การรับประทานอาหารมื้อนั้นเป็นไปอย่างมีความสุขโดยเฉพาะเสี่ยวเอ้อและคนของโรงเตี๊ยมประตูมังกร ในสายตาของพวกเขากลุ่มศิษย์สำนักเสียงสวรรค์กลายถุงเงินถุงทองที่นำลาภก้อนใหญ่มาให้แก่พวกเขา
เวลาผ่านไปเรื่อยๆในยามสายโรงเตี๊ยมประตูมังกรเริ่มมีผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนมากผู้คนเหล่านั้นจะมาจากสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดาราซึ่งเสี่ยวเอ้อก็ได้ทำการลงมือสนับสนุนและหลอกล่อให้ผู้คนเหล่านั้นสั่งอาหารเลิศรสทั้งหมดเหมือนดั่งเช่นกลุ่มของต๊กโกวฉิวหลง
ห้องครัวของโรงเตี๊ยมประตูมังกรนับว่าทำงานกันเป็นพัลวันผู้คนเข้าออกอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะหัวหน้าพ่อครัวที่ทำอาหารอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนวันนี้นับว่าเป็นศึกหนักที่หาได้ยากของห้องครัวแห่งนี้เป็นเวลากว่าหลายปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้ทำงานหนักกันเช่นนี้แต่เมื่อนึกถึงเงินทองที่จะตอบแทนกลับมาพวกเขากลับขยันขันแข็งกันมากกว่าเดิมและตอบสนองต่อลูกค้าอย่างดีที่สุด
บรรยากาศของห้องโถงโรงเตี๊ยมประตูมังกรเต็มไปด้วยความครึกครื้นศิษย์พี่ศิษย์น้องของสำนักทั้งสองต่างมารวมตัวกันและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานภารกิจร่วมของทั้งสองสำนักในครั้งนี้ราวกับจะกลายเป็นการชุมนุมชาวยุทธ์ขนาดย่อมไปเสียแล้ว
ผ่านไปอีกหลายชั่วยามในที่สุดห้องหับทั้งหลายของโรงเตี๊ยมประตูมังกรก็เต็มเสียแล้วแต่ก็ยังมีศิษย์ของทั้งสองสำนักมาใช้บริการร้านอาหารแทนพวกเขาทั้งหมดต่างก็ใช้โรงเตี๊ยมประตูมังกรกลายเป็นที่ประชุมวางแผนการณ์ไปในตัวเลยเสียทีเดียวนั่นเพราะทุกคนต่างก็ได้เดินทางมาถึงที่แห่งนี้กันเสียสิ้น เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วยามในที่สุดพวกเขาก็คิดว่าคงไม่มีใครที่จะมาอีกแล้วจึงได้เริ่มการพูดคุยเกี่ยวกับภารกิจร่วมของสองสำนักในครั้งนี้ไปเลย
ในตอนนั้นเองที่โต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ห่างจากโต๊ะของถังเฟยหู่ไม่ไกลเกิดการขยับขึ้นชายผู้มีดวงตาเจ้าเล่ห์ดุจดั่งจิ้งจอกและร่างกายผ่ายผอมได้ยืนขึ้นเขาได้ยกแก้วสุราขึ้นมาในมือก่อนที่จะไปมองไปทางรอบด้านการสังสรรค์ในตอนนั้นกลับหยุดลงโดยพลันคนผู้นี้คือศิษย์ของตำหนักที่สองแห่งสำนักเสียงสวรรค์นามต๊กโกวต้าฟง
ต๊กโกวต้าฟงนับว่าเป็นญาติผู้น้องของต๊กโกวฉิวหลงผู้หนึ่งแม้ว่านามตระกูลต๊กโกวจะโด่งดังมากในแถบแดนใต้เจียงหนานแต่สำหรับต๊กโกวต้าฟงแล้วคนผู้นี้กลับมิได้ดีเทียบเท่ากับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเท่าไหรนักเขามักชอบใช้ชื่อเสียงตระกูฃไปข่มขู่และแย่งชิงของจากศิษย์น้องใหม่ในสำนักเสมอ
เป็นที่รู้ดีว่าต๊กโกวต้าฟงชื่อเสียงฉาวโฉ่ขนาดไหนในสำนักแต่ไม่ว่าอย่างไรตลอดมาเขาก็ได้ต๊กโกวฉิวหลงออกหน้าปกป้องเสมอจึงไม่มีใครกล้าจะทำอะไรต๊กโกวต้าฟงอีกทั้งยังหวาดกลัวเสียด้วยซ้ำไปต๊กโกวต้าฟงจึงมักจะชอบเชิดชูตํกโกวฉิวหลงในทุกโอกาสที่ทำได้เพราะนั่นทำกับเพิ่มอำนาจของเขาในสำนักไปด้วยนั่นเอง
“คาราวะพี่น้องจากสำนักแปดดาราข้าน้อยต๊กโกวต้าฟงจากตำหนักที่สองสำนักเสียงสวรรค์ขอเป็นตัวแทนพี่น้องในสำนักดื่มคาราวะพวกท่าน”ต๊กโกวต้าฟงยกจอกเหล้าขึ้นและคาราวะผู้คนโดยรอบ
ซึ่งในตอนนั้นเองที่ทุกผู้คนต่างยกจอกเหล้าและน้ำชาขึ้นและดื่มกันพร้อมกับต๊กโกวต้าฟงจากนั้นชายหนุ่มดวงตาจิ้งจอกจึงได้กล่าวต่อไป “คิดว่าทุกท่านก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าภารกิจในครั้งนี้สำคัญเพียงใดอีกทั้งพวกสัตว์อสูรทะเลน่ากลัวเพียงใดถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็มีมากมายกว่าพวกเราเยอะนัก…”
