ข่าวฟื้นฟูพลังบำเพ็ญเพียรในชั่วราตรีเดียวของซูเฟยอวี่อัจฉริยะวัยเยาว์ที่ทำให้บางคนเคยรู้สึกเสียดายและการได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็น ‘แม่ทัพใหญ่เจิ้นซี’ ได้แพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักและวังหลังอย่างรวดเร็ว
ในวังหลังทันทีที่หรงกุ้ยเฟยได้ยินข่าวนี้หัวใจก็กระตุก กระทั่งเผลอตัดต้นเผินจาย[1]ที่ตนโปรดปรานมากที่สุดหักเป็นสองส่วน
“เป็นเรื่องจริงหรือ มิใช่ว่าเป็นเพียงเรื่องขำขันของผู้คนแล้วกระจายร่ำลือต่อกันมาหรือ”
“เป็นเรื่องจริงเพคะกุ้ยเฟยราชโองการได้ถูกส่งออกไปแล้ว”
หรงกุ้ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นเศษกิ่งไม้ที่อยู่ในมือถูกขยี้จนแหลกละเอียด
หากถามว่าผู้ใดไม่ต้องการเห็นตระกูลซูพลิกฟื้นกลับมามากที่สุดหรงกุ้ยเฟยย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
ในปีนั้น เพื่อความมั่นคงของสถานะในวังหลังนางเพียรพยายามใกล้ชิดสนิทสนมกลับตระกูลซูผู้เป็นเสมือนหลักเขาพึ่งพิงทั้งยังกราบไหว้สาบานตนเป็นพี่น้องกับซูหวั่นเยว่คุณหนูใหญ่ของตระกูลซู
คาดไม่ถึงว่าเพียงพริบตาตระกูลซูก็โค่นล้มที่ตายล้วนตายจากไป ที่พิการก็ล้วนไร้ประโยชน์หรงกุ้ยเฟยเบื้องหน้าดูเป็นคนมีจิตใจเมตตาทว่าภายในกลับเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนที่ไม่จำเป็นนางจึงรีบตัดความสัมพันธ์กับตระกูลซูจนขาวสะอาดกระทั่งสัญญาหมั้นหมายของหลานสาวตนกับซูเฟยอวี่นางยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อยกเลิกสัญญานี้
หลายปีมานี้ฮองเฮามักนำเรื่องนี้มาโจมตีนางอยู่เป็นนิจลอบแขวะนางว่าเป็นหมาป่าตาขาวทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
สำหรับคำครหาเหล่านั้นหรงกุ้ยเฟยพยายามอดทนมาโดยตลอดเพียงสามารถบรรลุถึงจุดหมายแม้จะเป็นวิธีการที่ไร้ศีลธรรมแล้วอย่างไร เดิมทีนี่ก็เป็นโลกที่หากเจ้ารังแกข้ามอดม้วยหากผู้ใดใจอ่อนก็จงลาจากโลกใบนี้ไปเสีย
นางหลงนึกว่าตระกูลซูไร้หนทางฟื้นฟูแล้วปีนั้นจึงได้ตัดขาดความสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใย เหตุใดเมื่อเวลาผ่านไปสิบกว่าปีพวกเขากลับพลิกชะตาได้อีกครั้ง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร” หรงกุ้ยเฟยซักไซ้อย่างไม่ยอมจำนน
“เรื่องรายละเอียดหม่อมฉันไม่ค่อยทราบเพคะหม่อมฉันเพียงได้ยินว่านอกจากพลังบำเพ็ญเพียรของซูเฟยอวี่จะฟื้นฟูแล้วยามนี้ยังแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนอีกด้วยเพคะ”
ฉึบ
เสียงดังครานี้กรรไกรของหรงกุ้ยเฟยได้ตัดปลอกเล็บของตนแล้ว
ในขณะที่จิตใจของนางยังคงว้าวุ่น ด้านนอกก็มีเสียงขอเข้าเฝ้าของหรงเมิ่งหลันหลานสาวของนาง
“ให้เข้ามา”หรงกุ้ยเฟยโยนกรรไกรลงบนโต๊ะด้วยอารมณ์คุกรุ่น
“ผู้ใดล่วงเกินท่านอาหรือเพคะ” หรงเมิ่งหลันแย้มยิ้มพลางเดินไปหาหรงกุ้ยเฟยก่อนซบนางอย่างออดอ้อน
หรงเมิ่งหลันเป็นคนที่หรงกุ้ยเฟยเฝ้ามองจนเติบใหญ่แต่ไรมานางก็รักเอ็นดูหลานสาวผู้นี้นัก
“ไม่มีอะไร แล้ววันนี้เจ้ามาพบอาด้วยเรื่องอันใด” หรงกุ้ยเฟยสงบสติอารมณ์ถามไถ่ด้วยความรักใคร่
ดวงตาของหรงเมิ่งหลันพลันรื้นเป็นประกายนางกล่าวด้วยเสียงระคนเขินอาย “ท่านอาข้าได้ยินมาว่าพลังบำเพ็ญเพียรของซูเฟยอวี่ฟื้นฟูแล้วที่สำคัญฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี”
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ” หรงกุ้ยเฟยประหลาดใจ
“อันที่จริง วันนั้นที่ท่านแม่ทัพเปียวฉีอ่านราชโองการหม่อมฉันก็อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นจึงได้เห็นได้ยินทุกอย่าง” หรงเมิ่งหลันเล่าให้หรงกุ้ยเฟยฟังด้วยเสียงบางเบานางกัดริมฝีปากล่างแล้วกล่าว “ท่านอาข้ารู้สึกว่าซูเฟยอวี่คล้ายจะมีเสน่ห์มากกว่าแต่ก่อนแล้ว”
หรงกุ้ยเฟยจึงได้เข้าใจถึงเจตนาที่หลานสาวมาพบตนวันนี้
“ไม่ได้ เจ้าหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลเยว่ไว้แล้วกล่าวว่าต้องการเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนได้รึ”
“ในปีนั้นก็มิใช่ว่าเปลี่ยนแปลงได้หรือเจ้าคะยามนี้คิดเปลี่ยนอีกคราจะเป็นอะไรไป” หรงเมิ่งหลันย่ำเท้ากล่าวอย่างไม่พอใจ“ที่สำคัญคุณชายใหญ่ตระกูลเยว่ผู้นั้นเป็นเพียงหมอนปักลายที่น่ายลแต่ไร้ประโยชน์จะเทียบกับซูเฟยอวี่ที่มีทั้งความสามารถและรูปโฉมได้อย่างไร”
หรงกุ้ยเฟยถลึงตามองหรงเมิ่งหลันก่อนตำหนิ“จะอย่างไรคุณชายตระกูลเยว่ก็อยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นต้นจะเป็นเพียงหมอนปักลายได้อย่างไร”
“ระดับสร้างรากฐานขั้นต้นจะเทียบกับระดับแก่นปราณทองคำของซูเฟยอวี่ได้หรือเพคะที่สำคัญวันนั้นหม่อมฉันยังเห็นชัดว่าพลังบำเพ็ญเพียรของซูเฟยอวี่ได้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้ว”หรงเมิ่งหลันกล่าวเสียงงึมงำ
พลังเพิ่งฟื้นฟูพลังบำเพ็ญเพียรก็ก้าวหน้าแล้ว?
ประกายคมกร้าวสว่างวาบในนัยน์ตาของหรงกุ้ยเฟย
เช่นนี้แล้วดูเหมือนเส้นทางในกาลข้างหน้าของซูเฟยอวี่คงต้องยาวไกลไร้สิ้นสุดเหนือกว่าคุณชายตระกูลเยว่ผู้นั้นมาก
“ยังไม่ต้องรีบร้อนถอดหมั้นตระกูลเยว่เจ้าลองใกล้ชิดสนิทสนมซูเฟยอวี่เสียก่อนหากเขาเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับเจ้าอาจะช่วยให้งานแต่งนี้ของเจ้าลุล่วงเอง”
หรงกุ้ยเฟยชี้แนะหลานสาว
ความปิติยินดีปรากฏบนใบหน้าของหรงเมิ่งหลันทันทีนางยกมือคล้องแขนหรงกุ้ยเฟยแล้วกล่าว“หม่อมฉันรู้ว่าท่านอาทรงดีต่อหม่อมฉันมากที่สุด ท่านอาวางพระทัยเถิดเขาจะต้องกลับมาชอบหม่อมฉันอีกคราเป็นแน่”
ในเมื่อปีนั้นซูเฟยอวี่ก็ชอบนางมากจริงๆ ถึงขั้นวันที่ถอนหมั้นเขายังน้ำตาไหลริน
• • •
อีกครึ่งเดือนซูเฟยอวี่ก็ต้องนำทัพไปยังซีเป่ยแล้ว
เพื่อเป็นการอวยพรให้ซูเฟยอวี่ยกทัพนำชัยชนะกลับมาเสิ่นจื่อโยวจึงควักเงินจำนวนหนึ่งจากถุงปักใบเล็กของตนจองห้องส่วนตัวห้องเล็ก ๆ ในหอเทียนเซียงเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศครึกครื้นให้แก่งานเลี้ยงอำลานางยังรับท่านแม่และท่านยายที่เก็บตัวอยู่ในบ้านมาช้านานออกมาด้วย
ถึงแม้งานเลี้ยงนี้จะมีผู้เข้าร่วมเพียงสี่คนแต่ซูเฟยอวี่ก็ยังรู้สึกมีความสุขและซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ซูเฟยอวี่ไปเปิดประตูทันทีที่เขาเห็นคนที่อยู่ภายนอกรอยยิ้มก็จางลงไม่น้อย
“พี่เฟยอวี่ ข้าคือเมิ่งหลันท่านยังจำข้าได้หรือไม่”
หรงเมิ่งหลันมองซูเฟยอวี่และเอ่ยถามด้วยความเขินอาย
“ฮึ คนตระกูลหรง ข้าจะลืมได้อย่างไรในปีนั้นเจ้าถอนหมั้นอย่างไร้เยื่อใยมิใช่หรือ เหตุใดยามนี้ยังมีหน้ามาที่นี่” นางเฉินตบโต๊ะบันดาลโทสะนางปวดใจแทนหลานชายของตนเองนัก
“ข้า…ในปีนั้นเป็นท่านพ่อที่บีบบังคับข้า…”หรงเมิ่งหลันกล่าวด้วยกระบอกตาที่เอ่อรื้น “พี่เฟยอวี่หลายปีมานี้ข้าไม่เคยลืมท่านทั้งยังกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสามารถกลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้งได้หรือไม่ยามนี้เมื่อได้เห็นท่านยืนหยัดขึ้นอีกคราข้าก็ดีใจเป็นล้นพ้น…”
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะบางเบานางเดินออกมา พิงตัวเข้ากับกรอบประตู
“ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดในปีนั้นที่สาบานอย่างหนักแน่นว่าไม่เคยชอบญาติผู้พี่เฟยอวี่”
หรงเมิ่งหลันสะอึกเพราะถ้อยคำของเสิ่นจื่อโยวนางเกลียดเสิ่นจื่อโยวจนแทบอยากจะฉีกทึ้งนางเป็นชิ้น ๆ
กาไหนน้ำไม่เดือดหยิบกานั้นดวงตางดงามมองไปทางซูเฟยอวี่แล้วกล่าว “นั่นก็เป็นเพราะท่านพ่อบีบบังคับให้ข้าพูดเขากล่าวว่าหากข้าไม่พูดเช่นนั้นเขาจะหักขาข้า…”
“ช่างน่าซาบซึ้งเหลือเกินดังนั้นเจ้ากำลังจะกล่าวว่าที่เจ้าต้องหมั้นหมายกับคุณชายตระกูลเยว่และที่ต้องกล่าวว่าความรู้สึกที่มีต่อคุณชายใหญ่เยว่นั้นจึงจะเป็นความรักที่แท้จริงนั่นก็เพราะท่านพ่อของเจ้าบีบบังคับให้เจ้าพูดเช่นนั้น?” เสิ่นจื่อโยวปรบมือกลีบปากยกโค้ง “หรงเมิ่งหลันข้าคาดไม่ถึงว่าพรสวรรค์การแสดงของเจ้าจะเยี่ยมยอดยิ่งนักทักษะการร้องรำของเจ้ายังเยี่ยมยอดยิ่งกว่านักแสดงที่อยู่บนเวทีเสียอีก”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็ยกนิ้วโป้งให้นาง
“เจ้า พี่เฟยอวี่ท่านอย่าได้ฟังนางพูดจาเหลวไหลทั้งหมดที่ข้ากล่าวล้วนเป็นความจริงรวมถึงการหมั้นหมายกับตระกูลเยว่ด้วยนั่นเป็นเพราะท่านพ่อบีบบังคับข้า” หรงเมิ่งหลันกล่าวด้วยน้ำตาเอ่อรื้น “ท่านดูสิเพื่อท่านแล้วข้าเรียนรู้วิธีการตุ๋นน้ำแกงวันนี้ยังตั้งใจตุ๋นมาให้ท่านเป็นพิเศษ…”
หรงเมิ่งหลันกล่าวจบสาวใช้ข้างกายก็รีบยกถ้วยน้ำแกงขึ้นนางเปิดฝาออก กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว
จะกล่าวไปก็หอมอยู่ไม่น้อย
ซูเฟยอวี่ไม่ไหวติงแต่กลับเป็นเสิ่นจื่อโยวที่ยื่นมือออกมารับน้ำแกงไปอย่างรวดเร็ว
“หยุดนะ! เจ้าคิดจะทำอะไร!”
หรงเมิ่งหลันร้อนรนหมายแย่งถ้วยน้ำแกงกลับมาทว่าเสิ่นจื่อโยวกลับมือไวตาไวเคลื่อนตัวหลบก่อนยกขึ้นจิบไปคำหนึ่ง
“อ่า…ไม่เลว ๆ รสชาติใช้ได้”
“เจ้าเจ้าดื่มน้ำแกงที่ข้าตุ๋นไว้ให้พี่เฟยอวี่ แล้วพี่เฟยอวี่จะดื่มได้อย่างไร?!”
“เอ๋? หรงเมิ่งหลันเจ้าไม่เห็นหรือว่าญาติผู้พี่เฟยอวี่ไม่คิดจะแตะต้องน้ำแกงของเจ้าสักนิด”
เสิ่นจื่อโยวฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ยถามนางดื่มไปอีกสองอึกอย่างสบายอารมณ์
เดิมน้ำแกงก็มีปริมาณไม่มากล้วนตุ๋นขึ้นจากวัตถุดิบชั้นเลิศครั้นเสิ่นจื่อโยวดื่มลงไปหลายอึกเช่นนี้น้ำแกงจึงพร่องไปมาก
ทรวงอกของหรงเมิ่งหลันจวนเจียนใกล้ระเบิดทันใดนั้นแส้หนามแหลมเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
“เสิ่นจื่อโยว เจ้ารนหาที่ตาย!”
ซูเฟยอวี่คิดเข้าไปบังตัวเสิ่นจื่อโยวไว้ด้านหน้าทว่ากลับถูกห้ามปรามด้วยสายตาของเสิ่นจื่อโยว
ข้าจะจัดการนางเอง
หลังจากเสิ่นจื่อโยวแสดงเจตจำนงก็กล่าวกลั้วรอยยิ้ม“หรงเมิ่งหลัน แต่ไรมามีผู้กล่าวว่าข้ารนหาที่ตายไม่น้อยทว่าสุดท้ายแล้วกลับเป็นพวกเขาเองที่รนหาที่ตาย เจ้ามั่นใจหรือว่าต้องการสู้กับข้า”
“เสิ่นจื่อโยวคำกล่าวนี้ควรเป็นข้าที่ถามเจ้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ท่านอาของข้าคือหรงกุ้ยเฟย!วันนี้เจ้าอย่าได้คิดว่าจะได้อยู่ดีอีกเลย!” หรงเมิ่งหลันกล่าวด้วยความเดือดดาล
“ตกลงเช่นนั้นก็อย่าได้อยู่ดีอีกเลย” เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเนือยในขณะเดียวกันนางก็ใช้กระแสจิตสนทนากับ ‘ชายที่มองไม่เห็น’ ผู้นั้น
“โม่จื่อเซวียนเมื่อครู่เป็นเจ้าที่พูดว่าต่อให้ข้าทำร้ายนางจนตายหรือพิการก็ไม่เป็นไร เพราะเจ้าจะช่วยข้าจัดการ‘ความยุ่งยากเล็กน้อย’ นี้”
“แน่นอนนี่เป็นความต้องการของเสี่ยวโย่วร์ ข้าจะไม่พยายามทำมันให้สำเร็จได้อย่างไร”
โม่จื่อเซวียนผุดเสียงหัวเราะบางเบากระซิบข้างหูเสิ่นจื่อโยว ลมหายใจของเขาพ่นรดใบหูของเสิ่นจื่อโยว
เขาพอใจอย่างยิ่งที่เห็นใบหูของเสิ่นจื่อโยวปรากฏสีชมพูเรื่อ
นอกจากเสิ่นจื่อโยวแล้วก็ไม่มีผู้ใดสักคนที่สังเกตเห็นว่าในสถานที่แห่งนี้มีคนเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
[1] ต้นบอนไซ