“จะอะไรเสียอีกก็เรื่องโครงการใหม่ของพรรคน่ะสิ ท่านประธานบอกว่าโครงการที่หูเย่าปังเขียนไม่ได้เน้นความสำคัญของการปฏิวัติวัฒนธรรมเลย ไม่มีการต่อสู้ทางชนชั้น ทั้งๆ ที่นี่เป็นโครงการด้านเกษตรกรรม ฉันเลยคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องใส่เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องลงไป” เติ้งเสี่ยวผิงถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ
“ตอนนี้ฉันตกเป็นจำเลยอีกครั้งแล้วล่ะ เธอมาปักกิ่งก็ระวังตัวไว้หน่อยน่ะเสี่ยวหลัว แก๊งสี่คนกำลังปลุกระดมผู้คนอีกแล้ว อาจจะมีการปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้นอีกครั้ง”
ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมแก๊งสี่คนได้มีการสร้างบรรยากาศเปิดฉากการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหม่ ทหารแดงเริ่มมีการตรวจตราเข้มกว่าปกติ แม้แต่หนังสือพิมพ์เองก็ได้มีการหยิบยกคำวิจารณ์ตัวละครเอกในวรรณกรรมเรื่องสุยหู่จ้วน[1] ของเหมาเว่ยตงมาเผยแพร่เพื่อโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง
ตัวละครเอกผู้นั้นมีชื่อว่าซ่งเจียง ซ่งเจียงผู้นี้แต่เดิมได้ซ่องสุมสมัครพรรคพวกที่เขาเหลียงซานจับอาวุธเพื่อต่อต้านทางการ ทว่าภายหลังกลับพลิกคำพูดกลับลำไปสวามิภักดิ์รับราชการเพื่อรับใช้จักรพรรดิ
ผู้นำสูงสุดมีนิสัยชอบใช้ชื่อตัวละครในวรรณกรรมมาเรียกแทนชื่อของบุคคลที่เขารู้จัก และซ่งเจียงเป็นคำเรียกขานที่เขามักใช้เรียกเติ้งเสี่ยวผิง เนื่องจากซ่งเจียงเป็นตัวละครที่ตัวเล็ก ไม่มีบุคลิกที่โดดเด่น แต่เป็นคนอัธยาศัยดีมีใจคอกว้างขวาง เป็นที่รักของเพื่อนฝูงจึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำ[2]
การกระทำในครั้งนี้ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงถูกโจมตีว่าเป็นพวกลัทธิยอมจำนนเอียงขวา และผู้ที่สนับสนุนเติ้งเสี่ยวผิงทุกคนก็เป็นพวกนิยมขวาเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงโจวเอินไหล
เจียงชิงยังได้มีการเผยแพร่ข่าวว่ากรรมการของกรมการเมืองบางคนกำลังพยายามทำให้ประธานเหมาเป็นประมุขแค่ในนามเท่านั้น
เสิ่นชิงหลัวขมวดคิ้ว กิจการของเธอกำลังอยู่ในช่วงวางรากฐาน จะให้เรื่องแย่ๆ พรรค์นั้นเกิดขึ้นอีกครั้งไม่ได้
“ฉันบอกแล้วว่าเขาเลอะเลือน ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งไม่กล้าจะไว้ใจใคร ดูสิทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังเห็นดีเห็นงามกับเหล่าเติ้งในการโจมตีเจียงชิงอยู่เลย” เผิงเต๋อไหวผิดหวังในตัวอดีตสหายมากยิ่งขึ้นไปอีก
เหล่าเหมาที่เขารู้จัก เพื่อนรักที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาบัดนี้กลับไม่มีแล้ว
“ผมว่านายกโจวคุณไม่ควรออกไปไหนในช่วงนี้ แสร้งทำเป็นว่ายังป่วยอยู่จะดีกว่า ปล่อยให้เหล่าเติ้งรับหน้าไปก่อน” เย่เจี้ยนอิงเสนอ
โจวเอินไหลเป็นคนเดียวที่ผู้นำสูงสุดไม่กล้าทำอะไร และเขายังยอมรับว่าประเทศจะขาดโจวเอินไหลไปไม่ได้ ทว่าเหมาเว่ยตงระแวงโจวเอินไหลมากเช่นกัน
โจวเอินไหลเองก็ไม่ได้ปฏิเสธคำแนะนำของเย่เจี้ยนอิง
“ผมก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น ตั้งแต่งานไว้อาลัยจอมพลเฮ่อผมก็ไม่ได้ปรากฏตัวในที่ประชุมเลย ตอนนี้พวกเขาคงคิดว่าผมน่าจะป่วยหนักแล้วล่ะ”
โจวเอินไหลไม่ได้บอกคนอื่นเกี่ยวกับนิทานที่เสิ่นชิงหลัวเล่าให้ฟัง เขาได้แต่เก็บมันไว้ในใจเงียบๆ และใช้มันเป็นข้อมูลในการวางแผน
“เดือนนี้เดือนกันยายน...” เสิ่นชิงหลัวนิ่งคิดว่าในประวัติศาสตร์อีกโลกนั้นมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง
จากนั้นเธอก็มองไปที่โจวเอินไหลและเติ้งเสี่ยวผิง “คังเซิงจะไปพบผู้นำแล้วบอกว่าเหล่าเติ้งกับเหล่าโจวกำลังสมคบคิดกันวางแผนจะกำจัดทุกอย่างที่ผู้นำสร้างขึ้นรวมถึงตัวผู้นำด้วย และต้องระวังเหมาหยวนซินให้ดี!”
