ณ ห้องนั่งเล่นฝั่งปีกตึกทางด้านขวาของตำหนักใหญ่
ท่านชายเล็กทรงประทับนั่งอย่างสำราญหทัยพร้อมด้วยภริยาทั้งสองที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวังวิจิตราลัยใหม่ ๆ หมาด ๆ ทรงเกษมสำราญด้วยอารมณ์ดียิ่ง โดยมีหญิงสาวทั้งสองขนาบข้างคอยบีบนวดและปรนนิบัติอยู่ไม่ห่างองค์
ในเมื่อท่านชายเล็กยอมรับต่อเสด็จพระองค์ชายแล้วว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพวกเธอทั้งสองจริง ก็ทรงรับผิดชอบ พร้อมทั้งเชิญเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกันถึงในตำหนัก จัดหาห้องพักที่หลับอยู่ อาหารการกิน ข้าทาสบริวาร และอีกสัพเพเหระให้แก่พวกเธอโดยไม่ขัดตกบกพร่อง
แม้ผู้เป็นมารดาอย่างหม่อมเอกจะไม่ชอบใจนักกับการที่ต้องรับผู้หญิงพวกนั้นเข้ามาอยู่ร่วมในตำหนักเดียวกันกับเธอในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ ซึ่งเธอไม่ได้ให้ความยอมรับ และไม่คิดจะร่วมเกี่ยวดองด้วย แต่ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว เพราะในที่สุด หญิงแปลกหน้าสองคนก็ได้ชื่อว่าเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์หลานของหล่อน
เมื่อผู้มีอำนาจของตำหนักอย่างหล่อนย่างกรายมาถึงห้องนั่งเล่นที่ท่านชายเล็กประทับอยู่ ใบหน้าผุดผ่องของหล่อนสงบนิ่ง แต่เปี่ยมด้วยความขุ่นข้องใจ เมื่อนั้น สองหม่อมสาวสวยของโอรสจึงรีบปลีกตัวออกจากการกอดกุม และรีบพาตนเองออกไปจากที่นี่โดยด่วนเสีย เพราะคาดเดาจากสีหน้าของแม่สวามีแล้ว เป็นอันเข้าใจว่าคงไม่อยากให้พวกเธออยู่ระเกะระกะลูกกะตานัก
ขณะนี้ ภายในห้องจึงเหลือเพียงผู้เป็นมารดากับโอรส และนางบ่าวนั่งคอยรับใช้อยู่ห่างออกไป หล่อนวางก้นลง ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายคล้ายกับว่าอึดอัดเต็มประดา ก่อนจะเริ่มต้นประโยคสนทนาว่า
“ชายนะชาย ไม่น่าเลย ควรจะเล่าให้แม่ฟังบ้าง มีหรือไปคว้าเอาผู้หญิงพรรค์นั้นมาเป็นหม่อม พวกเต้นกินรำกิน ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่รู้ผ่านชายใดมาบ้าง พวกอีนางโมรากากี เสนียดจัญไร”
ฝ่ายท่านชายเล็กเองก็ทรงถอนปัสสาสะเช่นกัน ทรงเบื่อที่มารดายกเรื่องนี้มาบ่นไม่จบไม่สิ้น “โธ่ หม่อมแม่ ชายทำพวกเธอท้องไปแล้วนี่ จะให้ทำอย่างไร เสด็จพ่อก็ไล่เบี้ยชายจนชายต้องสารภาพตามจริง ไม่อย่างนั้นเสด็จพ่ออาจจะกริ้วยิ่งกว่านี้ก็ได้”
“หึ แน่สิ นี่ยังดี อย่างน้อยชายเล็กของแม่ก็เลือกหลับนอนกับผู้หญิงริงเรือ มีลูกหลานสืบราชสกุล มิใช่ไปใฝ่ต่ำอย่าง…” หล่อนเว้นชื่อบุคคลนั้นไว้ เพราะเมื่อใดที่เอ่ยถึง หล่อนก็สะอิดสะเอียน คับแค้นใจเข้าไส้ตั้งแต่สมัยหม่อมแม่ของท่านชายเดียวมาโน่นแล้ว
“ใครหรือหม่อมแม่” ท่านชายเล็กทรงกระตือรือร้นที่จะรู้
“โอ๊ย ก็เหมือนท่านชายเดียวน่ะสิเพคะ หม่อมฉันล่ะไม่อยากจะพูด นี่ถ้าท่านชายเล็กทรงเห็นกับเนตรนะเพคะ บอกเลยว่า-”
“นังเผือก” ผู้เป็นนายปรามให้นางบ่าวหยุดพล่าม มันบอกไม่อยากพูด แต่ที่กำลังทำอยู่กลับตรงกันข้าม ช่างปากมากเสียจริง “ข้าจะบอกชายเล็กเอง เอ็งนั่งเงียบ ๆ ไป”
นังเผือกยิ้มเจื่อน ๆ “ลืมตัวเจ้าค่ะ”
“ชายเดียวเล่นสวาทกับผู้ชายด้วยกัน ชายรู้หรือไม่ลูก”
พอคำบอกกล่าวของหม่อมเอกดังไปเข้ากรรณของหม่อมเจ้าชาย ฝ่ายนั้นถึงกับเบิกเนตรกว้างตะลึงงัน ไม่มั่นหทัยว่าทรงฟังเพี้ยนไปหรือไม่
“อะไรนะหม่อมแม่! ชายเดียวนี่น่ะหรือ”
“นังเผือกมันไปสอดส่องที่เรือนโน้นมา เห็นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลางอ่างอาบน้ำ มิหนำซ้ำ มันยังได้จดหมายเพลงยาวที่ส่งเล่นกันกับผู้ชายมาด้วย ตอนนี้อยู่กับเสด็จพ่อแล้ว” หม่อมเอกสาธยายต่อ
“ชายไม่นึกเลย ว่าอ้ายหน้าฝรั่งนั่นจะชอบอะไรวิตถารอย่างนี้ด้วย หึ ดีแล้วล่ะ เสด็จพ่อจะได้เลิกโปรดมันเสียที แล้วทรงหันมารักชายบ้าง”
“ใช่ลูก ลูกชายของแม่คนนี้มีดีเพียบพร้อม ประสบความงามแต่เมียหลวง ไม่ใช่ไอ้พวกลูกเมียน้อยอย่างนั้น” หม่อมเอกกล่าวอย่างเหยียดมุมปาก
“แล้วอย่างนี้เราจะจัดการกับมันอย่างไรดีหรือหม่อมแม่ ชายอยากเห็นมันโดนเสด็จพ่อกริ้วจะแย่อยู่แล้ว” ท่านชายเล็กทรงดีหทัยจนเนื้อเต้น ดำริว่าอย่างน้อยการที่องค์เองทรงทำผู้หญิงท้องก็ยังดูน่าให้อภัยกว่าสิ่งที่ชายเดียวทรงทำ เพราะไม่ถึงขั้นเสื่อมยศเสียเกียรติ
นางบ่าวเสนอความคิดเห็นขึ้นโดยทันใด “เอาอย่างนี้ดีไหมเพคะ หม่อมฉันจะไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านย่านตลาดรู้ว่าท่านชายเดียวทรงเป็นพวกลักเพศ เล่นสวาทกับผู้ชาย เสด็จท่านจะได้เฉดหัวท่านชายออกจากวังไว ๆ อย่างไรเพคะท่านชาย”
จากนั้น มันก็โดนผู้เป็นนายหญิงบริภาษให้ “นังโง่! ขืนทำอย่างนั้น พวกฉันก็พลอยเสียหายไปด้วยน่ะสิ ราชสกุลนี้ใคร ๆ ในพระนครก็รู้จัก จะทำอะไรต้องดูให้ถี่ถ้วน เดี๋ยวจะกินข้าวต้มกระโจมกลาง”
“แล้วถ้าหากชายเดียวมันไหวตัวทันล่ะ หม่อมแม่” โอรสตรัสถามข้อคิดเห็นถัดมา ท่านชายเองก็ส่งร้อนหทัยอยากจะให้ถึงวันนั้นโดยเร็ว
วันที่หมดคู่แข่งไปเสียที
“ชายไม่ต้องห่วง เรื่องนี้แม่จะหาทางจัดการเอง ชายอยู่เฉย ๆ ไป อย่าเพิ่งไปเล่าให้ใครฟัง เดี๋ยวจะปากต่อปาก” หม่อมเอกกล่าวจบ หล่อนก็ต่อด้วยเสียงหัวเราะสะใจอยู่ในลำคอ ใบหน้างดงามของหล่อนปรากฏชัดเจนด้วยแววชั่วร้าย
คราวนี้สวรรค์อยู่ข้างหล่อน และหากแผนการของหล่อนสำเร็จเมื่อไหร่ เมื่อนั้นท่านชายเดียวทรงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ หล่อนพร้อมแล้วที่จะทวงคืนทุก ๆ อย่างที่เคยเป็นของหล่อนกลับคืนมา
สี่ล้อรถหรูนำเข้าจากเมืองนอกชะลอลงที่ร่มต่นมะม่วงด้านหน้าเรือนไม้ทรงไทยหลังใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่พำนักอยู่ของข้าราชการหนุ่มกระทรวงการคลังและมารดา ไม่บ่อยครั้งนัก ที่เสด็จพระองค์ชายจะเสด็จมาย่านนี้ หากแต่วันนี้กลับให้โอรสองค์สุดท้ายนำเสด็จมา เพราะเหตุอันใดทรงไม่ได้รับสั่งแก่ใครทั้งสิ้น
เมื่อบาทก้าวลงเหยียบพื้นดินของเรือนหลังนี้ พวกบ่าวที่ทำหน้าที่ของตนเองอยู่ก็พลันชวนกันมองมายังรถ บ่าวหลายคนเห็นเป็นท่านชายปิ๋ว ก็ไม่นึกสงสัยอะไร เพราะเสด็จมาที่นี่บ่อยในฐานะพระสหายของลูกชายเจ้าของเรือน หากแต่กับอีกคนพวกมันไม่คุ้น
“คุณด้าวทำความสะอาดเครื่องดนตรีอยู่ศาลาท้ายเรือนเพค่ะ ประเดี๋ยวหม่อมฉันไปตามให้ สักครู่นะเพคะ” นางบ่าวคนหนึ่งวิ่งมารับเสด็จ และทูลความกับท่านชายปิ๋วที่มันคุ้นเคยด้วย ก่อนจะรีบแจ้นออกไปยังท้ายเรือน
หลังจากนั้นหม่อมเจ้าชายจึงทูลถามข้อสงสัยกับพระบิดาว่า “เสด็จพ่อจะมาที่เรือนของนายด้าวทำไมหรือเกล้ากระหม่อม”
“พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยเล็กน้อยน่ะ ชายไม่ต้องขึ้นไปกับพ่อหรอก คอยอยู่ด้านล่างนี่แล้วกัน”
ถึงแม้ว่าเสด็จพระองค์ชายจะรับสั่งเสมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีเนื้อหาสาระสำคัญใดๆ แต่ท่านชายปิ๋วก็ยังไม่ทรงคลายข้อกังขา ทรงเดาเล่น ๆ ว่าเสด็จพ่อจะทรงมีเรื่องอะไรที่ต้องสนทนากับเขาไปมากกว่านี้ หากไม่ใช่เรื่องที่ว่า…
ประสงค์คุยกับเขาด้วยเรื่องของท่านชายเดี่ยว
ผ่านไปได้สักครู่ นางบ่าวได้ไปแจ้งแก่ชายหนุ่มนักดนตรีว่าท่านชายจากวังวิจิตราลัยมาขอเข้าพบ แต่ไม่ได้ออกพระนาม เขาจึงเข้าใจว่าเป็นท่านชายเดียวนั่นเอง ทว่าครั้นมาถึงที่กลางเรือน ก็พบเพียงเสด็จพระองค์ชายประทับนั่งอยู่บนพาไลเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
เขานึกประหลาดใจ ท่านไม่น่าจะมีกิจอันใดต้องปราศรัยกับเขา
ชายหนุ่มเดินค้อมหัวเข้าไปใกล้ ทิ้งกายลงนั่งเบื้องล่าง ก่อนจะปรารภทูล “เสด็จฯเสด็จมาถึงที่นี่ ทรงมีเรื่องใดกับเกล้ากระหม่อมหรือฝ่าพระบาท”
ผู้ทรงศักดิ์กว่าทอดพระเนตรมองใบหน้าคมสันนิ่ง ๆ แล้วจึงตรัสว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ลูกชายฉันน่ะ”
ผู้ฟังไม่อาจตีความในถ้อยพระวาจานั้น จึงมีสีหน้าฉงนเล็กน้อย ท้ายที่สุดเสด็จในกรมฯท่านจึงรับสั่งขึ้นใหม่อีกคำรบ
“ฉันหมายถึง เรื่องสอนดนตรีน่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”
“อ้อ ก็ดีฝ่าพระบาท ท่านชายทรงเข้าพระทัยได้เร็ว เรียนรู้ได้ไว กระหม่อมสอนได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องปวดหัวเหมือนคนอื่นเกล้ากระหม่อม” พ่อนักดนตรีกล่าวชมยิ้มแย้มอย่างออกนอกหน้า นึกภูมิใจในตัวฝ่าบาทของเขาเหลือคณา โดยที่หารู้เลยว่าในขณะที่กล่าวมานั้น เสด็จพ่อบังเกิดเกล้าของอีกฝ่ายทำสีพระพักตร์อย่างไร
เสด็จพระองค์ชายไม่พอพระทัยเป็นที่ยิ่ง ที่เห็นคนต่ำต้อยด้อยศักดิ์กว่าทำตัวสนิทสนมกับพระโอรสของพระองค์เช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะทรงแสดงกิริยาไม่สมควรออกมา เพียงสดับฟังเรียบนิ่งและข่มพระอารมณ์ไว้ในความสงบเสงี่ยม
“หรอกหรือ ขอบใจมากที่เป็นธุระช่วยสอนให้ลูกชายของฉัน อะ นี่สินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ รับไปเสีย” ทรงยื่นเงินในถุงประทานให้จำนวนหลายชั่ง ชายหนุ่มรับมาแล้วพอคะเนจากน้ำหนัก คิดว่าไม่น่าจะใช่เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว
“ขอบพระทัยเกล้ากระหม่อม แต่มันไม่มากไปหรือ อีกอย่าง เกล้ากระหม่อมสอนท่านชายเดียวด้วยใจ ใช่หวังสิ่งตอบแทนใดเลยเกล้ากระหม่อม” เขาแสดงความเกรงใจเหมือนทุก ๆ ครั้ง
“หึ ปากก็บอกไม่หวังสิ่งใด แต่ที่ทำอยู่กลับ…” ทรงเว้นวรรค เพราะตรัสไม่ออก “เอาล่ะ ฉันจะไม่อ้อมค้อม ที่มาวันนี้ก็อยากจะมาบอกให้รู้ ว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปสอนดนตรีชายเดียวอีกแล้ว”
จบพระวาจานั้น ข้าราชการหนุ่มถึงกลับต้องใจกระตุก เกิดความสนเท่ห์ในขมอง เขาทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า “ทะ ทำไมกันล่ะเกล้ากระหม่อม หรือท่านชาย…”
“ชายเดียวจะแต่งงานกับหญิงอ้อเร็ว ๆ นี้แล้ว ฉันอยากให้เขาเอาใจใส่กับเรื่องมงคลของชีวิตตัวเองให้มาก ไม่ใช่ไปเกลือกกลั้วทำอะไรสิ้นคิด”
“ตะ แต่งงานเร็ว ๆ นี้หรือเกล้ากระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์ทวนพระวาจานั้นอีกครั้ง ไม่อยากจะเชื่อหูของตน แม้จะได้ยินชัดเจนดีแล้วก็ตาม ดวงใจของเขาสั่นระทึกคล้ายสายฟ้ากระหน่ำฟาดลงเต็มรัก
“ใช่ ได้ยินไม่ผิด”
“…”
ไร้เสียงสนทนาใด ๆ ไปชั่วขณะ เขารู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าท่านชายเดียวและท่านหญิงอ้อทรงเป็นพระคู่หมั้นแก่กัน แต่ตลอดมาท่านชายเดียวก็ทรงย้ำเตือนเขาอยู่เสมอ ว่าทั้งสององค์ไม่ทรงคิดเกินเลยแก่กันเช่นนั้น แต่พอมาวันนี้ ได้ยินจากพระโอษฐ์ของเสด็จในกรมฯท่าน ก็พลันต้องไขว้เขว
“ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น ใจหายรึ” เมื่อชายหนุ่มเก็บอาการไม่อยู่ ท่านก็ตรัสถามขึ้น “เฮ้อ ชายเดียวน่ะ เขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกับหญิงอ้อมาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ ก็สมฐานะสมศักดิ์ศรีกันดี ว่าหรือไม่”
“…เกล้ากระหม่อม” เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการกลั่นถ้อยคำออกมา ในระหว่างนั้นตระพังน้ำตาก็แทบจะแตกอยู่รำมะร่อ
“ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว ฉันวานพ่อไปบรรเลงดนตรีในงานด้วยละกัน ขอบใจมาก ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ” ตรัสแล้วทรงหยัดพระวรกายขึ้น ดำเนินลงจากพาไลไปสักนิด หากแต่ยังทรงผินพระพักตร์กลับมายังเจ้าตัว ก่อนดำรัสเปรย ๆ ความว่า “อย่าใฝ่สูงเกินศักดิ์ อย่าใฝ่รักเกินเอื้อม ชายกับหญิงย่อมคู่กันตามปรกติวิสัย พูดเท่านี้ฉันหวังว่าค
งเข้าใจ”
ไรท์กลับมาแล้าจ้า นักอ่านที่น่ารักทุกคน หวังว่าคงจะไม่ลืมกันนะ(หายไปซะนานเลย5555) ให้อภัยกันเ้วยน๊า????