ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 สวรรค์เลิกประชุมแล้ว

    บทที่ 108สวรรค์เลิกประชุมแล้ว

          ใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวนิ่งไปทันที

          อยู่ต่อหน้าคนตั้งมากมายขนาดนี้กล้ามาบอกว่าเขาป่วยอย่างนั้นเหรอ

          "ฉันทำงานเป็นหมอมาตั้งหลายปี ร่างกายตัวเองเป็นยังไงมีเหรอฉันจะไม่รู้?เด็กน้อย อย่ามัวมาพูดพร่ำเพรื่อให้ได้รับคำชมแบบนี้เลย"

          "ผมพูดเพื่อให้ได้รับคำชมตรงไหน ที่ผมพูดก็เพราะว่าหวังดีกับคุณ"

          เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความอ่อนใจเล็กน้อย

          "ใช่ครับ คุณเป็นหมอก็จริง แต่หมอรักษาตัวเองไม่ได้นะคุณเป็นหมอมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้อีกเหรอ?"

          "งั้นเธอก็พูดมาสิว่าฉันป่วยเป็นอะไร?"

          รอยยิ้มบนใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวหายไปทันทีโดนพูดใส่ว่าป่วยต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เป็นใครก็ไม่พอใจกันทั้งนั้น

          "ได้ งั้นผมจะบอกให้"

          เย่เฉินเม้มปากยิ้มหวงเซิงเหม่ยที่อยู่ข้างๆทำเหมือนว่าจะเข้ามาห้ามแต่เมื่อเห็นสายตาที่เขาส่งมาว่าให้วางใจได้ เธอจึงได้กลืนคำพูดลงไปอีกครั้ง

          "ช่วงนี้คุณตื่นเช้าใช่ไหม ตาถึงได้บวมมาก เวลาที่สระผมผมก็ร่วงลงมาเยอะ แถมตอนกลางคืนคุณก็จะตื่นขึ้นมากลางดึกมากกว่า3 ครั้ง"

          สีหน้าของอู๋เต๋อโหยวนิ่งไป

          "ดูท่าว่าคุณจะไม่ได้สนใจกับความสำคัญในปัญหานี้เลย โชคดีมากนะที่คุณเจอผมไม่อย่างนั้น..."

          อู๋เต๋อโหยวมีท่าทางหมดแรงที่จะตอบกลับ

          ไม่มีใครไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของตัวเองอู๋เต๋อโหยวเองก็เช่นกัน 3 ข้อที่เย่จื่อเฉินพูดมาเมื่อครู่นั้นต่างเป็นอาการของเขาทั้งสิ้นจึงทำให้เขาอดที่จะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังไม่ได้

          "ฉันป่วยเป็นอะไร"

          "คราวนี้เชื่อแล้วใช่ไหมว่าป่วย?" เย่จื่อเฉินยิ้มอย่างนึกสนุกก่อนจะพูดขึ้น"คุณลองกดที่หน้าท้องขวาดูสิครับ"

          อู๋เต๋อโหยวกดลงไปโดยที่ไม่ได้คิด

          ไม่เห็นจะมีอะไรเลย

          "กดลงไปอีกหน่อยครับ ต้องออกแรงกด"

          "โอเค"

          ปู้ด!

          กลิ่นเหม็นคละคลุ้งอยู่ภายในร้านอาหารลูกค้าในร้านอุดจมูกอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะวิ่งออกไปจากร้าน

          ใบหน้าของอู๋เต๋อโหยวแปรเปลี่ยนเป็นทมึงถึงขึ้นมาทันที

          "นายหลอกฉัน"

          "ใครหลอกคุณ เป็นถึงหมอแต่จำจุดฝังเข็มไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังจะมีหน้ามาพูดว่าผมหลอกคุณอีกเหรอ?แต่ผมก็หวังดีกับคุณจริงๆ ถึงได้ช่วยคุณระบายลมออกมาไง"

          "เจ้าหนู ฉันฝากไว้ก่อนเถอะ"

          อู๋เต๋อโหยวจับกางเกงก่อนจะวิ่งหนีออกจากร้านอาหารไปเย่จื่อเฉินปัดมืออยู่แถวจมูกไปมา แล้วหันไปยิ้มให้หวงเซิงเหม่ย

          "เราก็ไปกันเถอะ"

          ติ๊ง!

          ระดับความรู้สึกดีของคุณกับหวงเซิงเหม่ยเพิ่มขึ้น20 ระดับความรู้สึกดีปัจจุบันอยู่ที่ 535

          เมื่อมาส่งหวงเซิงเหม่ยที่โรงพยาบาลเย่จื่อเฉินถึงได้ฉีกยิ้มถาม "ไม่ได้ทำให้คุณลำบากใช่ไหมผมแค่ไม่ชอบตาแก่นั่น"

          "ไม่หรอก ฉันก็ไม่ชอบเขามานานแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆฉันแค่เปลี่ยนโรงพยาบาลก็จบ"

          หวงเซิงเหม่ยส่ายหน้ายิ้มทันใดนั้น เธอก็หน้าแดงพร้อมกับกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บแก้มเย่จื่อเฉินแล้วยิ้มให้

          "ฉันไปทำงานก่อนนะ"

          เมื่อหวงเซิงเหม่ยลับตาไปหลิวฉิงถึงได้ลอยออกมา ก่อนจะพูดนิ่งๆ

          "นายเริ่มจีบสาวอีกแล้วนะ"

          เย่จื่อเฉินนิ่งไปแล้วทำหน้าเหนื่อยใจ

          "ฉันไปจีบตอนไหนอีกเนี่ย?"

          "ไม่ได้จีบเหรอ?" หลิวฉิงเบ้ปากแล้วชูนิ้วขึ้นพร้อมกับพูด "นายช่วยรักษาขาให้น้องชายของหวงเซิงเหม่ยโดยไม่ขอสิ่งใดตอบแทนนายไม่รู้หรือไงว่าการทำแบบนี้จะทำให้ผู้หญิงหวั่นไหวได้ง่ายที่สุด? แถมเมื่อกี้นายก็ยังช่วยสั่งสอนผู้ชายคนนั้นอีก ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดฉันว่าหวงเซิงเหม่ยต้องชอบนายแล้วแน่นอน"

          ...

          ก็ชอบตั้งนานแล้วไหม?

          เย่จื่อเฉินอดที่จะแขวะไม่ได้

          ด้ายแดงก็ถูกดึงแล้วระดับความรู้สึกดีของทั้งสองคนก็ทะลุ 500 ไปแล้ว มันทะลุเส้นระดับคนรักไปแล้ว

          "อีกอย่าง นายยังหางานให้น้องชายของหวงเซิงเหม่ยทำอีกคิดไว้แทนผู้หญิงที่ชื่อชิงหว่านคนนั้นใช่ไหมล่ะ"

          เย่จื่อเฉินพยักหน้าเล็กน้อยคนที่เขารู้จักและอยากตั้งทีมเกมก็มีแค่ชิงหว่านคนเดียว

          "นายเห็นไหม แบบนี้ยังไม่ใช่อีกหรือไง?" หลิวฉิงย่นจมูกเบ้ปากพูด "คนอย่างนายน่ะ แอบวางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว"

          พรูดดด!

          ฉันไปวางแผนไว้ในใจตอนไหนอีก

          "ปัญหาใหญ่ที่ชิงหว่านกำลังพบเจออยู่ตอนนี้ก็คือการตั้งทีมนักแข่งเกมแต่สมาชิกไม่ครบการที่นายเอาผู้เล่นเลนบนไปให้เธอ เธอจะไม่ซึ้งในน้ำใจของนายหรอกเหรอ?"

          พอได้ยินหลิวฉิงพูดแบบนี้ก็อดคิดว่ามันก็ดูเป็นแบบที่พูดจริงๆ

          "คนอย่างนายดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่การกระทำที่รู้ว่าเมื่อไรควรถอยเมื่อไรควรเดินหน้านั้นเป็นเลิศ ฉันขอคารวะเลย"

          พูดจบหลิวฉิงก็ทำท่าคารวะเย่จื่อเฉิน

          เย่จื่อเฉินถึงกับอ่อนใจฟ้าดินเป็นพยานเขาไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นจริงๆ เขาก็แค่อยากช่วยชิงหว่านเฉยๆไม่ได้คิดแบบนั้นสักนิด

          ทำไมหลิวฉิงถึงได้พูดแบบนี้เขารู้สึกแย่อยู่นิดหน่อย

          "ถ้าพูดแบบนี้ การที่ฉันพาเธอมาอยู่กับฉัน ช่วยเธอหาโอกาสที่จะคืนชีพให้เธอได้แก้แค้นแบบนี้ฉันก็จีบเธออยู่น่ะสิ?"

          เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วถามหลิวฉิงเบ้ปากทันทีที่ได้ยิน

          "นายทำให้ได้ก่อนเถอะค่อยมาพูด"

          ยัยสมองตายคนนี้นี่

          พอเห็นใบหน้าถือดีของหลิวฉิงเย่จื่อเฉินก็โกรธขึ้นมาทันที อยากตีเธออยากต่อว่าเธอ แต่เขาก็ทำไม่ลง

          ใครให้ยัยผีตัวนี้น่ารักขนาดนี้ล่ะ

          ตรู๊ดดด

          โทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นมาเย่จื่อเฉินคาดโทษไว้ว่าเดี๋ยวจะจัดการกับเธอ จากนั้นจึงกดรับโทรศัพท์

          "เย่จื่อ ฉันจัดการเรื่องซูเปอร์มาร์เก็ตให้นายเรียบร้อยแล้วนะ"

          เมื่อได้ยินประโยคนี้เย่จื่อเฉินก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่

          "ฉันใกล้จะไปถึงแล้ว"

