้าไม่อยากรู้รึ ว่าถ้าเด็กน้อย ได้เดินหมากในมุมมองเดียวกับพวกเจ้าจะจัดการผู้เฒ่าคนนี้ด้วยวิธีการเช่นไร” สองสามีภรรยาได้ยินคำ พร้อมใจกันพยักหน้าเห็นพ้องมีเพียงหยางอี้ที่อมยิ้มอย่างมีเลศนัย
เมื่อการสนทนาและแบ่งแยกตัวหมากเสร็จสิ้น สองฝั่งก็เริ่มการประลองในทันที ซึ่งตานี้ หยางอี้ไม่คิดออมมือแถมยังตั้งใจใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา เพื่อเหตุผลรองรับ สำหรับคำขอทั้งสามข้อหลังจบการประลองดังนั้นจึงใช้วิธีการล่อลวงขั้นสูงสุด แรกทำทีเร่งยึดชัยภูมิตามปกติแต่แล้วกลับทิ้งเนินเตี้ย อันเป็นชัยภูมิหลักให้ว่างเปล่าแท้จริงเป็นแผนการล่อลวงให้ติดตาม เพราะซุ่มพลเดินเท้าขึ้นไปบนเขาแต่ต้น เพียงแต่...ในลวงมีจริงในจริงมีลวงหากติดตามขึ้นมาก็ใช้แผนหนึ่ง หากมิไล่ขึ้นเขาก็เดินอีกแผนหนึ่ง
หลิวเหวินหงเห็นการเดินหมากสองตาของหยางอี้จดจำออก ว่าจุดเด่นคือล่อลวงสร้างภาพ ไม่คิดตกหลุมพรางโดยง่ายเพียงเฝ้าดูเชิงไม่พลีผลาม คิดเลียนแบบการเดินหมากตาแรกของเด็กน้อย โจมตีจุดด้อยยกพลสองฝั่งทั้งทางน้ำและข้างป่า หวังเผด็จศึกกระหนาบจากที่ราบสองฝั่ง แต่แล้วเดินหมากมาพักใหญ่กลับไม่พบว่าหยางอี้ใช้ตัวหมากเฝ้าระวัง สุดท้าย...ยกทัพเดินหน้าถึงที่ราบทั้งสองฝั่งโดยง่ายแม้เกิดความลังเลว่าทั้งหมดอาจเป็นแผนลวง แต่แล้วเมื่อตัวหมากยกไปถึงเขตค่ายแม่ทัพพบมือหอก และมือธนูยืนออกระจุกกัน หนาแน่นเป็นชั้นแนว จนถึงกับคิดไปเองว่า หลานชายผู้นี้คิดประจบเอาใจผู้เฒ่าจึงยินยอมอ่อนข้อให้ แต่แล้วพลันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักสดใส ค่อยเงยหน้า เหลือบขึ้นไปเห็นใบหน้าอมยิ้มเปี่ยมเลศนัยของบุตรสาวตนเองจึงค่อยฉุกคิดว่าผิดท่า ตนเองคงมิพ้น ติดกับดักเจ้าเด็กน้อยผู้นี้อีกคนเป็นแน่
ความคิดเพิ่งก่อเกิดหยางอี้ก็สั่งการทะยานทัพม้าทั้งสาม วิ่งตะบึงลงจากเนินลาดหยางเหวินหงทิ้งหมากเฝ้าระวังไว้เพียงตัวเดียว หนึ่งต้านสาม...แม้รับรู้ก็มิอาจขวาง
ตาถัดมาแต่ต้นหยางเหวินหงจึงเสี่ยงดู บังคับหมากเดินหน้าโจมตีสุดรั้ง ไม่คิดเผื่อป้องกันตัดสินใจเข้าจู่โจมค้นหาแม่ทัพ แต่เมื่อโจมตีจนรอบค่อยค้นพบว่าแม่ทัพมิได้อยู่ในค่าย เมื่อนั้นจึงคิดเปลี่ยนเป้าไปค้นหาค่ายเสบียงส่วนอีกทางก็คิดใช้ทัพม้า เร่งฝ่าเนินเตี้ยติดตาม แต่ด้วยบังคับหมากลังเลไปมาสุดท้ายตาเดินจึงมิพอ ต้องผ่านไปถึงตาหน้า จึงจะได้เริ่มค้นหาค่ายเสบียง
