หลังจากที่ส่งซูเฟยอวี่พร้อมยัดเยียดกล่องยันต์ในมือให้กับอีกฝ่ายได้สำเร็จอารมณ์ของเสิ่นจื่อโยวก็สำราญยิ่งนัก จากนั้นนางก็ควบม้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลวง
เพราะยันต์ที่เก็บสะสมไว้ส่วนใหญ่ได้มอบให้กับซูเฟยอวี่แล้วเดือนนี้เสิ่นจื่อโยวจึงเหลือยันต์นำไปขายไม่มาก
นางครุ่นคิดก่อนเดินทางไปยังถนนฝั่งประจิมของเมืองหลวงเพื่อแวะซื้อกระดาษขาวสำหรับวาดยันต์หลายแผ่นนางจะต้องรีบวาดยันต์จำนวนหนึ่งให้เสร็จภายในต้นเดือนหน้าเพื่อสำรองไว้ใช้ในยามคับขัน
ยามนี้นางเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูทุกคนแล้ว
ในขณะที่เสิ่นจื่อโยวกำลังขี่ม้าตัวเล็กด้วยจิตใจที่ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นด้านหลังก็พลันรู้สึกหนักขึ้นคล้ายบนหลังม้ามีคนเพิ่มมาอีกคน
“หยุด—”
เสิ่นจื่อโยวดึงบังเหียนแน่นนางหันกลับไปมอง คาดไม่ถึงว่าคนด้านหลังจะกระทุ้งท้องม้าโดยพลันม้าจึงควบตะบึงเร็วยิ่งขึ้น
เสิ่นจื่อโยว “...”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นข้างหูของเสิ่นจื่อโยวน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยแรงดึงดูด เสนาะหูเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่เจ้าของเสียงนี้มักมีนิสัยไปมาดุจภูตผีทำให้เสิ่นจื่อโยวอับจนวาจายิ่งนัก
“พี่ชายแซ่โม่ท่านนี้ท่านเลิกนิสัยอันน่ารังเกียจนี้สักทีได้หรือไม่ จะทักทายกันสักนิดก่อนปรากฏตัวมิได้หรือ”
เสิ่นจื่อโยวปรายตามองไปด้านหลังก่อนถาม
เอาเถิดนางมองไม่เห็นคนด้านหลังสักนิด ร่างของโม่จื่อเซวียนยังคงล่องหน
“ไม่ได้”โม่จื่อเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าชอบที่ได้เห็นท่าทางยามประหลาดใจของเสี่ยวโยวเอ๋อร์”
“ท่านมั่นใจหรือว่านั่นคือ‘ความประหลาดใจ’ มิใช่ ‘ตกใจกลัว’?”
“มั่นใจเพราะแต่ไรมาเสี่ยวโยวเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อน”
โม่จื่อเซวียนยื่นมือมาโอบผ่านช่วงเอวของเสิ่นจื่อโยวจากด้านหลังอย่างแผ่วเบาเขาคุมบังเหียนม้าไปพร้อมนางเพียงแต่เพราะร่างของเขายังคงล่องหนเสิ่นจื่อโยวจึงไม่ทันสังเกต
“เหอะ ๆ”เสิ่นจื่อโยวหัวเราะแห้งสองเสียง อดกลอกตามองบนให้กับโม่จื่อเซวียนไม่ได้
มุมปากของโม่จื่อเซวียนยกหยักเขาไล้ปลายนิ้วไปที่บริเวณหางตาของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ
เขาชอบมองประกายระยิบระยับเฉลียวฉลาดซุกซนในดวงตาของเสี่ยวโยวเอ๋อร์ถึงแม้เสี่ยวโยวเอ๋อร์จะมีผ้าคลุมปิดใบหน้าอยู่ก็ตาม
เสิ่นจื่อโยวไม่รู้ว่าโม่จื่อเซวียนกำลังทำอะไรนางเพียงสัมผัสได้ถึงไอเย็นบริเวณหางตา
ครั้นคิดถึงภาพในขณะที่ซูเฟยอวี่กับเสิ่นจื่อโยวอำลากันแววตาของโม่จื่อเซวียนก็ดำมืดลงเล็กน้อย
มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มอันตราย ขณะกล่าวคล้ายไม่ตั้งใจ“เสี่ยวโย่วเอ๋อร์ดีต่อญาติผู้พี่ของเจ้ายิ่งนักแม้แต่ยันต์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เจ้าก็ยังมอบให้เขา”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว“เรื่องนี้ท่านก็รู้หรือ”
“ข้าเคยกล่าวว่าบนโลกนี้มีเพียงเรื่องที่ข้าคร้านจะสนใจไม่มีเรื่องใดที่ข้าสนใจแล้วจะไม่ล่วงรู้”
“อืม” เสิ่นจื่อโยวยักไหล่ตอบรับด้วยท่าทีเกียจคร้าน “อย่างไรเขาก็เป็นคนในครอบครัวที่ข้าใส่ใจในเมื่อต้องเดินทางไปยังสนามรบสถานที่อันตรายเช่นนั้นแน่นอนว่าข้าย่อมต้องเตรียมสิ่งของให้แก่เขา”
โม่จื่อเซวียนจับคำว่า ‘คนในครอบครัว’ ในประโยคได้อย่างรวดเร็ว
“เพียงเท่านี้?”
“แน่นอน มิเช่นนั้นจะให้มีสิ่งใดอีก แล้วของเหล่านั้นก็เป็นเพียงยันต์ขั้นสูงไม่กี่ใบรอจนเมื่อพลังของข้าแกร่งกล้าแล้วก็ใช่ว่าจะวาดออกมาไม่ได้”
ยามนี้เพราะพลังบำเพ็ญเพียรของนางอย่างต่ำเรี่ยดังนั้นจึงวาดยันต์ขั้นสูงออกมาไม่ได้
โม่จื่อเซวียนยิ้มขึ้นอีกครา คราวนี้เป็นรอยยิ้มแห่งความสุข
“แต่ตัวเจ้าเหลือยันต์ที่มีอานุภาพร้ายแรงเพียงไม่กี่แผ่นเท่านั้นเจ้าไม่กลัวว่าจะเจอศัตรูที่ยากต่อกรหรือ”
“ข้าอยู่ในเมืองหลวงอยู่ใต้พระบาทของโอรสสวรรค์ จะมีศัตรูมากมายได้อย่างไรกัน”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแช่มช้าไม่ได้นำถ้อยคำกล่าวเตือนของโม่จื่อเซวียนประโยคนี้มาใส่ใจ
โม่จื่อเซวียนเลิกคิ้วนัยน์ตาฉายประกายวาววาบ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของ‘ปากอีกา’ โม่จื่อเซวียนหรือไม่เสิ่นจื่อโยวเพิ่งกล่าวจบพวกเขาก็พลันเข้าสู่ค่ายกลหนึ่ง
หากเป็นยามปกติเสิ่นจื่อโยวย่อมระวังตนไม่มีทางประมาทเช่นนี้ ทว่าจนใจที่การสนทนากับโม่จื่อเซวียนทำให้สมาธิของนางแตกกระจายเพียงชั่วขณะที่ไม่ทันระวังนางก็ก้าวเข้าสู่ค่ายกลแล้ว
ฟึบ ๆๆ...
ห่าธนูนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากศูนย์กลางของค่ายกลยิงกระจายไปทั่วทุกสารทิศหากไม่ใช่เพราะโม่จื่อเซวียนคว้าเอวของเสิ่นจื่อโยวกระโดดหนีได้ทันกาล นางก็คงมีสภาพเหมือนเจ้าม้าน้อยตัวนั้นที่ถูกยิงจนพรุนไปทั้งร่าง
ใช่แล้วสัตว์พาหนะที่เสิ่นจื่อโยวเพิ่งใช้เงินหลายพันเหรียญซื้อมาชั่วพริบตาก็หมดสิ้นแล้ว
นัยน์ตาของเสิ่นจื่อโยวหรี่แคบ โทสะพลันปะทุ
แต่เรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุดถึงแม้นางจะสามารถหนีจากค่ายกลแรกได้สำเร็จ แต่ก็ยังตกอยู่ในรัศมีของค่ายกลที่สอง
ในค่ายกลที่สองมีแสงเรืองรองสีฟ้าเข้มเมื่อเข้ามาในค่ายกลนี้ทุกสิ่งจะไร้ซึ่งปราณวิญญาณใด ๆ
เสิ่นจื่อโยวรู้จักค่ายกลชนิดนี้ในค่ายกลดังกล่าวยันต์ทุกประเภทจะใช้การไม่ได้
“ฮึ ไม่เลวเลยรู้ว่าข้าต้องใช้ยันต์ดังนั้นจึงตั้งใจคิดใช้ค่ายกลนี้จัดการข้าไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่มือเติบถึงเพียงนี้ สร้างค่ายกลขนาดใหญ่ไว้กลางเส้นทางหลวงนี่หมายบีบบังคับข้าให้จนมุมใช่หรือไม่”
ไม่สามารถใช้ยันต์สำหรับเสิ่นจื่อโยวแล้วนี่ถือเป็นเรื่องลำบากอย่างยิ่งยวด
หากเป็นอดีตชาติที่ร่างเดิมของนางมีพลังแข็งแกร่งแม้จะไม่มียันต์แต่นางก็ยังสามารถสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้
ทว่าชาติภพนี้เคราะห์ร้ายที่นางมีเพียง‘รากแก่นวิญญาณที่มิใช่ธาตุใด’ พลังเวทใด ๆ ก็ดึงออกมาใช้ไม่ได้
ดังนั้นนางที่ไม่สามารถใช้ยันต์ได้ก็เสมือนปลาที่อยู่บนเขียงต้องปล่อยให้ผู้อื่นแล่เฉือนตามอำเภอใจ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงสถานการณ์ ‘จวนเจียน’ เท่านั้นปัจจัยเดียวที่สามารถทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปก็คือโม่จื่อเซวียน
“จื่อเซวียนเจ้าให้ข้ายืมพลังสักนิดได้หรือไม่”
เสิ่นจื่อโยวถามโม่จื่อเซวียนด้วยท่าทีจริงจัง
ถึงแม้นางจะมองไม่เห็นตัวตนของโม่จื่อเซวียนแต่นางรู้ดีว่าเขายังไม่ได้จากไปยังคงอยู่ข้างกายนาง
โม่จื่อเซวียนเลิกคิ้วอย่างสงสัย“ยืมพลัง?”
เด็กคนนี้รู้หรือไม่ว่า ‘การยืมพลัง’ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อใจในกันและกันอย่างยิ่งยวด
เพราะกระบวนการถือว่ามีอันตรายในระดับหนึ่งหากทำไม่ดีแล้วทั้งสองฝ่ายต่างต้องได้รับบาดเจ็บ
“แหะ หากท่านไม่ยินดีก็ช่างเถิด”เสิ่นจื่อโยวกำมือวางไว้ตรงริมฝีปากไอแห้งเสียงหนึ่ง
นางเองก็คำนึงได้ถึงจุดนี้ และรู้สึกว่าคำขอร้องนี้ของตนบีบบังคับผู้อื่นเกินไป
ในเมื่อโม่จื่อเซวียนไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อนางเทียบกับการให้นาง ‘ยืมพลัง’มิสู้ช่วยนางกำจัดเจ้าพวกที่ทำตัวหลบซ่อนอยู่ในป่าเหล่านั้นเสีย
ถูกต้อง ในชั่วขณะที่ตกเข้าสู่กับดักเสิ่นจื่อโยวก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของศัตรูแล้ว
นางยังคิดหนทางโต้กลับได้แล้วอีกด้วย
รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นในดวงตาของโม่จื่อเซวียนสองมือของเขาประทับลงบนแผ่นหลังของเสิ่นจื่อโยว
มวลพลังมหาศาลถูกถ่ายทอดเข้าสู่แขนขาแกนกระดูกของเสิ่นจื่อโยวในบัดดล
“ไปเถิดไปแสดงให้พวกมันได้ยลความสามารถของเจ้าเสียบ้าง”
โม่จื่อเซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นจื่อโยวทั้งยังยัดกระบี่วิเศษสีเงินเล่มหนึ่งลงในมือของนาง
บนโลกใบนี้มิได้มีเพียงนักเวทวิญญาณเท่านั้นที่ได้ครอบครองพลังโจมตีอันแข็งแกร่ง
มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
ในผืนป่าที่ไม่ไกลออกไปเซวียนหยวนช่างเองก็คลี่ยิ้มออกมาทว่ารอยยิ้มของเขากลับอำมหิตโหดเหี้ยมยิ่งนัก
“บุก!ไปตัดแขนขาของเสิ่นจื่อโยวมาให้ข้า!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ชายสิบกว่าคนที่ปิดบังใบหน้ากระโดดออกจากผืนป่าพวกมันพุ่งตัวเข้าหาเสิ่นจื่อโยวอย่างรวดเร็ว!
พลังบำเพ็ญเพียรของคนเหล่านี้ไม่ได้สูงส่งนักเพียงอยู่ในขั้นแก่นปราณทองคำระดับกลางเท่านั้น
ทว่าในสายตาของเซวียนหยวนช่างนี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการจัดการเสิ่นจื่อโยวที่อยู่ในระดับบำเพ็ญกายขั้นต้น
เขาเคยได้ยินญาติผู้น้องหรงเมิ่งหลันกล่าวว่าอานุภาพของยันต์ในมือเสิ่นจื่อโยวแข็งแกร่งมากและนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้คราแล้วคราเล่า
หึในเมื่อมือของเสิ่นจื่อโยวถือยันต์ไว้เช่นนั้นเขาก็ใช้ค่ายกลที่ทำลายฤทธานุภาพของยันต์ก็สิ้นเรื่องแล้ว?
เสิ่นจื่อโยวที่ไร้ยันต์ดูสิว่านางจะยังโอหังได้อีกหรือไม่!
ประกายเย้ยหยันวาบผ่านดวงตาของเซวียนหยวนช่าง
ด้วยพลังจิตที่แกร่งกล้าของเสิ่นจื่อโยวในขณะที่เซวียนหยวนช่างสั่งให้ลงมือ ‘ตัดแขนตัดขาของนาง’ เสิ่นจื่อโยวก็ ‘ได้ยิน’ ทั้งหมดไม่ขาดตกบกพร่องแม้เพียงคำเดียว
ประเสริฐนักเจ้าพวกนี้คิดจะตัดแขนขาของข้า!
เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวโทษที่นางไม่เกรงใจ!
ในขณะที่คนเหล่านี้จู่โจมใกล้มาถึงตัวนางเสิ่นจื่อโยวก็หายตัวไปต่อหน้าพวกเขาราวกับภูติผี
รวดเร็วยิ่งนัก?!
ดวงตาทั้งคู่ของพวกเขาต่างเบิกกว้างอย่างตกตะลึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนักบำเพ็ญเพียรระดับบำเพ็ญกายคนหนึ่งถึงได้เคลื่อนไหวรวดเร็วปานนี้
ในจังหวะถัดมาสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องสะพรึงยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น
พวกเขาเห็นเพียงลำแสงสีขาววาบผ่านนักบำเพ็ญเพียรหลายคนที่อยู่ใกล้เสิ่นจื่อโยวมากที่สุดต่างส่งเสียงร้องขึ้นอย่างเจ็บปวดจากนั้นน้ำพุโลหิตหลายสายก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ตึง...ตึง...ตึง...
พวกเขาต่างทยอยล้มลงไม่มีผู้ใดเล็ดลอดจากการถูกตัดเส้นเลือด
เรื่องราวเกิดขึ้นเพียงชั่วการผลัดเปลี่ยนลมหายใจผู้คนที่เหลือต่างเก็บหัวใจที่ดูแคลนศัตรูลงไปโดยพลันและเตรียมตั้งรับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง