ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 163 บรรพชนหนิง

            ห้องฝึกตนลับของประมุขตระกูลหนิง

             

            หนิงเทียนให้หนิงเฟยหลงมาบ่มเพาะในห้องลับของตนปรับสมดุลลมปราณในร่าง หนิงเฟยหลงใช้เวลาสามวันในการปรับสมดุลวันที่สี่ตกตะกอนความคิด วันที่ห้าออกจากการปิดด่าน

             

            “หลงเอ๋อร์แตกฉานแล้ว เยี่ยม ! เยี่ยมยอด !” หนิงเทียนหัวเราะร่าเขาเข้าไปพยุงหลานชายยืนขึ้นจูงมือลงไปชั้นใต้ดินชั้นที่ลึกที่สุด

             

            หนิงเทียนแทบจะอดใจรอไม่ไหว ไม่รู้ว่าเขาจะพาหลานชายไปที่ใดไม่มีใครรู้ นอกจากประมุขตระกูลแต่ละรุ่นเท่านั้น

             

            ใต้ผืนดินมีอุโมงค์ลับถูกขุดไว้ในอดีตมองตรงไปยาวไกลลิบ ไม่อาจคาดเดาว่ามันจะไปหยุดอยู่ที่ใด?

             

            หนิงเทียนยังคงจูงมือหลานชายก้าวเดินต่อไป แต่เมื่อมาถึงแผ่นหินอักขระเวทย์ก็เรืองแสงก้าวเดียวก็หายลับไปไกลโผล่มาอีกทีก็อยู่ที่ใดแล้วไม่ทราบหากแต่ที่นี่ไร้ความมืดมิดมีแสงสว่างลอดผ่านมาถึง เมื่อปรับสายตาได้แล้วหนิงเฟยหลงก็สอดส่องสายตาไปทั่วใบไม้เขียวขจีดอกท้อเบ่งบานไอปราณธรรมชาติสูงส่งดุจสรวงสวรรค์

             

            เขาคิดว่าตนฝันไปจึงขยี้ตาตนแล้วเพ่งมองดูใหม่ ภาพเก่าไม่เปลี่ยนแปลงทัศนียภาพอันสวยงามปรากฏเบื้องหน้าหนิงเทียนเองก็อดที่จะตื่นตาตื่นใจไม่ได้

             

            ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนหนิงเทียนได้เข้ามาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นบิดาของเขาก็พามาเช่นเดียวกับเขาตอนนี้เพียงแต่คนที่พามาหาใช่บุตรชายแต่เป็นหลานชายที่ตนภาคภูมิใจที่สุด

             

            “คำนับบรรพชน !” หนิงเทียนคุกเข่าลงโขกหัวคำนับไปด้านหนึ่ง ที่นั่นมีก้อนศิลาสูงห้าฉื่อกับอีกเจ็ดชุ่นอยู่ใกล้ท้อต้นใหญ่หนิงเฟยหลงเมื่อเห็นปู่ของตนลงคำนับก็ทำตาม

             

            “คำนับบรรพชน”

             

            “พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ” เสียงนี้ดังขึ้นข้างหูของทั้งสอง สายลมล่องหมู่ผกาลอยพยุงบุรุษทั้งสองให้ลุกยืน

             

            แกรก...แกรก ๆ

             

            หินกะเทาะออกจากภายในเศษหินร่วงลงพื้น เมื่อเศษหินหายไปคนชราสองท่านยืนมองพวกเขาด้วยใบหน้าที่เมตตาดั่งผู้อาวุโสมองดูเด็กๆ

             

            “หนิงเทียนเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ?ข้าบอกแล้วไม่ใช่รึภายในสามร้อยปีห้ามรบกวนการปิดด่านของพวกข้า” ชายชราฝั่งซ้ายหนวดขาวไร้เคราแต่งตัวอย่างบัณฑิตแววตามีเมตตาเป็นผู้เอ่ย

             

            หนิงเทียนโน้มตัวประสานมือคารวะอย่างนบนอบแล้วเอ่ยตอบว่า “ท่านบรรพชนที่ผู้เยาว์มาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องที่จะต้องรายงาน”

             

            ‘ที่แท้ท่านทั้งสองคือบรรพชนตระกูลหนิงมิน่าเล่าท่านปู่ถึงมีท่าทีอ่อนน้อมนัก’ หนิงเฟยหลงไม่รู้ว่าท่านทั้งสองนั้นคือใครเขาเพียงสัมผัสไม่ได้ถึงตัวตนบรรพชนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย หากว่าไม่ได้ลืมตามองท่านหรือไม่ได้ยินเสียงก็คิดว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากเขาและปู่

             

            “ราชวงศ์เยว่ไม่ชอบด้วยคุณธรรมคิดล้มล้างตระกูลหนิงเราผู้เยาว์จึงคิดที่จะ...” หนิงเทียนไม่ทันจะพูดจบบรรพชนผู้มีแววตาที่เมตตาก็กล่าวขึ้น

             

            “ข้ารู้แล้ว” ท่านกล่าวแล้วก็ยิ้มบาง กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ที่เจ้ามาวันนี้เพื่อขออนุญาตหรือแค่มาบอกกล่าวกัน?”

             

            “เหลวไหล !” บรรพชนอีกท่านผมสีดอกเลาหนวดขาวเครายาวถึงอกก็กล่าวตวาด ดวงตาที่หลับอยู่พลันลืมตื่น

             

            หนิงเทียนสะดุ้งโหยงถอนเท้ากลับไปสองก้าวแล้วจึงหยุดส่วนหนิงเฟยหลงนั้นตัวสั่นเทาขาแข้งอ่อนแรงราวกับจะหล่นฮวบ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอแรงกดดันมหาศาลเพียงแค่คำพูดเดียว

             

            “น้องเล็กเจ้าให้หนิงเทียนอธิบายเสียก่อน” บรรพชนผู้มีเมตตากล่าวขัดไว้ด้วยรอยยิ้มบรรพชนท่านเครายาวจึงหลับตาลงรอฟังหนิงเทียนมิได้โต้ตอบประการใดเห็นชัดว่าเชื่อฟังท่านผู้มีเมตตามาก

             

            “ขอรับท่านบรรพชน ที่ผู้เยาว์มาวันนี้มาเพื่อขออนุญาต และบอกกล่าวเรื่องที่ผู้อาวุโสในตระกูลร่วมกันตัดสินใจ...”หนิงเทียนยังไม่หายตกใจจึงกล่าวติดขัดเล็กน้อย

             

            บรรพชนผู้มีเมตตาฟังแล้วก็รู้สึกขัดหูเล็กน้อยจึงกล่าวเตือนสติ “เจ้าว่ามาเถอะอย่าได้อ้ำอึ้งอีกเป็นถึงประมุขตระกูลแล้วยังทำตัวอืดอาดเป็นเด็กน้อยนั้นไม่สมควร”

             

            หนิงเทียนรับคำแล้วเอ่ยต่ออย่างไม่ติดขัดทั้งยังหนักแน่น “ผู้เยาว์ตัดสินใจจะทำสงครามกับราชวงศ์เยว่ก่อตั้งราชวงศ์หนิงขอบรรพชนท่านอนุญาตด้วย!”

             

            คราวนี้บรรพชนท่านไม่ได้รีบตอบนักคล้ายมีเรื่องหนักใจบางอย่างหนิงเทียนก็ไม่ได้รีบเอาคำตอบจึงยืนสงบนิ่งรอฟังคำบัญชาจากท่านบรรพชน

             

            “เรื่องนี้..เมื่อมาถึงแล้วก็ช่างเถอะพวกเจ้าเลือกสนับสนุนตระกูลหนึ่งก่อตั้งอาณาจักรเถอะ”

             

            “แต่ว่า...” หนิงเทียนอยากจะแย้งแต่บรรพชนกลับไม่เปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยในใจเขามีแผนการมากมายความทะเยอทะยานในใจใช่ว่าจะไม่มี

             

            “ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด แต่เจ้าอย่าลืมว่าตระกูลหนิงเราไม่เคยคิดก่อตั้งราชวงศ์ของตนมาก่อนและไม่อาจกระทำได้ด้วย” บรรพชนเครายาวเป็นผู้กล่าว

             

            อันที่จริงหนิงเฟยหลงก็เคยสงสัย เหตุใดตระกูลหนิงยืนยงมาเป็นหมื่นปีจึงไม่อาจสถาปนาราชวงศ์ก่อตั้งอาณาจักรเป็นของตนเองได้นั่นไม่สมเหตุสมผลหรอกรึ ? อย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่งสมควรจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดต่อให้ตกต่ำลงก็ต้องทิ้งร่องรอยให้เห็นในประวัติศาสตร์อันยาวนาน

             

            แต่นี่ไม่มีแม้แต่ในบันทึกว่าเคยมีราชวงศ์หนิง หรือหากไม่ได้มีการก่อตั้งราชวงศ์ก็น่าจะกลายเป็นตระกูลละทางโลกฝึกตนให้สูงส่งมุ่งสู่ความเป็นเทพเซียนแต่นี่กลับเป็นตระกูลใหญ่ในทางโลกมาโดยตลอด มันน่าแปลกเกินไปหน่อย

             

            “ผู้เยาว์ขอวิงวอนให้บรรพชนทบทวนใหม่อีกครั้ง”หนิงเฟยหลงเปิดปากพูดเป็นครั้งแรกด้วยความขัดข้องใจจึงพลั้งเผลอไปชั่วครู่หนิงเทียนรีบถลึงตาใส่ด้วยความตกใจ

             

            “บังอาจ !”

             

            พลังไร้สภาพกดทับลงมาที่หนิงเฟยหลงอย่างเหี้ยมโหดในพริบตาหนิงเทียนตกใจมากรีบโคจรพลังทั้งหมดมาสร้างม่านพลังต้านรับเอาไว้แต่ไหนเลยจะไร้ซึ่งผลกระทบกระอักโลหิตออกมาหลายคำ แต่ไม่มีเวลาให้ฟื้นฟูเขาตื่นตระหนกจึงรีบกล่าวขอชีวิตหลานชายไว้

             

            “บรรพชนโปรดยั้งมือ ! เด็กคนนี้คือหลานของผู้เยาว์เป็นผู้สืบทอดของตระกูลหนิงได้โปรดละเว้นเขาด้วย”

             

            “หนิงซื่อใจเย็นก่อนเด็กคนนี้คงไม่ได้ตั้งใจ” บรรพชนหนิงซื่อแค่นเสียงคราหนึ่งอย่างไม่พอใจ

             

            “เด็กน้อยเจ้าลองรับฝ่ามือข้าดูก่อนหากไม่ตายข้าจะลองคิดใหม่อีกครั้ง”บรรพชนผู้มีใบหน้าอ่อนโยนกล่าวแล้วก็กดมือเบา ๆ แต่เพียงเท่านั้นฝ่ามือหนักหน่วงประดุจมหาคีรีพุ่งเข้าหาชายหนุ่ม

             

            หนิงเทียนหน้าซีดคิดจะสรรหาคำมาห้ามปรามแต่ก็สายไปเสียแล้วพลังระลอกหนึ่งบีบกดตัวเขาอยู่เช่นกัน แม้แต่การอุทาน หรือขยับตัวยังทำไม่ได้นับภาษาอะไรกับการจะเอื้อนเอ่ยประโยคหนึ่งนี่คงแล้วแต่ดวงชะตาของหนิงเฟยหลงแล้ว

             

            หนิงเฟยหลงหน้าขาวซีดในหัวแล่นเร็วจี๋ เบิกตากว้างคำรามเสียงอู้ ผลักฝ่ามือออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวมือที่กำอยู่เดิมทีหนักแน่นทว่าความโกรธคือความไม่แน่นอนเริ่มแรกรุนแรง ทว่ามันยิ่งมายิ่งอ่อนเบา ไม่นานก็ถูกทำลายอย่างเปราะบางกลายเป็นฝ่ามือที่อ่อนด้อยที่สุด

             

            “ไร้ความสามารถ !” นี่เป็นครั้งแรกที่บรรพชนผู้แต่งกายอย่างบัณฑิตกล่าวออกอย่างขุ่นเคืองหนิงเฟยหลงได้ฟังก็ได้สติ รวมสติให้มั่นนึกถึงยามปล่อยฝ่ามือในอดีต

             

            ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งสูดลมหายใจลึกฝ่ามือยกขึ้น และซัดออกลมปราณทั่วร่างพรั่งพรูผสานวิชาที่ทรงอานุภาพสูงสุดของตระกูลพลังฝ่ามือหนักแน่นประดุจขุนเขาเข้ากระแทกฝ่ามืออันสูงส่งของบรรพชนเสียงดังสนั่นฟ้าดิน

             

            มุมปากของเขาเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต ทว่าเขากลับไม่อาจเอาชนะได้ไม่เพียงไม่สามารถทำลายฝ่ามือของบรรพชน แม้แต่ยับยั้งก็ยังทำไม่ได้

             

            แววตาที่นิ่งสงบเผยความไม่ยินยอม เขากัดฟันแน่นความคิดยุ่งเหยิง รีดเค้นพลังปราณทั้งสิ้นมาไว้ที่ฝ่ามือเจตจำนงที่แรงกล้ารวมเป็นกระบี่กระบี่ร่วงโรยปรากฏเบื้องหน้า หนึ่งกระบี่แยกเป็นสี่ สี่กระบี่ที่ทรงอานุภาพสูงสุดพุ่งทะยานทะลุฟ้าแทงฝ่ามือมหาคีรีสูงตระหง่านฝังกระบี่ลงไป

             

            ฝ่ามือที่รีดเค้นไว้ก็ฟาดเข้าซ้ำเติมอีกเกื้อหนุนพลังกระบี่ทะลวงหินผาแตกระเบิดออกเป็นชิ้นๆ จวบกับเขตแดนร่วงโรยที่ระเบิดออกทำให้ฝ่ามือของบรรพชนอ่อนแรงลงยันกลับคืนไปได้เปิดโอกาสให้หนึ่งกระบี่ทะลวงผ่านในพริบตากระบี่นี้หาใช่กระบี่อื่นใดนอกเสียจากกระบี่วิญญาณของเขาที่นำมาซึ่งชัยชนะให้หลายครั้งหลายครา

             

            หนิงเฟยหลงตั้งใจจะใช้กระบี่นี้จบศึก เขารู้ดีว่าไม่อาจชนะได้แต่เพียงแค่กระบี่ไปถึงบรรพชนต้องหยุดมือแน่

             

            บรรพชนเห็นกระบวนท่าทั้งหมดก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ลูกหลานผู้นี้ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง ถึงแม้วิชาฝ่ามือทลายบรรพตยังฝึกฝนไม่ได้ที่แต่วิชากระบี่นับว่าเหนือล้ำ หากไม่ขาดพลัง และเจตจำนงไปเสียมาก กระบี่นี้บรรพชนอย่างเขาก็คงรับไว้ไม่ได้โดยเฉพาะกระบี่วิญญาณที่วิเศษเหนืออื่นใด

             

            “เป็นกระบี่ที่ดี !” กระบี่วิญญาณผ่านเข้ามาใกล้แล้วบรรพชนตวัดนิ้วเบา ๆแรงลมกระเพื่อมปัดเป่ากระบี่วิญญาณให้สลายไป พร้อม ๆกับฝ่ามือมหาคีรีและกระบี่อีกสามเล่ม บรรพชนยิ้มอย่างเมตตานัยน์ตาเผยความภาคภูมิ“เจ้าชื่ออะไร ?”

             

            “ผู้เยาว์หนิงเฟยหลงขอรับ”

             

            “เยี่ยมมากหนิงเทียนเจ้ามีหลานชายที่ไม่เลว ไม่เลวจริง ๆ”บรรพชนชื่นชมแล้วก็ถอนหายใจ

             

            “หนิงเทียนเจ้าคงเข้าใจแล้วว่าทำไมข้าถึงไม่อนุญาตไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะเห็นตระกูลหนิงมุ่งไปสู่จุดสูงสุด แต่ก็เป็นเพราะตระกูลเราไร้ซึ่งการสนับสนุนของสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดถูกกดดันจากหนึ่งในสำนักที่ทรงอำนาจมานับหมื่นปี ต่อมาถูกสมาพันธ์การค้ากดขี่อีกพันปีหลายพันหลายหมื่นปีมานี้ตระกูลหนิงจำต้องอยู่อย่างเจียมตนไม่อาจทะยานสู่ฟากฟ้า”

             

            ดวงตาบรรพชนที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแข็งกร้าวยิ่งมองตรงไปยังทิศทางหนึ่งราวกับทะลุไปถึงที่นั่นได้ เห็นชัดว่าท่านบรรพชน และคนที่นั้นมีความแค้นต่อกันอย่างลึกซึ้ง

             

            ทว่าแววตาของท่านก็แปรเปลี่ยนอีกครั้งเป็นความหวังท่านมองมายังหนิงเฟยหลงแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง“แต่ตอนนี้มีแล้ว มีแล้ว...”