แต่เมื่อความลับเปิดเผยแล้วหยางอี้มีหรือ จะยินยอมปล่อยผ่านไปโดยง่าย เปิดฉาก หินผาร่วงลงจากเขาสูงแต่กลับมิได้กระทำ เพื่อปิดกั้นทัพม้าของหลิวเหวินหง เพราะสิ่งที่อยู่ระหว่างกองหินคือขุนพลล่องหน ที่หยางอี้ขยับมารวมกันไว้กับทัพม้าแต่ต้น
สุดท้ายค่ายเสบียงเพิ่งถูกทำลายได้สองตาหยางอี้ก็เคลื่อนม้าทะลวงสังหารถึงค่ายแม่ทัพคว้าชัยการประลองหมากกลศึกทั้งสามกระดาน ไปอย่างหมดจด
แม้การประลองได้ชัยแต่หมากกลศึกเป็นเพียงหินก้อนแรกเพื่อหยั่งเท้าให้มั่นเท่านั้นและสร้างความเชื่อในจิตใจของผู้มีคุณทั้งสาม หินก้อนต่อมาที่จะใช้เพื่อก้าวเดิน คือคำขอสามข้อหยางอี้ไม่คิดปล่อยอารมณ์ผู้คนให้หลุดลอย ฉวยจังหวะที่ทั้งสาม ยังคงชื่นชมตนเองเต็มเปี่ยมเริ่มต้นจากคนที่อยู่ใกล้ตัว และอยู่ห่างจากเรื่องราวที่สุด ขยับกาย ย้ายก้นมานั่งตักมารดาออดอ้อนพลางเอ่ยคำ “ตนเองจะใช้คำขอของท่านแม่ เป็นคำรบแรก”
หลิวซีอิ๋งเห็นดังนั้นก็แย้มยิ้มพยักหน้ารับ “เจ้าบอกแม่มาเถอะ หากสิ่งที่ขอไม่เกินเลยความสามารถ มารดาของเจ้ารับรองว่าจะไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้าอย่างแน่นอน”
หยางอี้เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยคำขอแรกโดยไม่รีรอ ราวกับว่า คำขอนั้นคิดเอาไว้เนิ่นนานมาแล้ว“ข้าอยากให้ท่านแม่สนับสนุนข้า แค่...สนับสนุนเรื่องราวภายในห้องนี้”
เสียงพูดของหยางอี้ดังชัดหนักแน่นแต่เนื้อหากลับคลุมเครือ ทุกคนฟังแล้วยังงุนงงสงสัย แม้แต่หลิวซีอิ๋งเองก็เช่นกันเพราะคำสนับสนุนลอย ๆ ช่างกว้างขวางยิ่งนัก แต่ด้วยก่อนหน้าเอ่ยปากสัญญา แถมเนื้อหาฟังดูไม่ยากเย็นจึงได้แต่ตกลง รับคำขอของหยางอี้
คำขอแรกผ่านไป หยางอี้ก็ลุกขึ้นจากตักมารดาก่อนจะลากเก้าอี้อีกตัวมาข้าง ๆ ค่อยกลับไปนั่งที่ของตนเอง พร้อมกับเอ่ย ขอร้องให้หยางเฉิงผู้เป็นบิดามานั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ ตน “ท่านพ่อคำขอของข้าที่มีต่อท่าน นั้นไม่มีอะไรมากเพียงท่านพ่อช่วยตอบคำถามข้าหนึ่งเรื่อง ที่สำคัญ...ห้าม ท่านพ่อปกปิดหรือจงใจเลี่ยงไม่ตอบคำของลูก จะได้หรือไม่”
หยางเฉิงงุนงงย่นหัวคิ้วชิดกัน แต่เมื่อหันไปมองภรรยาของตน ที่รับคำสนับสนุนบุตรชายก่อนหน้า แย้มยิ้มพยักหน้าพลางสะกิดเร่งเร้า ใช้นิ้วจี้เอว จึงค่อยยินยอมตกปากรับคำ ทั้งที่ยังไม่ได้คิดทบทวน“ตกลง”