เมื่อได้ยินชื่อของคังเซิง หลัวรุ่ยชิงก็แค่นเสียง “เขากลัวฉันมากที่สุด แต่เขาก็กล้าจะทำอย่างนี้คงไม่คิดสินะว่าหัวหน้าของเขาจะหายดีได้น่ะ”
เสิ่นชิงหลัวพยักหน้า “เหล่าหลัวคุณไม่ต้องเป็นห่วง เวลาของคังเซิงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ก่อนสิ้นปีเจียงชิงจะไม่มีผู้สนับสนุนอย่างเขาอีกต่อไป”
หลัวรุ่ยชิงไม่แปลกใจกับข่าวดีที่ได้รับอย่างกะทันหัน กลับกันเขายังรู้สึกสะใจมากที่ในที่สุดฝ่ายนั้นก็ขาดผู้สนับสนุนไปอีกคน
“ฮึ่ม! สมน้ำหน้า”
“เอ๊ะ ว่าแต่เธอรู้ได้ไง อ๋อๆ ช่างมันเถอะ” หลัวรุ่ยชิงรีบโบกมือ
ความลับสวรรค์ไม่ควรแพร่งพราย!
“ไม่ใช่ว่าเหมาหยวนซินอยู่ที่เสิ่นหยางหรอกเหรอ?” เย่เจี้ยนอิงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในกลาโหม จึงจำได้ว่าหลานของประธานสูงสุดอยู่ที่นั่น
“แสดงว่าอีกไม่นานเขาคงกำลังจะถูกเรียกมาปักกิ่ง แต่คนแบบนั้นมีอะไรให้น่ากลัวกันล่ะ” หลี่เซียนเนี่ยถามด้วยความสงสัย
“ถ้าไม่นับความเป็นลุงหลานแล้วล่ะก็คงเป็นเพราะเขามีสำเนียงหูหนานเหมือนกันล่ะมั้ง ผู้นำเลยชอบพูดคุยกับเขา” เผิงเต๋อไหววิเคราะห์
“คนแบบนี้ทำให้ประธานเหมารู้สึกใกล้ชิดและวางใจ เดาว่าคงจะกลายเป็นคนโปรดเลยล่ะถ้ามาปักกิ่ง ถ้าคนคนนี้พูดอะไรประธานต้องฟังเขาแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องระวังให้ดี ฉันกลัวว่าแก๊งสี่คนจะใช้เหมาหยวนซินคนนี้เข้าหาท่านประธานหรือไม่ก็ใช้เขาเป็นเครื่องมือฝากถ้อยคำข้างหู”
การจะเข้าพบผู้นำสูงสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ตัวเจียงชิงผู้เป็นภรรยาเองก็ไม่สามารถเข้าหาประธานเหมาได้ มีเพียงแนนซี่ถังและหวงไห่หรงผู้เป็นล่ามสาวข้างกายประธานเหมาเท่านั้นที่สามารถพูดคุยกับเขาได้ ดังนั้นเวลาที่เจียงชิงมีธุระอะไรก็จำเป็นต้องผ่านทางทั้งสองคนนี้แล้วให้พวกหล่อนรายงานให้ผู้นำฟังอีกที
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้พูดอะไรต่อเกี่ยวกับเรื่องของเหมาหยวนซิน เธอรู้ว่าบรรดาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงนี้สามารถแก้ปัญหากันได้ ดังนั้นจึงเลือกที่จะออกไปก่อนแล้วบอกกับผู้ป่วยทั้งสามว่าอีกสองชั่วโมงเธอจะกลับมารักษาพวกเขา
หมู่บ้านเหลียงเจียเหอ
“เสี่ยวหลัวเธอมาพอดีเลย ฉันตามหาเธอตั้งนาน ไปอยู่ไหนมาเนี่ย” ฉินม่านลี่เข้ามาทักทายด้วยความเป็นกังวล
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่สาวฉิน?” เสิ่นชิงหลัวถูจมูกอย่างเคอะเขิน แล้วเฉไฉถามกลับด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เธอจะกล้าบอกได้อย่างไรว่าเธอเพิ่งสวมชื่อของฉินม่านลี่ในเจรจาธุรกิจที่ปักกิ่งมาน่ะ
“ก็เลขาธิการพรรคเมืองน่ะมาน่ะสิ เขาฝากให้ฉันบอกเธอว่าอีกห้าวันข้างหน้าจะมีเทศกาลละครและภาพยนตร์ มีคณะศิลปะจากปักกิ่งมาแสดงด้วยนะ เขาเลยอยากให้หมู่บ้านของเราไปในนามของเมืองหยานอัน เอาภาพวาดของเด็กๆ ไปจัดแสดง”
“แต่พี่ส่งภาพของหลี่เทียนเป่าไปประกวดที่นิทรรศการภาพที่ปักกิ่งแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
ฉินม่านลี่พยักหน้า “ฉันบอกเขาไปแล้ว แต่เขาบอกว่าสามารถใช้ภาพของเด็กๆ คนอื่นได้ ฉันว่าก็ดีนะ ภาพของโก้วต้านกับต้าเปาก็สวยเหมือนกัน”
“เขาได้บอกไหมคะว่าทำไมถึงกะทันหันขนาดนี้”
“ใช่เขาบอกว่าเดิมทีเทศกาลนี้เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีของคณะศิลปะที่เดินทางไปทั่วประเทศ รวมถึงคณะศิลปะของแต่ละมณฑล แต่พอดีว่าเมืองชางอี้จู่ๆ ก็มีคณะศิลปะเกิดขึ้นเห็นว่าเป็นการแสดงของเด็กๆ ผู้ว่าการมณฑลเลยอยากจะให้เมืองอื่นมีส่วนร่วมเช่นกัน แต่ใครจะไปหาทัน เลยมีการผ่อนผันว่าเป็นศิลปะเชิงอุดมการณ์อย่างอื่นแทนก็ได้เลขาธิการพรรคเมืองเลยนึกถึงหมู่บ้านเรา เพราะจำได้ว่าเด็กๆ ของหมู่บ้านมีการวาดภาพส่งเข้าประกวดพอดี”
โอ้เธอเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าตาของเมืองนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็พาเด็กๆ ไปด้วยเถอะค่ะ ที่หนึ่งถึงสี่ ของต้าเปาก็ให้เทียนเป่าเป็นตัวแทน พี่สาวฉินกับพี่ชายหลี่แล้วก็พี่สาวฟางก็ไปด้วยกันไปในนามหมู่บ้านและโรงเรียน”
ฉินม่านลี่ดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอไม่ค่อยได้มีโอกาสออกจากหมู่บ้านสักเท่าไร ไม่ต้องพูดถึงการเข้ามณฑลเลย
“นี่เลขาธิการพรรคเมืองจะไม่ว่าใช่ไหม” เธอถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“พี่เป็นตัวแทนของโรงเรียนเขาจะว่าได้ยังไงล่ะคะ ไม่ต้องห่วงนะ”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปบ้านครอบครัวของเด็กๆ ไว้ก่อนจะได้เตรียมตัวกันล่วงหน้า หรือถ้าใครที่ไม่อนุญาตเราจะได้หาคนใหม่”
“ตกลงค่ะ บอกผู้ปกครองว่าไม่ต้องเป็นห่วง ค่ากินอยู่นอนโรงแรมทั้งหมดจะเมืองจะสนับสนุนเอง แล้วก็ให้เด็กๆ ไปที่สมาคมสตรีแล้วให้คนงานทำชุดให้พวกเขากับหมวก เดี๋ยวฉันจะออกแบบให้ จะได้ดูรู้ว่ามาจากที่เดียวกัน”
ชุดนักเรียนสีขาวกับกางเกงหรือกระโปรงเอี๊ยมสีน้ำเงินเข้ม มีผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้าคู่กับหมวกกลมสีเหลืองนั้นน่ารักดูเข้ากับเด็กๆ มาก หากเด็กน้อยหลายคนสวมใส่เหมือนกันจะต้องเป็นที่สนใจมากแน่ๆ
[1] สุยหู่จ้วนหรือที่คนไทยรู้จักในนามว่าซ้องกัง
[2] History of China2 ทวีป วรดิลก