บันทึกรักเทพบรรพกาล ภาค เสี่ยวจื่อไม่ว่าง...สังเคราะห์แสงอยู่ (-_-)

    ตอนที่ 16 สัตว์เทวะทั้งสี่

    ตอนนี้เล่าพัฒนาการของเฟยหลง ตอนแรกไรท์อยากเขียนแอคชั่นต่อสู้ยาวๆ หลายๆ ตอน แต่อยากคงคอนเซปต์นิยายรักให้มากกว่าความเป็นแอคชั่นแฟนตาซีจึงขอรวบรัดหน่อย ไว้ในอนาคตได้รีไรท์อาจเพิ่มฉากการต่อสู้กับสี่สัตว์เทวะอย่างละเอียดเลยค่ะ_______________ตอนที่ 16 สัตว์เทวะทั้งสี่แล้วหลังจากนั้น แต่ละวันของเฟยหลงก็ผ่านไปอย่างเข้มข้นด้วยการฝึกฝนต่อสู้ฆ่าฟันและดื่มกินพลังของศัตรู สำรวจแนวเขตแดนของแดนลับแลขยายเขตออกไปเรื่อยๆ สลับกับการกลับมานอนขดกายพันเสี่ยวจื่อเพื่อการเพิ่มพลัง จนทักษะวิชาการต่อสู้และพลังบำเพ็ญของเขาเพิ่มพูนทวีคูณเป็นอย่างมากเพราะที่ดินแดนลับแลนี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย แต่ละตัวล้วนอุดมไปด้วยพลังบำเพ็ญที่มากมาย อีกทั้งบางครั้งเฟยหลงยังได้ไปพบกับภูติอ่อนแอจากบรรพกาลด้วยจึงสามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย หรือหากบางครั้งเผลอไปเจอสัตว์บรรพกาลที่แข็งแกร่ง เฟยหลงก็จะรีบกลับมาตั้งหลักแล้วกลับไปสู้ใหม่จนเอาชนะได้ในที่สุด นอกจากจะได้สูบพลังบำเพ็ญอันมหาศาลเข้าไปแล้วก็ยังได้ของวิเศษติดไม้ติดมือมาอีกหลายอย่างในระยะเวลาหลายปีมานี้เริ่มจากชิ้นแรกคือ ปีกคู่ของนกจูเช่ว ธาตุไฟ สัตว์อสูรหงส์ไฟจากบรรพกาล หนึ่งในสี่สัตว์เทวะของพิภพนี้ของชิ้นนี้นับว่าเขาได้มาด้วยความบังเอิญและโชคช่วยอย่างมากจริงๆ เพราะเขาโชคดีดันได้บังเอิญไปพบเอากับปีศาจนกจูเช่วจากบรรพกาลตัวหนึ่งหลบซ่อนอยู่ในถ้ำที่ดูปลอดภัยมากทางทิศใต้ของดินแดนลับแลและกำลังเข้านิพพานเพื่อรอการเกิดใหม่ตามวัฏจักรของนกจูเช่วที่จะต้องนิพพานแล้วเกิดใหม่ในทุกๆ หนึ่งหมื่นปี ว่ากันว่าในช่วงที่นิพพานและกำลังจะเกิดใหม่นี้เอง นกจูเช่วจะอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอและเปราะบางมากที่สุด เด็กผีอย่างเฟยหลงจึงไม่พลาดโอกาสที่จะเข้าไปสังหารและแย่งชิงพลังบำเพ็ญกว่าแสนปีของมันมาได้อย่างหน้าด้านๆ อีกทั้งก่อนที่มันจะตายยังได้ทิ้งเอาปีกเพลิงคู่อันแสนวิเศษไว้ให้เขาด้วย ทำให้เฟยหลงสามารถดูดกลืนมันและนำมาใช้เป็นอวัยวะใหม่ของตนเอง สามารถกางปีกเพลิงนี้บินไปได้ทุกที่แม้จะไม่ได้อยู่ในร่างมังกรก็ตาม อีกทั้งปีกนี้ยังมีคุณสมบัติเป็นธาตุไฟตามธาตุกำเนิดของนกจูเช่วทำให้เฟยหลงที่ดูดกลื่นพลังของมันมาสามารถใช้พลังสร้างและควบคุมไฟได้ด้วยชิ้นที่สองคือ เท้าของพยัคฆ์ขาวไป๋หู่ ธาตุลม สัตว์อสูรเสือขาวจากบรรพกาล ชิ้นนี้เฟยหลงได้มาจากการตั้งใจพยายามตามสืบเสาะหาที่อยู่ของสี่สัตว์เทพโดยเฉพาะ เพราะเมื่อเขาได้รู้ว่านกจูเช่วที่เป็นหนึ่งในสี่สัตว์เทพอยู่ที่แดนลับแลนี้แล้ว เขาก็มั่นใจว่าสัตว์เทพตัวอื่นๆ จะต้องอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันตามตำนานที่ว่าสัตว์เทพทั้งสี่จะสถิตอยู่สี่ทิศของดินแดนที่ต้องการจะปกป้อง แล้วก็เป็นจริงตามที่คาดเมื่อเขาไปพบมันอยู่ที่แนวป่าลึกเขตตะวันตก และเพราะเสือขาวไป๋หู่ไม่ได้อยู่ในช่วงที่กำลังเข้านิพพานเช่นเดียวกับนกจูเชว่ เขาจึงต้องทุ่มสุดตัวเพื่อหาทางต่อสู้้เอาชนะมันให้ได้อย่างยากลำบากในตอนนี้เองที่เฟยหลงได้ค้นพบว่าพลังมังกรดำที่แฝงอยู่ในร่างของเขานั้นนับเป็นพลังที่วิเศษมากเดิมทีพลังพื้นฐานในร่างของเขาที่กำเนิดเป็นมังกรดำนั้นคือพลังแห่งความมืด ฟังดูอันตรายแต่ว่าจับต้องได้ยากเพราะเด็กอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าพลังแห่งความมืดนั้นทำสิ่งใดได้บ้าง ช่วงแรกที่เริ่มกลายร่างเป็นมังกรก็เคยทดลองใช้พลังนี้แล้ว อย่างมากมันก็เปลี่ยนท้องฟ้ายามกลางวันให้กลายมาเป็นกลางคืนได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่งและในขอบเขตพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลยนอกจากเอาไว้แกล้งเสี่ยวจื่อเล่นๆ ตอนกำลังมีความสุขกับการอาบแดดสังเคราะห์แสงให้ร้องงอแงโวยวายเพื่อความขบขันของเขาเท่านั้น จนเมื่อเขาได้รับพลังไฟของนกจูเช่วมา เขาจึงได้เห็นว่าเมื่อพลังธาตุไฟรวมกับพลังแห่งความมืดในร่างเขาแล้วมันทำให้เขาสามารถสร้างเพลิงสีดำขึ้นมาได้ เพลิงดำนี้สามารถเผาผลาญได้ทุกสรรพสิ่งและจะไม่ถูกดับจนกว่าทุกอย่างจะมอดไหม้ หรือจนกว่าที่ผู้ควบคุมมันอย่างเขาจะสั่งให้หยุดซึ่งนับว่าอันตรายมากและเพลิงสีดำนี่เองก็ได้กลายมาเป็นอาวุธที่เขาใช้ต่อสู้กับเสือขาวไป๋หู่ เพราะไป๋หู่เป็นสัตว์อสูรธาตุลม ยามที่มันใช้พลังลมของมันออกมาจึงได้ยิ่งพัดโหมกระพือให้เพลิงสีดำของเขายิ่งลุกไหม้ทวีความรุนแรงขึ้นจนสามารถเอาชนะมันได้ในที่สุด จากการต่อสู้นี้เช่นเคยว่าเขาต้องได้รับพลังบำเพ็ญมากมายอีกหลายแสนปี ทั้งยังได้รับของวิเศษคือเท้าของเสือขาวและพลังแห่งธาตุลม ทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้รวดเร็วและยังใช้พลังลมได้ด้วย อีกทั้งเมื่อธาตุลมรวมพลังกับธาตุมืดก็ทำให้เขาสามารถสร้างห้วงมิติมรณะขึ้นมาเพื่อเข้าไปควบคุมความคิดและจิตใจของคู่ต่อสู้ได้ด้วย นับว่าเป็นพลังที่น่ากลัวมากทีเดียว แต่ก็ยังมีข้อเสียคือมันสามารถใช้ได้กับแค่ภูติ เทพหรืออสูรที่พลังจิตอ่อนแอเท่านั้นชิ้นที่สามคือ กระดองเต่าเสวียนอู่ ธาตุดิน จากอสูรเต่ารวมร่างกับงูจากบรรพกาลในบรรดาสัตว์เทพทั้งสี่ เต่าตัวนี้นับว่ามีพลังบำเพ็ญมากที่สุด และเพราะเขารวบรวมพลังจากสัตว์เทพมาได้ถึงสองตัวแล้ว ยามที่ได้พบกับเต่าเสวียนอู่ เขาจึงได้ใช้ความได้เปรียบจากพลังที่รวบรวมมาได้มากกว่าจัดการกับมัน แม้จะต้องเสียเวลาต่อสู้อยู่นานหน่อยเพราะเต่าตัวนี้มีกระดองป้องกันที่แข็งแกร่งมาก แต่เมื่อเอาชนะมันได้แล้วกระดองเต่าที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานนี้ก็ได้กลายมาเป็นชุดเกราะที่แข็งแกร่งของเขาร่วมกับพลังบำเพ็ญหลายแสนปีของมัน อีกทั้งเต่าตัวนี้ยังสามารถควบคุมดินได้ ดังนั้นเฟยหลงจึงสามารถสร้างและควบคุมดินได้ตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อพลังธาตุดินรวมกับพลังแห่งความมืดของเขาก็ทำให้เขาสามารถสร้างเขตแดนมรณะขึ้นมาได้ เขตแดนมรณะนี้คล้ายกับเป็นหลุมดำแบบธรณีสูบที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปสู่ใจกลางของผืนแผ่นดินได้ เขาไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกดูดกลืนไปนี้หายไปที่ใด แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่อาจกลับมาปรากฏตัวในโลกนี้ได้อีก….สัตว์เทพตัวสุดท้ายคือ มังกรฟ้าชิงหลง อสูรมังกรบรรพกาลธาตุไม้และธาตุน้ำ เดิมทีเขาไม่ได้ต้องการของวิเศษใดๆ จากมังกรตัวนี้เพราะด้วยเชื้อสายมังกรจักรพรรดิของเขาแล้วนับว่าเป็นสัตว์ที่ชั้นสูงกว่า ดังนั้นไม่ว่าของวิเศษที่มังกรชิงหลงให้มาจะเป็นอะไร แต่มั่นใจได้ว่าศักยภาพของมันจะต้องไม่เหนือกว่าพื้นฐานเดิมที่เขามีอยู่แน่ๆสิ่งที่เฟยหลงคาดหวังจากมังกรชิงหลงมากกว่าจึงกลายเป็นทักษะการต่อสู้แบบมังกร…ก่อนหน้านี้เขาได้ฝึกทักษะการต่อสู้ในร่างเซียนด้วยกระบี่จากปีศาจงูหมื่นปีมาแล้ว เมื่อรวมกับพลังที่เขาได้มาจากเหล่าสัตว์เทพและของวิเศษทั้งหลาย ในตอนนี้เขาจึงนับเป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือที่เก่งกาจมากที่สุดคนหนึ่ง แต่นั่นยังไม่รวมทักษะการต่อสู้ในร่างมังกรซึ่งนับว่าหาโอกาสเรียนรู้ได้ยากเย็นยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อเขามีโอกาสได้มาเจออสูรมังกรจากบรรพกาลที่แข็งแกร่งตัวนี้แล้ว เฟยหลงจึงไม่พลาดโอกาสที่จะทดลองประมือเพื่อเรียนรู้ทักษะการต่อสู้จากมันในบรรดาสัตว์เทวะทั้งสี่ มังกรชิงหลงนับว่าเก่งกาจที่สุด พลังทุกด้านของมันแข็งแกร่งมากสมกับที่เป็นเชื้อสายของมังกร แต่กระนั้นก็ยังนับว่าอ่อนด้อยกว่าเขามากเพราะนอกจากเขาจะเป็นเชื้อสายมังกรจักรพรรดิแล้วยังเสริมความโกงด้วยพลังและอาวุธวิเศษจากสัตว์เทพทั้งสามตัวมาแล้วด้วย การต่อสู้ที่ควรจะต้องยากลำบากมากในคราแรกจึงได้เปลี่ยนเป็นความได้เปรียบที่มีอย่างมหาศาล เมื่อการต่อสู้อยู่ในสถานการณ์ที่พอจะรับมือได้ เฟยหลงจึงได้ใช้ลูกไม้เดิมเหมือนที่เคยใช้กับปีศาจงูหมื่นปีมาต่อกรกับมังกรฟ้าชิงหลง นั่นคือการแบ่งรับแบ่งสู้เพื่อศึกษาทักษะและท่วงท่าการต่อสู้จากมันนำมาใช้สวนคืนกลับไป และดูเหมือนว่าทักษะทางด้านการเรียนรู้การต่อสู้ของเขาจะเก่งกาจเป็นพิเศษ สังเกตได้ตั้งแต่ในตอนที่เรียนการต่อสู้จากปีศาจงูแล้วที่เขาดูจะเข้าใจและจดจำท่วงท่าต่างๆ ได้อย่างว่องไว ทำให้ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันก็สามารถเชี่ยวชาญการต่อสู้ในแบบมังกรได้จนครบถ้วนสมบูรณ์แบบเมื่อเอาชนะมันได้แล้วของวิเศษที่เขาได้รับจากมันก็คือกรงเล็บมังกรที่กลายมาเป็นถุงมืออันแข็งแกร่งมาก สำหรับเฟยหลงที่ยังไม่โตเต็มที่ กรงเล็บของมังกรชิงหลงนี้นับว่าแข็งแกร่งกว่ากรงเล็บจริงๆ ของเขามาก แต่เฟยหลงก็เชื่ออย่างจริงจังว่าหากเขาเติบโตเต็มที่แล้ว กรงเล็บของเขาเองจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้แน่นอน แต่ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่โตก็ไม่จำเป็นจะต้องปฏิเสธการใช้งานของที่ดีกว่า…สิ่งต่อมาที่เขาได้จากมังกรฟ้าชิงหลงก็คือพลังในการควบคุมธาตุน้ำและไม้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เฟยหลงได้เข้าใจความรู้สึกที่สดชื่นของเสี่ยวจื่อยามที่ได้ดูดกินน้ำผ่านรากไม้ เพราะเมื่อเขาได้รับพลังนี้มาและลองใช้มันแล้วก็พบว่ามันชวนให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าไม่น้อย แม้จะไม่อิ่มหนำเท่ากับการฆ่ากินเนื้อสัตว์ต่างๆ แต่ก็อยู่ท้องและช่วยให้เขาไม่ต้องอดตายได้ยามที่ร่างกายขาดอาหาร แต่ก็นั่นแหละ… พลังควบคุมน้ำและไม้มีประโยชน์มากกว่าการเอามาเล่นเลียนแบบเสี่ยวจื่อเป็นไหนๆ ที่สำคัญคือเมื่อมันรวมกับพลังธาตุมืดของเขาแล้วก็ทำให้เขาสามารถดูดกลืนพลังชีวิตและดวงจิตคนได้ด้วย และผู้ที่ถูกเขาสูบดวงจิตออกมาจนหมดร่าง คนๆ นั้นก็จะดับสลายไม่อาจวนมาจุติได้อีก นับว่าอันตรายกว่าการดูดพลังบำเพ็ญที่คนทั่วไปทำได้มาก และก็นับว่าน่ากลัวมากเลยทีเดียวช่วงเวลาแห่งการต่อสู้พัฒนาตนเองนี้ยาวนาน ทว่าก็รวดเร็วจนน่าใจหาย เฟยหลงท่องเที่ยวไปทั่วดินแดนลับแลสลับกับการแวะเวียนกลับมาหาเสี่ยวจื่อ บางครั้งก็หายไปเพียงแค่ครึ่งวัน แต่บางครั้งก็หายไปร่วมครึ่งเดือนแล้วแต่ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้และความสมบูรณ์ของร่างกาย กว่าจะต่อสู้รวบรวมพลังและของวิเศษจากสัตว์เทวะทั้งสี่ได้จนครบก็กินเวลาถึงสามร้อยปี และก็นับเป็นสามร้อยปีที่ได้ใช้ชีวิตแวะเวียนอยู่ใกล้ๆ เสี่ยวจื่อในดินแดนลับแล จนในตอนนี้เฟยหลงมีอายุจริงๆ เกือบได้เก้าร้อยปี ร่างมนุษย์เทียบเท่าเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีแล้ว แต่พลังบำเพ็ญกลับมีมากมายหลายแสนปี ซึ่งนับว่ามากมายจนน่าใจหาย อีกทั้งฝีมือการต่อสู้ยังนับว่าเก่งกาจนักจนในดินแดนลับแลนี้ นอกจากสิ่งมีชีวิตระดับบรรพกาลที่ยังคงแอบซ่อนอยู่ได้ก็นับว่าไม่มีอะไรสามารถมาต่อกรเขาได้อีกแล้วเพราะแบบนั้นในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเอาชนะสัตว์เทวะได้ เฟยหลงจึงคิดว่าจะไม่กลับไปหาเสี่ยวจื่ออีก เพราะคิดว่าตนเองไม่ได้ต้องการพลังแค่ไม่กี่หมื่นปีของเสี่ยวจื่ออีกต่อไปแล้ว นับว่าหมดประโยชน์ต่อกัน แต่ความคิดถึงอย่างประหลาดยามไม่ได้เจอหน้าก็ทำให้เฟยหลงเผลอกลับไปหาในที่สุดจนได้รับรู้ในความเป็นจริงที่นับว่าน่าแปลกมากตอนที่เขายังพลังน้อย เขาก็สัมผัสพลังของเสี่ยวจื่อได้น้อยและเบาบางมาก แต่ในทุกจังหวะชีวิตก็ยังรับรู้ได้ว่าเสี่ยวจื่อนั้นมีพลังบำเพ็ญมากกว่าเขาอยู่เสมอ แต่เมื่อเขาเริ่มเอาชนะสัตว์เทวะได้ทีละตัวๆ สะสมพลังบำเพ็ญได้มากขึ้นๆ เขามั่นใจว่าพลังของตนเองจะต้องเหนือกว่าเสี่ยวจื่อแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมาพบหน้าค่าตากันอีก เขาก็ได้รู้ว่าพลังของเสี่ยวจื่อแท้จริงแล้วก็ยังมีอยู่อีกมาก และมากกว่าเขาในทุกระดับขั้นอยู่เสมอ….มันจึงนำมาซึ่งความสงสัยที่มากมายขึ้นในทุกๆ วัน ว่าแท้จริงแล้วเจ้าต้นไม้โง่เสี่ยวจื่อของเขานั้นเป็นใครกันแน่…. ลองว่ามีพลังบำเพ็ญมากมายยิ่งกว่าสัตว์เทวะจากบรรพกาลสี่ตัวรวมกันเช่นนี้ คงไม่แคล้วว่าเสี่ยวจื่อเองก็นับเป็นภูติต้นไม้จากบรรพกาลเช่นเดียวกันหรอกนะ….'มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน… เจ้าต้นไม้บ๊องไร้สตินั่นน่ะเหรอ…'
    ______________________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า