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ”หยางอี้ ปากเอ่ยขอบคุณท่านพ่อ แต่กลับส่งยิ้มพยักหน้า ให้กับมารดาที่อยู่เยื้องถัดไปจากบิดาขอตน“เรื่องที่ลูกต้องการจะรู้ เป็นเรื่องของท่านลุง...หยางอวี่ถง”หยางอี้แม้เอ่ยปาก ใช้คำเรียกลุงตามมารยาทธรรมเนียม แต่ในใจล้วนแตกต่างสุดขั้ว
“เจ้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับคนชั่วช้าผู้นี้กัน” หยางเฉิงสีหน้าเปลี่ยนแปลงเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
“สิ่งที่ลูกอยากรู้ย่อมไม่ใช่เรื่องราวง่ายดาย ดังนั้น...ลูกจำเป็นต้องสอบถามท่านพ่อก่อน สักหลายคำ” หยางเฉิงพยักหน้ารับ“หากลูกจดจำไม่ผิด ท่านลุงแม้มีฝีมือไม่ธรรมดา แต่นิสัยใจคอขลาดเขลาอีกทั้งสติปัญญาล้วนสู้ท่านพ่อ หรือแม้แต่ผู้อาวุโสหลาย ๆ ท่านในตระกูลหยางมิได้ดังนั้นลูกจึงแปลกใจว่าเหตุใด จู่ ๆ ท่านลุงก็กลายเป็นร้ายกาจขึ้นมาเพราะเท่าที่ข้ารู้ ท่านลุงก็มิได้มีที่ปรึกษาเลื่องชื่อ หรือรับผู้มีความสามารถโดดเด่นเพิ่มเข้ามาในสังกัดตนเอง แม้แต่คนเดียว”
หยางเฉิงและคนอื่นๆ ในห้อง พอได้ฟังคำของหยางอี้ ก็คล้อยตาม และเร่งขบคิดถึงจุดน่าสงสัยนี้เช่นกัน“ท่านพ่อยังไม่ต้องตอบคำถามส่วนนี้ของข้า แต่ข้าอยากถามท่านพ่ออีกสักข้อ ว่าท่านพ่อพอจะจำได้หรือไม่ว่าท่านลุง เคยหายตัวไปจากตระกูล โดยไร้เหตุผลช่วงใหญ่ ๆ บ้างหรือไม่”
เมื่อคำถามเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องขบคิดมากมาย หยางเฉิงจึงใช้เวลาไม่นาน ก็ตอบออกมาทันที “อืมถ้าพ่อจำไม่ผิด อวี่ถงเคยหายไปร่วมสองเดือน เมื่อช่วงสามปีก่อน”เมื่อนึกย้อนไปตามคำของหยางอี้ หยางเฉิงที่ฉลาดเป็นทุนเดิม ราวกับจับต้องปลายเส้นด้ายที่มองไม่เห็นเข้า“ใช่แล้ว หลังจากกลับมา อวี่ถงก็เปลี่ยนไป” หยางเฉิงจ้องมองบุตรชายตนเอง ด้วยความคิดซับซ้อน
“ถ้าเป็นดังที่ท่านพ่อว่าข้าก็อยากรู้อีกสักหน่อยว่า หลังจากช่วงเวลานั้น ภายในหนึ่งเดือน ท่านลุงได้รับผู้คนภายนอกตระกูลเข้ามาในเรือนของตนบ้างหรือไม่”
...ตระกูลหยางอยู่ติดฝั่งทะเลตะวันออกสุดหยางอวี่ถงผู้นี้ อาจร่อนเร่สะเปะสะปะ จนบังเอิญพบเจอผู้เริ่มต้น ออกจากเกาะประตูนรกหากเป็นเจ้าพวกนี้จริง ก็ไม่น่าแปลก ที่มันจะมีวิธีการ บังคับให้โจรร้ายทั้งหลายยินยอมศิโรราบ
