บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 35 แทนบูชาเทพ

            ตอนที่ 35 แท่นบูชาเทพ

            ตูม...พลังรุนแรงกระชากต้นไม้มากมายล้มโค่นลงอสูรมือทองสลายไปฝุ่นทันที ร่างหลี่ถังซานถูกพลังผสานของสามสัตว์อสูรระดับห้ากระแทกจนต้องกระอักโลหิตออกมาคำโตเสื้อผ้าแทบถูกซีกกระชากขาดจนหมด พลังที่ตามมาส่งร่างดีดถอยหลังพุ่งสู่ท้องฟ้าก่อนจะปรากฏผลึกสามก้อนพุ่งออกมาผนึกข่ายพลังรูปสามเหลี่ยมจากนั้นร่างของหลี่ถังซานเลือนหายไป อันเป็นผลจากตรากฎศักดิ์สิทธิ์แห่งมิติ

            ด้านสัตว์อสูรระดับห้าหมีสามหัวถูกพลังดาบที่รุนแรงกระแทกเซถลาถอยหลังไปหลายก้าวก่อนเสียหลักจนต้องนั่งลงกับพื้นวานรโลหิตพุ่งลงจากกลางอากาศกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง แต่ก็สามารถกระโดดขึ้นมายืนอย่างรวดเร็วสายตาดุร้ายมองไปบนฟ้าที่เกิดการระเบิดรุนแรง ก่อนดีดกายตามเด็กชายหินต่อไปราวสายลมหมีสามหัวทั้งสองสลัดหัวทั้งสามไปมาอย่างงุนงง ร่างที่ใหญ่โตทำให้ช้ากว่าช่วงหนึ่งทำให้ถูกทิ้งห่างไปสามสิบเมตรในพริบตาเดียว 

            ด้วยฝีเท้าของเด็กชายหินกับลู่ชางช่วยกันฉุดลู่เฉียวซ้ายขวาเพียงไม่นานก็ออกห่างมาร้อยห้าสิบเมตรแต่แล้วเบื้องหลังบังเกิดเสียงระเบิดของขุมพลังยิ่งใหญ่ คลื่นพลังรุนแรงกระโชกผ่านมาทำเอาเด็กทั้งสามถูกพัดกระเด็นล้มลุกคลุกคลาน เด็กชายหินพลิกตัวขึ้นยืนก่อนผู้อื่นจ้องมองไปทิศทางที่พลังระเบิดออกมา “ศิษย์พี่...”

            “พวกเราไป...” ลู่ชางรีบหันไปคว้าลู่เฉียวที่กลิ้งเป็นลูกขนุนช่วยให้ยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล “อย่าให้ศิษย์พี่หลี่เสียสละสูญเปล่า”เด็กชายหินกัดฟันวิ่งตามไป ในใจคำนึงว่าสักวันหนึ่งตนจะแข็งแกร่งกว่านี้ให้ได้

            โฮก...เสียงวานรโลหิตดังขึ้นไม่ไกลทำให้เหล่าพี่น้องทั้งสามที่เร่งฝีเท้าจนเท้าแทบพันกันใจหายวาบยังดีที่วิ่งต่อไปอีกร้อยเมตรเห็นแม่น้ำขนาดใหญ่ เบื้องหน้าเด็กหญิงหงส์เยี่ยที่ได้รับเสียงลมปราณของหลี่ถังซานให้มารอที่นี่อย่างกระวนกระวายใจเมื่อเห็นทั้งหมดก๋รีบวิ่งเข้ามาอย่างยินดี

            “ศิษย์พี่หลี่ละ...” เด็กหญิงถามขึ้นทันทีที่เด็กชายหินมาถึง

            “ศิษย์พี่ต้องตามมาแน่นอน” เด็กชายหินตอบอย่างมั่นใจตอนนี้เด็กชายนับถือหลี่ถังซานอย่างมาก

            “ไป อย่าให้ศิษย์พี่ห่วงหน้าผวงค์หลัง วานรโลหิตไล่มาแล้ว”เด็กหญิงหงส์เยี่ยที่เป็นหญิงกลับเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดรีบสั่งให้ทั้งหมดวิ่งไปที่แม่น้ำ

            เมื่อทั้งสี่มาถึงก็เห็นเรือไม้สีดำลำหนึ่ง เจ้าอ้วนลู่เฉียวถูกดีดขึ้นไปก่อนเพื่อนโดยหงส์เยี่ยตามด้วยลู่ชาง และเฮงฉีเทียน ส่วนเด็กหญิงหงส์เยี่ยยืนผนึกพลังลมปราณจนถึงขีดสุดสายตาเนตรพันลี้เห็นวานรโลหิตเข้ามาในระยะห้าสิบเมตรแล้วธนูม่วงทองเปล่งประกายสีม่วงเข้มออกมา รอจนวานรโลหิตเข้ามาในระยะสามสิบเมตรเด็กหญิงกระโดดขึ้นไปบนเรือ ธนูม่วงทองส่งเสียงกระหึ่มพลังปราณสวรรค์รอบทิศใหลวนเข้าสู่ธนูราวกับสายเมื่อวานรโลหิตเข้ามาถึงระยะยี่สิบเมตรธนูม่วงทองสะสมพลังถึงขีดสุดดวงตาใสกระจ่างของหงส์เยี่ยจ้องเขม็ง มุมปากมีเลือดใหลลงมา

            ซูม...พลังธนูพุ่งวาบออกไปราวกับพลังปืนใหญ่ส่งเข้าหาวานรโลหิตประหนึ่งจะบดขยี้ให้เป็นจุล พร้อมกับเรือเล็กสีดำติดเครื่องยนต์หลายร้อยแรงมาพุ่งออกจากฝั่งราวกับจะเหินบิน

            ตูม....วานรโลหิตผสานสองมือทุบลงต้านอย่างไม่หวั่นแต่พลังธนูเร็วยิ่งกว่าที่มันคิดมากนัก พุ่งเข้าใส่คอหอยอย่างจังจนร่างลอยขึ้นจากพื้นก่อนร่วงลงมาอย่างหนักหน่วงชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่อาจลุกขึ้นได้รอจนเรือแล่นออกไปไกลมากแล้ววานรโลหิตค่อยลุกขึ้นมาใช้สองมือทุบอกอย่างถี่รั่วส่งเสียงคำรามอย่างขุ่นเคือง

            “เป็นธนูที่ร้ายกาจมาก”เด็กชายหินรู้สึกทึ่งกับฝีมือธนูของหงส์เยี่ยมากๆ

            “เอ๊ะ...” เด็กชายหินรีบเข้าไปประคองหงส์เยี่ยที่ค่อยทรุดตัวลงเปลือกตาพริ้มลงสั่นไหวเป็นระยะ แสดงถึงอาการบาดเจ็บไม่ธรรมดา

            วิชาธนูที่หงส์เยี่ยใช้ออกเป็นพลังขั้นที่สอง เป็นการรวมรวบพลังปราณสวรรค์จากรอบทิศทางผนึกรวมเป็นหนึ่งสร้างพลังสังหารรุนแรงกว่าผู้ใช้ถึงสองเท่าแลกกับการเผาผลาญลมปราณเกินครึ่งในการใช้ครั้งเพียงเดียว  ในตอนนี้หงส์เยี่ยความจริงไม่อาจใช้ออกได้การฝืนใช้ย่อมนำพาอาการบาดเจ็บมาสู่ตนมากนัก

            เด็กชายหินใช้วิชารักษากับพลังปราณจากผลึกสวรรค์ขั้นต่ำสิบก้อนช่วยฟื้นฟูให้กับหงส์เยี่ยภายใต้สีหน้ากังวลของลู่เฉียว ลู่ชางโดยเฉพะเจ้าอ้วนลู่เฉียวในดวงตามีความซับซ้อนหดหู่ตอนนี้ตัวมันนับว่าอ่อนแอและเป็นภาระที่สุดความรู้สึกผิดนี้ทำให้เด็กอ้วนรู้สึกเจ็บใจต่อความอ่อนแอของตนเองเป็นครั้งแรก จวบจนเด็กชายหินรักษาจนหงส์เยี่ยฟื้นคืนพลังเกินแปดส่วนในสิบเรือลอยมาถึงอีกฝั่งพอดี

            เด็กทั้งสี่ลงจากเรือ จ้องมองข้ามแม่น้ำไปอย่างคาดหวัง ความกังขาต่อหลี่ถังซานกลายเป็นความชื่นชมความเย่อหยิ่งสมควรกับพลังฝีมือที่เหนือคนขณะที่ทั้งสี่มองไปยังแม่น้ำคาดหวังว่าศิษย์พี่จะข้ามฝั่งมานไม่ช้า ที่ด้านหลังพลันปรากฏความปั่นป่วนของมิติรอจนเด็กทั้งสี่หันมามอง หลี่ถังซานที่ทุกคนรอปรากฏกายขึ้นในสภาพบาดเจ็บร่างกายยับเยินบาดแผลน้อยใหญ่มากมาย ใบหน้าขาวซีดเลือดไหลออกมาจากปากไม่หยุดดวงตาที่หรี่ปรือมองมาทางเด็กชายทั้งสามแค่นเสียงอย่างอ่อนล้าก่อนจะสลบว่า

            “พวกเจ้าขยะ ทำให้ข้าต้องเสียตรากฎศักดิ์สิทธ์ไปถึงสองชิ้น”

            ลู่เฉียวกับลู่ชางได้แต่ยิ้มขื่นไม่อยากยอมรับแต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอดจะหดหู่ต่อฝีมือตนเองไม่ได้

            “พวกเจ้าอย่าท้อแท้ไป พวกเราทั้งสี่ยังก้าวหน้าได้อีก”เสียงเด็กชายหินกล่าว 

            เด็กชายหินกับหงส์เยี่ยรีบเข้าไปดูอาการบาดเจ็บของศิษย์พี่หลี่เด็กชายหินถึงกับหยิบเอาผลึกสวรรค์ขั้นกลางออกมาใช้พลังลมปราณผสานกับปราณสวรรค์จากผลึกสวรรค์รักษาอาการภายนอกจนหายดีกินเวลาไปกว่าครึ่งวันทั้งหมดรอหัวหน้ากลุ่มฟื้นตัวอีกหนึ่งวัน แต่หลี่ถังซานยังไม่ฟื้นขึ้นมาหงส์เยี่ยคำนวณเวลาดูเห็นว่าเสียเวลามากเกินไปแล้ว หากไม่รีบเดินทางจะคลาดเวลาดวงดาวที่จะมาถึงจึงได้ให้ลู่เฉียวกับลู่ชางทำแคร่ไม้ เพื่อนำร่างหลี่ถังซานเดินทางต่อทันที

            ภารกิจที่ดูเรียบง่ายกลับกลายเป็นภารกิจแฝงอันตรายอย่างมากตอนนี้ได้แต่อาศัยดวงตาเนตรพันลี้ของหงส์เยี่ยช่วยสำรวจทางเดินก่อนตลอดเส้นทางสำหรับหงส์เยี่ยการใช้เนตรพันลี้ตลอดเวลาในพลังฝึกปรือระดับกำเนิดพลังถือว่ากินแรงอย่างมากยังดีที่เด็กชายหินมีผลึกสวรรค์ขั้นต่ำอีกพันเม็ดคอยฟื้นฟูพลังถึงกระนั้นยังนับว่าเป็นภาระกับดวงตาอย่างมาก

            ขณะเดินทางเด็กชายหินขอให้หงส์เยี่ยถ่ายทอดเคล็ดวิชาเนตรพันลี้ให้แม้เด็กหญิงจะบอกว่าเป็นบันทึกโถงชะตาผู้อื่นไม่อาจฝึกปรือได้แต่ก็ทนอ้อนวอนไม่ไหวจึงส่งเคล็ดความให้ในจิตสำนึกอย่างไม่มีเก็บรั้ง

            เพียงสำนึกวิชาเนตรพันลี้ปรากฏในห้วงสำนึก เด็กชายหินเสมือนเป็นเทพหยั่งรู้กลับชาติมาเกิดสามารถตีความเข้าใจขั้นต้นได้แทบจะทันทีขอเพียงมีเวลาให้ฝึกฝนเล็กน้อยอาจสามารถใช้เนตรพันลี้ได้แม้แต่หงส์เยี่ยที่ได้รับเลือกจากโถงชะตายังต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนกว่าจะมาเข้าใจขั้นต้นได้การหยั่งรู้ต่อสรรพวิชาของเด็กชายหินนับเปรียบกับสัตว์ประหลาดได้อย่างไม่เกินเลย

            “ฉันบอกแล้วว่าผู้อื่นฝึกปรือไม่ได้”เด็กหญิงหงส์เยี่ยเห็นเด็กชายหินทำหน้านิ่งงันไปจึงกล่าวขึ้นโดยไม่รู้ว่าเด็กชายหินกำลังตีความขั้นกลางของเนตรพันลี้ต่ออย่างลืมตน

            หงส์เยี่ยเห็นเด็กชายหินนิ่งเงียบไม่ตอบคิดว่ากำลังดันทุรังฝึกปรือก็ไม่กวนใจ หันไปดูหลี่ถังซานที่ยังหลับไม่ได้สติได้แต่เดินนำทางไปอย่างเงียบๆต่อไป ยังดีที่นับตั้งแต่ข้ามแม่น้ำมาได้พื้นที่แปรเปลี่ยนเป็นป่าโปร่งเดินเหินสบายกว่าป่าดำมากนักอีกทั้งไม่มีสัตว์อสูรรบกวนอีกแม้แต่ตัวเดียว 

            เวลาผ่านไปกว่าอีกสิบห้าชั่วโมงเด็กทั้งห้าเดินตัดออกจากป่าโปร่งจนมาถึงลานหินขนาดใหญ่กว่าสามสิบไร่ตรงกลางมีสิ่งปลูกสร้างสีเทาหม่นที่พังทลายลงมากว่าเจ็ดส่วนแต่ยังพอมองออกว่าเคยเป็นสถานที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ในที่สุดทั้งห้าก็มาถึงวิหารแท่นบูชาเทพแห่งชีวิต

            “ในที่สุดถึงสักที พวกเจ้าเดินกันช้าจริงๆ เกือบจะไม่ทันเสียแล้ว”เสียงหลี่ถังซายดังขึ้นก่อนโดดลงจากแคร่ราวกับไม่เคยบาดเจ็บมาก่อนแสดงว่าอาการบาดเจ็บหายดีนานแล้ว

            “อะไร...ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้า เพียงให้ข้านอนสบายไม่กี่ชั่วโมงเอง”หลี่ถังซานหันไปกล่าวเมื่อเห็นลู่เฉียวกับลู่ชางส่งสายตาดุดันราวกับจะต่อว่าต่อขานสักคำที่ให้ตนเองหามมายาวนานจนเมื่อยล้า

            “ได้ๆ  ผู้ใดใช้ให้พวกข้าไร้ฝีมือกัน”ลู่เฉียวอารมณ์ครุกรุ่นแต่ต้องทำใจ ดยนแค่ไม้ทิ้งไปอย่างหงุดหงิดไม่มีที่ระบาย

            “รู้ตัวก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องย่ำอีกครั้ง....ห้า ห้าห้า” หลี่ถังซานหัวร่ออย่างทรนงเดินล้ำหน้าทุกคนเข้าไปที่แท่นบูชาก่อนทุกคน

            ลู่เฉียวแค่นเสียงดังหึอย่างอัดอั้นได้แต่เดินตามไปด้วยอารมณ์ไม่มีที่ระบายจนมาถึงข้างกายลู่ชางยกมือตบไปที่บ่าอย่างแรงจนเด็กชายผอมร้องลั่นออกมา

            “เจ้าเก่งกว่าข้า หากวันใดมีความสามารถพอฝากตบกะโหลกศิษย์พี่สักทีนะ”

            “ตอนนี้ข้าตบเจ้าก่อนดีไหม ตีลงมาได้เจ็บน่าโว๊ย...”

            ลู่เฉียวหัวร่อแห้งๆแก้เกี้ยวก่อนจะรีบวิ่งตามเด็กชายหินที่มุ่งหน้าไปถึงแท่นบูชาเทพตามหลังหลี่ถังซานไปติดๆ

            แท่นบูชาเทพแห่งชีวิต เป็นวิหารโบราณอายุนับหมื่นปีถูกสร้างจากโลหะศิลาสุดแข็งแกร่งที่ไม่น่าจะถูกทำลายลงได้แต่ก็ยังพังทลายลงจนแทบไม่เหลือสภาพสมบูรณ์เชื่อกันว่าเป็นวิหารที่ใช้ฝึกปรือบ่มเพราะพลังของเทพบรรพกาลโบราณผู้หนึ่งที่มีขนาดมหึมาสมบัติของวัตถุโบราณที่อาจหลงเหลืออยู่ย่อมไม่มีของด้วยค่าจึงได้เกิดภาระกิจสำรวจขึ้นมาเมื่อสามร้อยปีก่อนเฮงหลันเทียนก็ได้รับภาระกิจแท่นบูชาแห่งนี้เพียงแต่ตอนนั้นยังเป็นภารกิจระดับสอง มีสัตว์อสูรยึดครองพื้นที่อยู่ก่อนมากมายแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคณะสำรวจเดินทางมาแต่ยังคงมีสัตว์อสูรระดับสูงๆปรากฏมายึดครองทุกๆปีหากแต่หลังจากเฮงหลันเทียนได้รับของมีค่าส่วนหนึ่งไปและยังได้ตั้งหอคอยแห่งแสงที่แดนชั้นสองเกิดเป็นรัศมีพลังหอคอยครอบคลุมมาถึงแท่นบูชาเทพแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากสัตว์อสูรระดับสูงมานานกว่าสามร้อยปีและเป็นสามร้อยปีที่ไม่มีผู้ใดได้สิ่งใดกลับไปจากภาระกิจสำรวจนี้อีกเลย

            “พื้นที่แท่นบูชามีขนาดใหญ่เวลาดวงดาวที่เคลื่อนผ่านกระชั้นสั้นไม่เกินห้านาทีพวกเจ้าแยกย้ายกันไปประจำตามจุด เมื่อดวงดาวทั้งสามเรียงตัวกันประตูจะเปิดออกหากผู้ใดค้นพบประตูให้ส่งเสียงบอก ต้องเร็วที่สุดเข้าใจนะ”หลี่ถังซานสมกับได้รับมอบหัวหน้ากลุ่ม สั่งการชี้นิ้วออกคำสั่งให้ทุกคนดูแลพื้นที่สำรวจพื้นที่รอบๆจึงถูกแบ่งเป็นสี่ส่วนส่วนตรงกลางเป็นหลี่ถังซานรับหน้าที่สำรวจครอบคลุมพื้นที่ใหญ่สุด

            เด็กทั้งสี่ไม่มีผู้ใดคัดค้านต่างเดินไปตามจุดทิศทางที่แบ่งไว้ชัดเจนเด็กชายหินถูกส่งมาประจำพื้นที่ทิศเหนือซึ่งเชื่อว่าเป็นด้านหน้าประตูใหญ่ของวิหารเทพแห่งนี้มาก่อนเด็กชายเดินสำรวจแบบคราวเพื่อรอเวลาค่ำคืนกำลังมาถึงดวงจันทร์ทั้งสามของโลกเทวะจะลอยเด่นขึ้นมา

            “นี่มันวิหารเทพผู้สร้าง”เสียงเทพอสูรดังขึ้นในหัวเด็กชายหินอย่าตื่นเต้น“ไม่คิดว่าจะอยู่ตรงนี้” เสียงกล่าวประหลาดใจดังตามมาติดกัน

            “เทพผู้สร้างหรือปู่?” เด็กชายหินกล่าวถามใคร่อยากรู้

            “อืม...ใครเป็นปู่เจ้ากัน ข้าคือเทพอสูรไม่มีหลานมาก่อน”

            “เอาน่าปู่ บอกทีสิเทพผู้สร้างเป็นใคร” เด็กชายหัวร่อรบเร้าต่อไป

            “...เทพผู้สร้างเป็นเทพบรรพกาลที่เก่าแก่กว่ายุคที่พวกข้าอยู่อีกแสนปียังจำได้ว่าพวกข้าเหล่าเทพได้พยามตามหาวิหารเทพผู้สร้างมายาวนานแต่ไม่เคยพบเจอมาก่อน”

            “อ้าวปู่ งั้นพวกท่านก็ไม่ใช่เทพสูงสุดของโลกบรรพกาลอ่ะดิ”

            “เออ...ไม่ใช่แต่พวกข้าก็ยังเป็นผู้อยู่จุดสูงสดของเขตแดนแห่งเทพนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเจ้าจะให้พวกข้าขึ้นไปเทียบกับเทพผู้สร้างทั้งสิบสองได้อย่างไร”เทพอสูรตอบอย่างไม่เต็มปากนัก

            “ว่าแล้ว ผมถึงบอกปู่ไง ว่าวิชาในโลกหล้าล้วนแต่ไม่มีที่สิ้นสุดมีแต่หนทางที่เป็นที่สุด” เด็กชายหินกล่าวกระหยิมยิ้มย่อง

            “หึ..รอให้เจ้าสามารถทำให้วิชาพายุเก้าขั้นก้าวหน้าได้ก่อนค่อยมาเถียงกันเรื่องนี้เจ้าลองเดินไปที่หินสี่เหลี่ยมก้อนนั้นหน่อยสิ”

            เด็กชายหินอมยิ้มก่อนมองหาหินสี่เหลี่ยมที่เทพอสูรบอกจนเห็นหินสีเขียวทรงลูกเต๋าขนาดใหญ่เท่ากับรถตู้ จึงได้เดินเข้าไปดูใกล้ พิจารณาดูหินสีเขียวที่ผิวราบเรียบดั่งกระจกไม่ว่าจะสำรวจรอบทิศก้ไม่เห็นมีจุดใดน่าสงสัยแม้แต่น้อย

            “มีอะไรหรือปู่” เด็กชายหินถามหลังจากไม่พบสิ่งใดผิดปกติจึงวางมือซ้ายสัมผัสไปบนผิวหินเพื่อว่าเทพอสูรจะพบเจอสิ่งใด

            “ใช่จริงๆ” ที่หลังมือซ้ายปรากฏดวงตาออกมา แม้การปรากฏดวงตาจะมีมาแล้วหลายครั้งแต่ทุกครั้งสร้างความตระหนกเล็กๆให้กับเด็กชายเสมอผู้ใดจะไม่ตกใจเมื่อมีดวงตาใสแป้วปรากฏที่หลังมือกัน

            “ใช่อะไร ก็บอกออกมา อย่าได้อมพนำสิปู่ ผมก็อยากรู้”

            “หินเคลื่อนย้าย เป็นหินมิติขนาดยักษ์แต่ดูเหมือนพลังจะเสื่อมสูญไปหมดแล้ว”

            “อ้าวแล้วก็ไม่พบอะไรอะดิ...”

            “เจ้ารอตรงนี้ก่อน อีกเดี๋ยวก็เวลาดวงดาวทั้งสามบรรจบกันมาถึงอาจได้เบาะแสเพิ่มเติม ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าวิหารเทพผู้สร้างที่กล่าวขานจะสู้ที่พวกข้าสร้างไว้หรือไม่” น้ำเสียงเทพอสูรบ่งบอกถุงความภาคภูมิใจอย่างมาก

            “ ท่านปู่ก็มีวิหารเป็นของตัวเองด้วยเหรอ อยู่ที่ไหนอะครับ”เด็กชายถามอย่างตื่นเต้น

            “แน่นอน พวกข้าคือเทพที่ยิ่งใหญ่ในโลกหล้าวิหารของพวกข้าย่อมมีของล้ำค่าเก็บไว้มากมายเพียงหยกสวรรค์ที่มีปราณสวรรค์มหาศาลกว่าผลึกสวรรค์ที่พวกเจ้าใช้อยู่มากมายมายนักก็มีมากกว่าหมื่นก้อน สรรพวิชาชั้นสวรรค์มีเป็นห้องแทบถมกันตาย ห้า ห้าห้าพวกเจ้ามันยังกระจอกเกินไปที่จะไปที่นั้น ถึงรู้ไปก็เปล่าประโยชน์”เทพอสูรรู้สึกยินดีปรีดามากที่ไดพูดข่มเด็กชายหินได้“หากเจ้ายอมกราบข้าเป็นอาจารย์ข้าอาจเปลี่ยนความคิดมอบเส้นทางให้เจ้าก็ได้ขอเพียงเจ้าค้นพบวิหารของข้าได้ เมื่อนั้นเจ้าจะกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธระดับเทพที่ทรงอำนาจสูงที่สุดในโลกหล้าใบนี้แน่นอน”

            “ไม่ดีกว่า...” เด็กชายเอ่ยเสียงไร้อารมณ์ก่อนนั่งเอาหลังพิงหินสีเขียวอย่างไม่ใส่ใจ

            “@#$%”เทพอสูรสบถเบาๆหลายคำก่อนหลับตาลงอย่างไม่สนใจเช่นกัน

            เวลาค่อยผ่านไปในที่สุดฟ้ามืดลงดวงจันทร์ทั้งสามปรากฏบนฟ้าจากนั้นใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงดวงจันทร์ทั้งสามเรียงเป็นแถวเดียวได้เวลาประตูวิหารเทพเปิดแล้ว เด็กชายข่มความตื่นเต้นมองสาดสายตามองหาก่อนกระโดดขึ้นไปยืนบนก้อนหินเพื่อมองไปรอบทิศ ไม่ทันสังเกตว่าที่นิ้วโป้งมือขวาที่สวมใส่แหวนที่มารดามอบให้มาเรืองแสงสีเขียวจางๆขณะนั้นเองก้อนหินสีเขียวทรงลูกเต๋าค่อยๆเปล่งแสงสีเขียวเรื่อขึ้นมา ก่อนแสงสีเขียวจะใหลครอบคลุมร่างเด็กชายหินสร้างความตื่นตระหนกแก่เด็กชายอย่างมาก

            “ประตู....” เสียงเด็กชายหินกังวานดังลั่นครอบคลุมทั่วบริเวณซากโบราณก่อนร่างจะเลือนหายไป

            วูบ...หลี่ถังซานมาถึงอย่างเรวดเร็ว หงส์เยี่ย ลู่ชางตามมาติดๆลู่เฉียวมาช้าไปบ้าง แต่ทั้งหมดมาถึงเด็กชายหินหายไปแล้วพร้อมกับแสงสีเขียวที่หินลูกเต๋าค่อยเลือนหายไปจนกลายเป็นก้อนหินสีเขียวธรรมดาทั้งที่เวลาเปิดประตูยังไม่ครบดั่งที่มีบันทึกบอกไว้

            “พี่ใหญ่...” หงส์เยี่ยสะโกนเรียกอย่างห่วงใย

            “ไม่มีประโยชน์ นี่น่าจะเป็นประตูมิติ กระแสความปิดเบื้อนเพิ่งจางไป”หลี่ถังซานถอนฝ่ามือออกจากก้อนหินสีเขียว

            ตูม....กล่าวจบหลี่ถังซานฟาดพลังฝ่ามือใส่ก้อนหินสีเขียวอย่างแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือนหินเขียวไร้ปฏิกิยาและริ้วรอยใดๆ

            “เฮ้ย...หากหินเคลื่อนย้ายแตก พี่ใหญ่กลับมาไม่ได้สิ”ลู่ชางทำท่าจะเอาเรื่องสนับมืออสูรมายาปรากฏบนมือแล้ว

            “เหอ..เจ้ากระจอก คิดจะลงมือกับข้ารึ” หลี่ถังซานเงยหน้าส่งสายตาอำมหิตจ้องมองก่อนลุกขึ้นยืนก้าวเข้าหาลู่ชางอย่างเอาเรื่องเช่นกันลู่เฉียวรีบเดินไปอยู่ด้านหลังลู่ชางพร้อมสนับสนุนแม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ตาม

            “ศิษย์พี่หลี่ เจ้าสามเจ้าสี่ หยุดเลย”หงส์เยี่ยหญิงเพียงหนึ่งเดียวเข้ามายืนขวางทั้งสองฝ่าย หนึ่งใช้สายตาอ้อนวอนหนึ่งใช้สายตาดุร้ายใส่

            “พวกโง่ หากหินเคลื่อนย้ายโบราณนี้ถูกข้าทำลายได้มันคงไม่คงรูปร่างสมบูรณ์ถึงตอนนี้หรอก”หลี่ถังซานสะบัดหน้าหันหลังให้กับพวกเด็กทั้งสามในใจนึกถึงคำสั่งลับจากเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดสั่งไว้ก่อนเดินทางว่าให้จับตาดูเฮงฉีเทียนให้ดี การที่หลี่ถังซานจะส่งเด็กชายหินมาประจำทิศเหนือซึ่งสัณนิฐานว่าเป็นประตูใหญ่ทางเข้าวิหารในอดีตล้วนเป็นแผนการทั้งสิ้นภายใต้การจับตามองอย่างใกล้ชิดยังมาช้าไปก้าวหนึ่ง แล้วจะไม่ให้หงุดหงิดได้อย่างไร

                                             ...............

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเทพสงคราม ที่คุณอ่าน