The Story of Wulin

    ตอนที่ 2 เที่ยมชม

    เวลาหนึ่งเดือนได้ผ่านไป กลุ่มคนห้าคนกำลังเดินมาถึงหน้าประตูเมืองหมอกคราม ด้านหน้ากลุ่มคนนั้นเป็นชายสวมชุดคลุมสีฟ้า ชายเสื้อพลิ้วไหวตามแรงลม ชายสามชุดสีฟ้าเดินนำหน้าและมีอีกสี่คนเป็นชายสองหญิงสองเดินตามหลังมา ทั้งสี่คนสวมชุดสีฟ้าเหมือนกับคนด้านหน้า เพียงแต่ไม่ดูหรูหราเท่า
    “พวกเราเข้าไปในเมืองกัน” ชายด้านหน้าพูดกับอีกสี่คนด้านหลัง
    “ขอรับ” ทั้งสี่ตอบรับพร้อมเพียง
    แน่นอนว่ากลุ่มคนทั้งห้านี้นั้นคือกลุ่มสำนักเมฆาฟ้า ชายด้านหน้านั้นย่อมต้องเป็นเฟิ่งเทียนและสี่คนด้านหลังคือเซียนจิง เซียนหลง เหยาเหม่ย เหยาฟาง ศิษย์ทั้งหมดของสำนักเมฆาฟ้า ทั้งห้าเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปภายในเมือง การประลอง โดยศิษย์ทั้งสี่คนนั้นตอนนี้อยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดระดับสูง
    เวลานี้ภายในเมืองผู้คนหนาแน่นเต็มท้องถนน มีทั้งกลุ่มคนที่ใส่ชุดเหมือนกันหรือผู้คนที่ใส่ชุดของสัตว์อสูร ร้านค้าและแผงลอยในถนนเต็มไปด้วยสีสันและความคึกคักที่มีผู้คนซื้อและขายสินค้ากัน เสียงพ่อค้าเรียกคนดังไปทั่ว เฟิ่งเทียนนั้นได้พาทั้งสี่คนไปหาโรงเตี๊ยมไว้และค่อยไปลงทะเบียนเข้าแข่งขันการประลอง
    ขณะที่ทั้งสี่กำลังเดินหาโรงเตี๊ยมอยู่นั้น มีเสียงตะโกนเสียงหนึ่งสะกิดความสนใจของเฟิ่งเทียน จนเขาต้องหัวมาฟังใหม่อีกรอบว่าได้ฟังถูกหรือไม่
    “โรงประมูลมรกต จะทำการเปิดประมูลในอีก 30 นาที ท่านใดสนใจสามารถเข้าร่วมการประมูลได้” เสียงชายหนุ่มตะโกนดังอีกครั้ง เฟิ่งเทียนแน่ใจแล้วว่ามีการประมูลเกิดขึ้นมันย่อมต้องมีของล่ำค้าในการประมูลอย่างแน่นอน เขาจึงได้หยุดการหาโรงเตี๊ยมก่อนเพื่อไปเข้าร่วมการประมูล เพื่อมีอะไรที่สามารถช่วยให้ศิษย์ของเขาสามารถคว้าอันดับ 1 มาได้
    เมื่อมาถึงหน้าโรงประมูล เวลานี้ผู้คนยังมีไม่เยอะ ทั้งหมดได้เข้าไปในโรงประมูลและได้มีเสียงชราถามกับเฟิ่งเทียน
    “นายท่าน ท่านต้องการที่นั่งธรรมดาหรือห้องส่วนตัวขอรับ” ชายชราได้ถามเฟิ่งเทียน
    “แล้วห้องพิเศษราคาเท่าไร?” เฟิ่งเทียนได้ถามราคาห้องพิเศษ เพราะในนิยายที่เคยอ่าน ที่นั่งธรรมดาย่อมไม่สามารถปิดตัวตนได้ง่าย แต่ถ้าเป็นห้องพิเศษนั้นไม่ยากในการที่จะขานเรียกราคาของสินค้าประมูล
    “10 ทองขอรับ” ชายชราบอกราคา
    เฟิ่งเทียนยื่น 10 ทองให้ชายชราเพราะเขาคิดว่า 10 ทองสามารถแลกกับห้องส่วนตัวได้ถือว่าคุ้มแล้ว
    หลังจากรับเงินชายชราได้พากลุ่มเฟิ่งเทียนไปยังห้องส่วนตัว เป็นห้องหมายเลข 15 ขนาดของห้องไม่เล็กไม่ใหญ่มาก สามารถรองรับคนได้ถึง 7-8 คนได้ เฟิ่งเทียนได้ไปนั่งที่เก้าอี้ โดยศิษย์ทั้งสี่ยืนอยู่ข้าง ๆ เฟิ่งเทียนได้ถามเกี่ยวกับความพร้อมของศิษย์
    “เซียนจิง เซียนหลง วิชาหมัดพยัคฆ์ฝึกถึงขั้นไหนแล้ว”
    “พวกเราทั้งสองฝึกถึงขั้นสูงแล้วขอรับ” เซียนจิงตอบกลับ
    “แล้วเหยาเหม่ย เหยาฟาง วิชากระบี่แสงจันทร์ฝึกถึงไหนแล้ว” ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแต้มสำนักของเฟิ่งเทียนมาเพิ่มขึ้นจนถึงที่เขาสามารถแลกวิชาระดับกลาง วิชากระบี่แสงจันทร์มาแต่วิชากระบี่นี้เหมาะแก่ผู้หญิงในการฝึกเขาจึงไม่ได้ให้เซียนจิงและเซียนหลงฝึก
    “พวกเราฝึกถึงขั้นกลางแล้วเจ้าค่ะ” เหยาเหม่ยผู้เป็นพี่ตอบ
    เมื่อได้ฟังเฟิ่งเทียนก็พยักหน้าด้วยความพอใจ พร้อมกล่าวด้วยเสียงปกติ
    “ถ้าในการประมูลมีกระบี่ดี ๆ ข้าจะประมูลให้พวกเจ้าใช้ประลองในวันพรุ่งนี้ ส่วนของเซียนจิงกับเซียนหลงรอให้ข้าหาวิชาที่เหมาะกับพวกเจ้าก่อนค่อยหาอาวุธดี ๆ ให้”
    “ขอรับ/เจ้าค่ะ”
    เฟิ่งเทียนพูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อย เวลาได้ล่วงมาถึงการประมูล ผู้คนด้านล่างในที่นั่งธรรมดานั่งแน่นกันไปหมด
    บนลานประมูล หญิงสาวสวมชุดแดงเดินออกมาจากหลังม่าน เมื่อมาถึงกลางลาน หญิงสาวโค้งคำนับเล็กน้อยพร้อมยิ้มย้อยให้ผู้คนในงานประมูล ผู้คนในงานหลงเสน่ห์รอยยิ้ม เฟิ่งเทียนก็หลงในเสน่ห์นั้นไปด้วยจนได้เหยาเหม่ยกับเหยาฟางสะกิดเรียกจึงได้สติกลับมา โดยที่ทั้งสองมีสีหน้าไม่พอใจปะปนอยู่ด้วยตอนสะกินเขา
    “เมื่อทุกท่านพร้อมแล้ว ข้าจะเปิดการประมูลเลยนะเจ้าค่ะ โดยชิ้นแรกเริ่มประมูลที่โอสถปราณจิต 5 เม็ด เริ่มต้นราคาที่ 50 ทอง”
    “นี่คือโอกาสที่จะได้โอสถปราณจิตในราคาถูก โดยปกติมันจะอยู่ที่ราคาเม็ดละ 25 ทองสินะ” เสียงชายหนุ่มที่นั่งธรรมดากล่าวพูดออก
    “60 ทอง” ชายอีกคนตะโกนบอกราคา
    “70 ทอง”
    “80 ทอง”
    “100 ทอง” เสียงราคา 100 ทองเป็นเสียงหญิงสาวดังขึ้น
    ราคา 100 ทองถูกขานออกมาผู้คนก็เงียบกันไป จนหญิงสาวบนลานประมูล ประกาศขายออกในราคา 100 ทอง
    ในความจริงเฟิ่งเทียนย่อมต้องการโอสถปราณจิตแต่ที่เขาไม่เข้าร่วมประมูลนั้นเพราะทองของเขามันช่างมีน้อยเหลือเกิน เขาจึงต้องการประมูลกระบี่เพื่อให้เหยาเหม่ยกับเหยาฟาง เนื่องจากในร้านค้าระบบกระบี่แต่ละเล่มนั้นมันช่างใช้แต้มในการแลกอย่างมากมายเหลือกเกิน จนเขาต้องเอาแต้มสำนักมาแลกเป็นทองแทน หลังจากหนึ่งเดือนเขามีแต้มสำนักทั้งหมด 144แต้ม โดยแลก 100 แต้มสำนักได้ทองมา 200 ทอง รวมจากทองที่มีอยู่ก่อนเป็น 290 ทอง
    “ของประมูลชิ้นต่อไปเป็นกระบี่คู่ ระดับกลาง แต่ตัวกระบี่มีความเสียหายค่อนข้างมาก ทางเราจะเริ่มราคาประมูลที่ 150 ทองเจ้าค่ะ”
    “180 ทอง” เสียงชายแก่ของห้องประมูลส่วนตัวดังขึ้น
    “200 ทอง” เสียงของเซียนจิงดังขึ้นโดยจากคำสั่งของเฟิ่งเทียนให้พูดประมูล
    “230 ทอง” เสียงชายแก่คนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
    “เรียกขึ้น250 ถ้าเขายังเพิ่มราคาต่อเราก็ปล่อยไป” เฟิ่งเทียนให้เซียนจิงเรียกราคาขึ้นไปที่ 250 ทอง
    “250 ทอง” เมื่อราคานี้ออกมา เสียงคนด้านล่างได้กระซิบวิจารณ์กันไปปต่าง ๆ นา ๆ โดยถ้าเป็นกระบี่คู่ระดับกลางที่สมบุณย์โดยปกติมันจะราคาที่ 400-500 ทอง แต่ราคานี้ผู้คนรู้อยู่แล้วว่าตัวกระบี่คงเสียหายไปหนักมากแล้ว แต่สำหรับเฟิ่งเทียนราคานี้สำหรับเขาถือว่าถูกมากและระบบสามารถซ่อมมันได้โดยเสียแต้มแค่ 20 แต้มเท่านั้น แถมกระบี่ในร้านค้าระบบขั้นกลางอยู่ที่ 200 แต้มขึ้นไปราคาถูกอย่างขนาดนี้ เขาจะพลาดอากาศไปได้อย่างไรละ
    “250 ทองครั้งที่ 1...ครั้งที่ 2...ครั้งที่ 3 ขายให้ห้องหมายเลข 15 เจ้าค่ะ”
    ภายในห้องสีหน้าของเฟิ่งเทียนประดับด้วยรอยยิ้ม เขากล่าวกับทั้งสี่คนให้ไปจ่ายเงินแล้วไปหาโรงเตี๊ยม พร้อมกับไปลงทะเบียนแข่งขันการประลอง เมื่อเฟิ่งเทียนออกไป ในห้องที่ชายชราประมูลแข่งกับเฟิ่งเทียน ชายชรานั้นได้กล่าวเปิดปากออกมา
    “ท่านปู่ทำไม ไม่ประมูลสู้ต่อ?” เสียงหญิงสาวแรกรุ่นกล่าวด้วยความโมโห
    “โหยวเอ๋อของปู่ ไม่ใช่ว่าปู่ไม่อยากประมูลต่อ เพียงแต่ปู่ใช่สัมผัสตรวจสอบระดับคนในห้องนั้น คนที่ส่งเสียงขานราคามีระดับพลังเพียงแค่ระดับก่อกำเนิดขั้นเจ็ดระดับสูงเท่านั้น แต่ที่ปู่ไม่ประมูลต่อเพราะคนที่นั่งเก้าอี้อยู่ ปู่ไม่สามารถตรวจสอบระดับของเขาได้ ปู่คิดว่าชายที่ขานราคาจะเป็นเพียงศิษย์ของเขา” ชายชราทำหน้าเศร้าเล็กน้อยพร้อมอธิบายเหตุผลของเขาให้หลานสาวฟัง
    “ท่านปู่ที่อยู่ระดับก่อร่างขั้นเจ็ดระดับสมบูรณ์ก็ยังไม่สามารถมองออก” หญิงสาวกล่าวพร้อมแสดงสีหน้าตกใจและกังวล
    “พวกเรารีบตามไปดูว่าเขาเป็นใครกันแน่ ระดับพลังขนาดนั้นไม่ควรไร้ชื่อเสียงในแคว้นจ้าวเราและถ้าเขามีระดับพลังมากจริงไม่ควรจะซื้อกระบี่คู่ที่เสียหายแบบนั้น” ปู่ชรากล่าวกับหลานสาวและทั้งสองได้ออกจากห้องเพื่อจะได้ตามดูว่าคนที่ประมูลกระบี่คู่นั้นเป็นใครกันแน่
    กลุ่มของเฟิ่งเทียนหลังจากออกจากโรงประมูล แล้วเดินหาสักพักก็ได้โรงเตี๊ยม ทั้งห้าจึงได้เดินไปที่ลงทะเบียนแข่งขันการประลองที่อยู่ลานกว้างข้างตำหนักอ๋องจ้าวเซียง ที่จุดลงทะเบียนตอนนี้มีผู้คนไม่มาก
    “เอาละพวกเจ้าไปลงทะเบียนก่อน” ทั้งสี่เดินไปต่อแถวเพื่อลงทะเบียน
    ในเวลาเดียวกันคู่ปู่หลานที่ติดตามเฟิ่งเทียนมานั้นได้แอบมองอยู่ที่ห่างไกล โดยที่อยู่ในระยะห่างที่จะทำให้เฟิ่งเทียนไม่สามารถตรวจจับได้ โดยที่หลานสาวนางนั้นเมื่อออกมาจากโรงประมูล ถือเป็นหญิงสาวสะคราญ คิ้วโก้งงามงอน ผมสีดำยาวสลวย สวมชุดสีแดงชมพูที่ทอด้วยความประณีต เมื่อกระทบแสงยิ่งช่วยให้หญิงสาวสง่างามมากยิ่งกว่าเดิม ส่วนชายชระมีสีหน้าสดใส ผมขาวทั้งหมด สวมชุดโออ่า ดูมีภูมิฐานจากตระกูลยิ่งใหญ่หรือไม่เป็นผู้อาวุโสจากสำนักใดสำนักหนึ่งเป็นแน่
    “เดียวปู่จะทดสอบดูว่าเขามีระดับพลังมากกว่าปู่จริงหรือเป็นคนธรรมดาจึงทำให้ปู่ไม่สามารถตรวจสอบได้” ชายชราได้บอกหญิงสาวว่าเขาจะลองทดสอบเฟิ่งเทียนดูว่ามีระดับพลังมากกว่าเขาจริง ๆ ใช่หรือไม่?
    ชายชราหยิบอาวุธลับขนาดเล็กออกมาพร้อมเก็งพลังชัดไปทางด้านเฟิ่งเทียนที่กำลังยืนรอศิษย์ด้วยท่าทางสบาย ๆ อาวุธลับนั้นใหญ่กว้างประมาณ 1 ชุ่นพุ่งไปด้วยความรวดเร็ว
    เฟิ่งเทียนที่กำลังยืนสบายอยู่นั้น สัมผัสตรวจพบวัตถุกำลังพรุ่งตรงมาทางเขา เมื่ออาวุธลับใกล้ถึงตัวเขา เฟิ่งเทียนได้เบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมการแพร่ออร่าของระดับก่อร่างระดับแปดขั้นสมบูรณ์ออกมา เฟิ่งเทียนหายใจด้วยความโล่งอกโล่งใจ
    ‘ดีนะที่เราทำการแลกเปลี่ยนกับระบบก่อนที่จะมา ถ้าเราหลบไม่ทันเมื่อกี้คงบาดเจ็บไม่ก็ตายไปแล้วเป็นแน่'