“อืมเรื่องนั้นพ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แล้ว...ถ้าเป็นคนของท่านผู้อาวุโสขวาละ”
“เจ้า...”หยางเฉิงไม่คาดคิดว่าหยางอี้จะเอ่ยเช่นนี้“เจ้าหมายถึงอันใด”
“ท่านพ่อเรื่องนี้ข้าแค่คาดเดา ข้าเชื่อว่าท่านยังมีหูตาแฝงตัวอยู่ในตระกูลหยาง คอยส่งข่าวภายในออกมาให้แก่ท่าน ใช่มั้ยขอรับ”
“เจ้าคาดเดาจากอะไร”
“เรื่องราวความขัดแย้งของตระกูลหลิวและหยางที่ท่านพ่อเล่าให้ข้าฟัง บางส่วนมันมีรายละเอียดมากเกินไป ยิ่งเทียบกับของผู้อื่นที่เล่าให้ข้าฟังด้วยแล้วข้าจึงคาดเดาไปเช่นนั้น”
หยางเฉิงเงยหน้าขึ้นสบตากับหลิวเหวินหงก่อนจะหันกลับมาตอบบุตรชายตนเอง “ถูกต้องทั้งสองประการ ทั้งสายลับ และผู้นั้นก็เป็นคนของผู้อาวุโสขวา”
“เช่นนั้นผู้อาวุโสขวาคงหลบออกจากตระกูล ตั้งตนรวบรวมผู้คนคิดก่อการใหญ่ มาได้สักพักแล้วกระมัง”
“นี่...เจ้าแอบไปร่ำเรียนวิชาหมอดูมาหรือไรทำไมเด็กน้อยที่เพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมา ถึงได้คาดเดาสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำราวกับตาเห็นเช่นนี้”หยางอี้เพียงอมยิ้มไม่ตอบคำของบิดาตนเอง “มา...เจ้าถามต่อมาได้เลย”
...วิธีการถนัดของผู้คนบนเกาะคือการล่อลวงให้อีกฝั่งเปิดหน้าแสดงตัวมีหรือที่พวกมันจะไม่เปิดช่องว่างให้ท่านติดกับ การที่ผู้อาวุโสขวาออกจากตระกูลก็เพื่อรวบรวมผู้คน หากพวกมันคิดสังหาร ผู้อาวุโสคงไม่อาจออกมาได้ง่ายดายเช่นนี้หรอก เฮ้อ...ท่านพ่อ แผนการของท่าน แม้แต่ข้าที่หลับใหลยาวนานยังคาดเดาออกเช่นนี้มีหรือที่พวกมันจะดูไม่ออก
“เช่นนั้นท่านพ่อคิดจะก่อการกบฏภายในตระกูลหยางเมื่อใด”
ลูกอี้!!!
คราวนี้ผู้ที่เอ่ยเสียงดังหาใช่หยางเฉิงแต่กลับเป็นหลิวซีอิ๋ง เพราะแผนการนี้ เป็นทางรอดที่นาง หยางเฉิง และผู้อาวุโสขวาร่วมมือกันคิดขึ้นหวังให้เป็นแค่ทางเลือกสุดท้าย แต่แล้วจู่ ๆ อีกฝั่งกลับเดินหมากบีบคั้นเสียก่อนหากว่าสุดท้ายแล้ว นางไม่อาจโน้มน้าวผู้คนในตระกูลหลิวให้เปลี่ยนความตั้งใจ ยืนยันจะส่งมอบตัวหยางเฉิงแลกกับความอยู่รอดของตระกูลจริง ๆ นางก็คงไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหากว่าหยางเฉิงตายนางก็ไม่รู้ว่า ตนเองจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร