บทที่ 108สวรรค์เลิกประชุมแล้ว
ใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวนิ่งไปทันที
อยู่ต่อหน้าคนตั้งมากมายขนาดนี้กล้ามาบอกว่าเขาป่วยอย่างนั้นเหรอ
"ฉันทำงานเป็นหมอมาตั้งหลายปี ร่างกายตัวเองเป็นยังไงมีเหรอฉันจะไม่รู้?เด็กน้อย อย่ามัวมาพูดพร่ำเพรื่อให้ได้รับคำชมแบบนี้เลย"
"ผมพูดเพื่อให้ได้รับคำชมตรงไหน ที่ผมพูดก็เพราะว่าหวังดีกับคุณ"
เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความอ่อนใจเล็กน้อย
"ใช่ครับ คุณเป็นหมอก็จริง แต่หมอรักษาตัวเองไม่ได้นะคุณเป็นหมอมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้อีกเหรอ?"
"งั้นเธอก็พูดมาสิว่าฉันป่วยเป็นอะไร?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวหายไปทันทีโดนพูดใส่ว่าป่วยต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เป็นใครก็ไม่พอใจกันทั้งนั้น
"ได้ งั้นผมจะบอกให้"
เย่เฉินเม้มปากยิ้มหวงเซิงเหม่ยที่อยู่ข้างๆทำเหมือนว่าจะเข้ามาห้ามแต่เมื่อเห็นสายตาที่เขาส่งมาว่าให้วางใจได้ เธอจึงได้กลืนคำพูดลงไปอีกครั้ง
"ช่วงนี้คุณตื่นเช้าใช่ไหม ตาถึงได้บวมมาก เวลาที่สระผมผมก็ร่วงลงมาเยอะ แถมตอนกลางคืนคุณก็จะตื่นขึ้นมากลางดึกมากกว่า3 ครั้ง"
สีหน้าของอู๋เต๋อโหยวนิ่งไป
"ดูท่าว่าคุณจะไม่ได้สนใจกับความสำคัญในปัญหานี้เลย โชคดีมากนะที่คุณเจอผมไม่อย่างนั้น..."
อู๋เต๋อโหยวมีท่าทางหมดแรงที่จะตอบกลับ
ไม่มีใครไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของตัวเองอู๋เต๋อโหยวเองก็เช่นกัน 3 ข้อที่เย่จื่อเฉินพูดมาเมื่อครู่นั้นต่างเป็นอาการของเขาทั้งสิ้นจึงทำให้เขาอดที่จะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังไม่ได้
"ฉันป่วยเป็นอะไร"
"คราวนี้เชื่อแล้วใช่ไหมว่าป่วย?" เย่จื่อเฉินยิ้มอย่างนึกสนุกก่อนจะพูดขึ้น"คุณลองกดที่หน้าท้องขวาดูสิครับ"
อู๋เต๋อโหยวกดลงไปโดยที่ไม่ได้คิด
ไม่เห็นจะมีอะไรเลย
"กดลงไปอีกหน่อยครับ ต้องออกแรงกด"
"โอเค"
ปู้ด!
กลิ่นเหม็นคละคลุ้งอยู่ภายในร้านอาหารลูกค้าในร้านอุดจมูกอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะวิ่งออกไปจากร้าน
ใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวแปรเปลี่ยนเป็นทมึงถึงขึ้นมาทันที
"นายหลอกฉัน"
"ใครหลอกคุณ เป็นถึงหมอแต่จำจุดฝังเข็มไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังจะมีหน้ามาพูดว่าผมหลอกคุณอีกเหรอ?แต่ผมก็หวังดีกับคุณจริงๆ ถึงได้ช่วยคุณระบายลมออกมาไง"
"เจ้าหนู ฉันฝากไว้ก่อนเถอะ"
อู๋เต๋อโหยวจับกางเกงก่อนจะวิ่งหนีออกจากร้านอาหารไปเย่จื่อเฉินปัดมืออยู่แถวจมูกไปมา แล้วหันไปยิ้มให้หวงเซิงเหม่ย
"เราก็ไปกันเถอะ"
ติ๊ง!
ระดับความรู้สึกดีของคุณกับหวงเซิงเหม่ยเพิ่มขึ้น20 ระดับความรู้สึกดีปัจจุบันอยู่ที่ 535
เมื่อมาส่งหวงเซิงเหม่ยที่โรงพยาบาลเย่จื่อเฉินถึงได้ฉีกยิ้มถาม "ไม่ได้ทำให้คุณลำบากใช่ไหมผมแค่ไม่ชอบตาแก่นั่น"
"ไม่หรอก ฉันก็ไม่ชอบเขามานานแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆฉันแค่เปลี่ยนโรงพยาบาลก็จบ"
หวงเซิงเหม่ยส่ายหน้ายิ้มทันใดนั้น เธอก็หน้าแดงพร้อมกับกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บแก้มเย่จื่อเฉินแล้วยิ้มให้
"ฉันไปทำงานก่อนนะ"
เมื่อหวงเซิงเหม่ยลับตาไปหลิวฉิงถึงได้ลอยออกมา ก่อนจะพูดนิ่งๆ
"นายเริ่มจีบสาวอีกแล้วนะ"
เย่จื่อเฉินนิ่งไปแล้วทำหน้าเหนื่อยใจ
"ฉันไปจีบตอนไหนอีกเนี่ย?"
"ไม่ได้จีบเหรอ?" หลิวฉิงเบ้ปากแล้วชูนิ้วขึ้นพร้อมกับพูด "นายช่วยรักษาขาให้น้องชายของหวงเซิงเหม่ยโดยไม่ขอสิ่งใดตอบแทนนายไม่รู้หรือไงว่าการทำแบบนี้จะทำให้ผู้หญิงหวั่นไหวได้ง่ายที่สุด? แถมเมื่อกี้นายก็ยังช่วยสั่งสอนผู้ชายคนนั้นอีก ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดฉันว่าหวงเซิงเหม่ยต้องชอบนายแล้วแน่นอน"
...
ก็ชอบตั้งนานแล้วไหม?
เย่จื่อเฉินอดที่จะแขวะไม่ได้
ด้ายแดงก็ถูกดึงแล้วระดับความรู้สึกดีของทั้งสองคนก็ทะลุ 500 ไปแล้ว มันทะลุเส้นระดับคนรักไปแล้ว
"อีกอย่าง นายยังหางานให้น้องชายของหวงเซิงเหม่ยทำอีกคิดไว้แทนผู้หญิงที่ชื่อชิงหว่านคนนั้นใช่ไหมล่ะ"
เย่จื่อเฉินพยักหน้าเล็กน้อยคนที่เขารู้จักและอยากตั้งทีมเกมก็มีแค่ชิงหว่านคนเดียว
"นายเห็นไหม แบบนี้ยังไม่ใช่อีกหรือไง?" หลิวฉิงย่นจมูกเบ้ปากพูด "คนอย่างนายน่ะ แอบวางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว"
พรูดดด!
ฉันไปวางแผนไว้ในใจตอนไหนอีก
"ปัญหาใหญ่ที่ชิงหว่านกำลังพบเจออยู่ตอนนี้ก็คือการตั้งทีมนักแข่งเกมแต่สมาชิกไม่ครบการที่นายเอาผู้เล่นเลนบนไปให้เธอ เธอจะไม่ซึ้งในน้ำใจของนายหรอกเหรอ?"
พอได้ยินหลิวฉิงพูดแบบนี้ก็อดคิดว่ามันก็ดูเป็นแบบที่พูดจริงๆ
"คนอย่างนายดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่การกระทำที่รู้ว่าเมื่อไรควรถอยเมื่อไรควรเดินหน้านั้นเป็นเลิศ ฉันขอคารวะเลย"
พูดจบหลิวฉิงก็ทำท่าคารวะเย่จื่อเฉิน
เย่จื่อเฉินถึงกับอ่อนใจฟ้าดินเป็นพยานเขาไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นจริงๆ เขาก็แค่อยากช่วยชิงหว่านเฉยๆไม่ได้คิดแบบนั้นสักนิด
ทำไมหลิวฉิงถึงได้พูดแบบนี้เขารู้สึกแย่อยู่นิดหน่อย
"ถ้าพูดแบบนี้ การที่ฉันพาเธอมาอยู่กับฉัน ช่วยเธอหาโอกาสที่จะคืนชีพให้เธอได้แก้แค้นแบบนี้ฉันก็จีบเธออยู่น่ะสิ?"
เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วถามหลิวฉิงเบ้ปากทันทีที่ได้ยิน
"นายทำให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาพูด"
ยัยสมองตายคนนี้นี่
พอเห็นใบหน้าถือดีของหลิวฉิงเย่จื่อเฉินก็โกรธขึ้นมาทันที อยากตีเธออยากต่อว่าเธอ แต่เขาก็ทำไม่ลง
ใครให้ยัยผีตัวนี้น่ารักขนาดนี้ล่ะ
ตรู๊ดดด
โทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นมาเย่จื่อเฉินคาดโทษไว้ว่าเดี๋ยวจะจัดการกับเธอ จากนั้นจึงกดรับโทรศัพท์
"เย่จื่อ ฉันจัดการเรื่องซูเปอร์มาร์เก็ตให้นายเรียบร้อยแล้วนะ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้เย่จื่อเฉินก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
"ฉันใกล้จะไปถึงแล้ว"
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเย่จื่อเฉินก็ขับรถมาถึงซูเปอร์มาร์เก็ต
ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่มีป้ายนี่เป็นเรื่องที่เขากำชับซูอี้อวิ๋นเอาไว้
เพราะซูเปอร์มาร์เก็ตของเขาไม่ได้เปิดเพื่อขายของให้คนแต่เปิดเพื่อขายของให้เซียน
"เป็นไง ไม่เลวเลยใช่ไหม"
ซูอี้อวิ๋นชี้ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตร้านเล็กๆที่ตอนนี้มีสินค้าหลากหลายวางกองอยู่ ด้วยใบหน้าภูมิใจต้องบอกเลยว่าหลายวันมานี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว
เย่จื่อเฉินช่วยเขาแก้ไขปัญหาเรื่องของผู้การหลิวในตอนนั้นแถมยังช่วยชีวิตปู่ของพวกเขาเอาไว้อีก
ตอนนี้ครอบครัวเขามองว่าเย่จื่อเฉินคือผู้มีพระคุณ
เขาหาโอกาสตอบแทนบุญคุณมาโดยตลอดแต่กลับไร้ซึ่งหนทาง ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตนี้เป็นการตอบแทนที่ง่ายที่สุดที่เขาสามารถทำให้เย่จื่อเฉินได้
ดังนั้นหลายวันมานี้เขาจึงทำงานอย่างหนัก เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด
"ไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ"
เย่จื่อเฉินหน้าตาตื่นเต้นไม่คิดเลยว่าเจ้าหมอนี่จะจัดการแม้กระทั่งการกักตุนสินค้าไว้ให้เขาเสียเรียบร้อยขนาดนี้มันช่วยเขาลดปัญหาไปได้มากทีเดียว
"ฉันมีเพื่อนทำธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารของพวกนี้มาจากโรงงานของเขา นี่เป็นนามบัตรต่อไปถ้าจะกักตุนสินค้าก็ทักไปหาเขาได้เลย"
ซูอี้อวิ๋นยื่นนามบัตรให้เขาใบหนึ่งเย่จื่อเฉินพยักหน้าแล้วรับมาเก็บไว้สายตาเอาแต่มองสินค้าละลานตาที่กองอยู่ภายในร้าน
สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของต่อรองที่ในอนาคตจะทำให้เขาร่ำรวย
เมื่อเห็นท่าทางพึงพอใจของเย่จื่อเฉินซูอี้อวิ๋นก็อดยิ้มไม่ได้
"โอเค อย่ามัวแต่ดีใจอยู่เลย หลายวันมานี้ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้วนายจะไม่ตอบแทนฉันหน่อยเหรอ?"
ติ๊ง!
โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นมาเย่จื่อเฉินถึงกับไหล่สั่นพอเลื่อนดูโทรศัพท์ก็เห็นราชาวานรกับอีกหลายคนโผล่เข้ามาในกลุ่ม
ราชาวานร : จบสักที องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ไร้สาระเกินไปแล้ว
ยี่หนึงจินกุน : บังอาจ!
ราชาวานร : ลูกชายของข้า ว่าญาติเจ้าหน่อยก็ไม่พอใจแล้วเหรอ?
ขุนพลสวรรค์เทียนเผิง : ศิษย์พี่ลิง ยี่หนึงจินกุน ท่านสองคนอย่าทะเลาะกันได้ไหม
ราชาวานร : เจ้าซื่อบื่อ เดี๋ยวนี้เจ้าเข้าข้างคนอื่นเหรอลืมที่ข้าช่วยเจ้าครั้งนั้นแล้วใช่ไหม?
องค์ชายสามนาจา : อิอิ ที่นี่ครึกครื้นดีจัง สนุกกว่ากลุ่มนั้นตั้งเยอะ
ผู้เฒ่าจันทรา : อย่าทะเลาะกันครั้งที่แล้วสหายเซียนนิรนามบอกว่าพอพวกเราประชุมเสร็จให้บอกเขาไม่ใช่เหรอที่จะคุยเรื่องพรีเซนเตอร์อะไรนั่นน่ะ?
ไท่ซางเหล่าจวิน : ใช่
องค์ชายสามนาจา : @สหายเซียนนิรนาม พวกเราประชุมเสร็จแล้ว
พอเห็นข้อความบนหน้าจอที่เด้งขึ้นมาไม่หยุดเย่จื่อเฉินก็เลียริมฝีปากขึ้นมาทันที ประกายแวววาวหลั่งไหลออกมาจากดวงตา
"เย่จื่อ ทำอะไร?"
เย่จื่อเฉินถึงได้สติกลับมาตบบ่าซูอี้อวิ๋นพร้อมกับหัวเราะร่วน ก่อนจะพูดขึ้น
"เรื่องเลี้ยงข้าวนายไม่มีปัญหา แต่ดูเหมือนจะต้องรออีกหน่อย"