          ครึ่งชั่วโมงต่อมาเย่จื่อเฉินก็ขับรถมาถึงซูเปอร์มาร์เก็ต

          ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่มีป้ายนี่เป็นเรื่องที่เขากำชับซูอี้อวิ๋นเอาไว้

          เพราะซูเปอร์มาร์เก็ตของเขาไม่ได้เปิดเพื่อขายของให้คนแต่เปิดเพื่อขายของให้เซียน

          "เป็นไง ไม่เลวเลยใช่ไหม"

          ซูอี้อวิ๋นชี้ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตร้านเล็กๆที่ตอนนี้มีสินค้าหลากหลายวางกองอยู่ ด้วยใบหน้าภูมิใจต้องบอกเลยว่าหลายวันมานี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว

          เย่จื่อเฉินช่วยเขาแก้ไขปัญหาเรื่องของผู้การหลิวในตอนนั้นแถมยังช่วยชีวิตปู่ของพวกเขาเอาไว้อีก

          ตอนนี้ครอบครัวเขามองว่าเย่จื่อเฉินคือผู้มีพระคุณ

          เขาหาโอกาสตอบแทนบุญคุณมาโดยตลอดแต่กลับไร้ซึ่งหนทาง ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตนี้เป็นการตอบแทนที่ง่ายที่สุดที่เขาสามารถทำให้เย่จื่อเฉินได้

          ดังนั้นหลายวันมานี้เขาจึงทำงานอย่างหนัก เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

          "ไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ"

          เย่จื่อเฉินหน้าตาตื่นเต้นไม่คิดเลยว่าเจ้าหมอนี่จะจัดการแม้กระทั่งการกักตุนสินค้าไว้ให้เขาเสียเรียบร้อยขนาดนี้มันช่วยเขาลดปัญหาไปได้มากทีเดียว

          "ฉันมีเพื่อนทำธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารของพวกนี้มาจากโรงงานของเขา นี่เป็นนามบัตรต่อไปถ้าจะกักตุนสินค้าก็ทักไปหาเขาได้เลย"

          ซูอี้อวิ๋นยื่นนามบัตรให้เขาใบหนึ่งเย่จื่อเฉินพยักหน้าแล้วรับมาเก็บไว้สายตาเอาแต่มองสินค้าละลานตาที่กองอยู่ภายในร้าน

          สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของต่อรองที่ในอนาคตจะทำให้เขาร่ำรวย

          เมื่อเห็นท่าทางพึงพอใจของเย่จื่อเฉินซูอี้อวิ๋นก็อดยิ้มไม่ได้

          "โอเค อย่ามัวแต่ดีใจอยู่เลย หลายวันมานี้ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้วนายจะไม่ตอบแทนฉันหน่อยเหรอ?"

          ติ๊ง!

          โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นมาเย่จื่อเฉินถึงกับไหล่สั่นพอเลื่อนดูโทรศัพท์ก็เห็นราชาวานรกับอีกหลายคนโผล่เข้ามาในกลุ่ม

          ราชาวานร : จบสักที องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ไร้สาระเกินไปแล้ว

          ยี่หนึงจินกุน : บังอาจ!

          ราชาวานร : ลูกชายของข้า ว่าญาติเจ้าหน่อยก็ไม่พอใจแล้วเหรอ?

          ขุนพลสวรรค์เทียนเผิง : ศิษย์พี่ลิง ยี่หนึงจินกุน ท่านสองคนอย่าทะเลาะกันได้ไหม

          ราชาวานร : เจ้าซื่อบื่อ เดี๋ยวนี้เจ้าเข้าข้างคนอื่นเหรอลืมที่ข้าช่วยเจ้าครั้งนั้นแล้วใช่ไหม?

          องค์ชายสามนาจา : อิอิ ที่นี่ครึกครื้นดีจัง สนุกกว่ากลุ่มนั้นตั้งเยอะ

          ผู้เฒ่าจันทรา : อย่าทะเลาะกันครั้งที่แล้วสหายเซียนนิรนามบอกว่าพอพวกเราประชุมเสร็จให้บอกเขาไม่ใช่เหรอที่จะคุยเรื่องพรีเซนเตอร์อะไรนั่นน่ะ?

          ไท่ซางเหล่าจวิน : ใช่

          องค์ชายสามนาจา : @สหายเซียนนิรนาม พวกเราประชุมเสร็จแล้ว

          พอเห็นข้อความบนหน้าจอที่เด้งขึ้นมาไม่หยุดเย่จื่อเฉินก็เลียริมฝีปากขึ้นมาทันที ประกายแวววาวหลั่งไหลออกมาจากดวงตา

          "เย่จื่อ ทำอะไร?"

          เย่จื่อเฉินถึงได้สติกลับมาตบบ่าซูอี้อวิ๋นพร้อมกับหัวเราะร่วน ก่อนจะพูดขึ้น

          "เรื่องเลี้ยงข้าวนายไม่มีปัญหา แต่ดูเหมือนจะต้องรออีกหน่อย"

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอั่งเปาสะท้านภพ ที่คุณอ่าน