ต๊กโกวต้าฟงหยุดกล่าวพร้อมกับลอบสำรวจท่าทีของคนฝั่งสำนักแปดดาราจากนั้นเขาจึงได้กล่าวต่อไป “พวกเราก็เปรียบเสมือนมังกรไร้หัวแม้มีอำนาจอยู่ในมือแต่ก็เคยทำงานร่วมกันมาก่อน อีกทั้งการสู้รบที่สะเปะสะปะก็คงไม่เป็นการดีเท่าไหรนักเช่นนั้นพวกเราควรจะหาหัวมังกรขึ้นมาสักคนเพื่อนำพาพวกเราเข้าสู่รบกับสัตว์อสูรเหล่านั้นเพื่อแบ่งงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเราก็จะไม่เสียเปรียบพวกฝูงสัตว์ทะเลเหล่านั้นเท่าไหรนัก พวกท่านว่าจริงไหม”เมื่อทุกได้ยินเช่นนั้นต่างก็พยักหน้าพลางคิดตามคำพูดของต๊กโกวต้าฟงไปด้วย
“ศิษย์พี่พูดถูกแล้วพวกเราจะทำงานใหญ่โดยไร้ผู้นำไม่ได้”ศิษย์จากตำหนักที่สองสำนักวิญญาณสวรรค์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นคนผู้นี้นั่งอยู่ถัดจากต๊กโกวต้าฟงไปหลายโต๊ะนัก จากนั้นก็มีเสียงผู้คนเริ่มพูดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
โดยผู้ที่ส่งเสียงออกมาสนับสนุนเหล่านั้นคือคนของต๊กโกวต้าฟงที่ส่งไปนั่งตามจุดต่างๆภายในโรงเตี๊ยมประตูมังกรศิษย์น้องเหล่านั้นทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมตามที่ชายหนุ่มตาจิ้งจอกต้องการ เขาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับมองออกไป
ดูเหมือนบทสนทนาที่กระจายออกไปเพราะคนของเขาเริ่มลุกลามไปเรื่องแรงสนับสนุนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆจนแม้แต่สำนักแปดดาราหลายส่วนยังคล้อยตามกระแสของผู้คนที่ต๊กโกวต้าฟงเป็นผู้บงการ
ในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวต้าฟงได้ยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนหยุดและฟังคำกล่าวของเขาเมื่อเห็นว่าทุกคนหันมองมาแล้วเขาจึงกล่าวต่อไป “ในเมื่อทุกคนเห็นตรงกันเช่นนั้นข้าขอเสนอชื่อบุคคลหนึ่งขึ้นมาให้เป็นผู้นำของพวกเรา”ต๊กโกวต้าหลงผายมือไปทางโต๊ะของต๊กโกวฉิวหลง
“ศิษย์พี่ต๊กโกวฉิวหลงแห่งสำนักวิญญาณสวรรค์สำหรับพี่น้องในสำนักคงจะรู้จักศิษย์พี่เป็นอย่างดีแล้ว ส่วนพี่น้องจากสำนักแปดดาราคงจะเคยได้ยืนชื่อเสียงของศิษย์พี่ฉิวหลงมาไม่มากก็น้อยสินะ”ต๊กโกวต้าฟงยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“ถูกต้องข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับอัจฉริยะของสำนักเสียงสวรรค์ผู้นี้มาบ้าง นับว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอจริงๆ”หนึ่งในศิษย์สำนักแปดดาราได้กล่าวขึ้นมา พร้อมกับที่เขาได้หันกลับไปมองศิษย์ร่วมสำนักผู้หนึ่งที่นั่งดื่มชาด้วยท่าทางสบายคนผู้นั้นมีใบหน้าที่อ่อนโยนและตาที่เล็กหยี๋ราวกับเส้นขีด
คนผู้นี้ก็คือมู่หยงหลินเป็นยอดยุทธ์อัจฉริยะผู้หนึ่งจากสำนักแปดดารา แต่เขามักจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหรนัก นั่นเพราะนิสัยส่วนตัวของมู่หยงหลินที่ชมชอบความสุขสงบเกินสิ่งใดจนบางคราดูไปแล้วคล้ายกับว่ามู่หยงหลินเป็นคนที่เกลียดคร้านไม่ชมชอบการต่อสู้หรือฝึกฝนนักแต่แท้ที่จริงแล้วมู่หยงหลินกลับมีความเข้าใจต่อวิชายุทธ์อย่างลึกซึ้งและถึงแม้เขาจะแทบไม่ฝึกเลยก็ตามแต่เขาก็ยังอยู่ในขอบเขตก่อเกิดขั้นหนึ่งซึ่งเทียบเท่ากับต๊กโกวฉิวหลงเลยทีเดียว
ศิษย์สำนักแปดดาราที่กล่าวชมต๊กโกวฉิวหลงได้มองไปทางมู่หยงหลินอย่างเทิดทูนเขาคือหนึ่งในคนที่เชื่อเสมอว่ามู่หยงหลินจะกลายเป็นมังกรที่ยิ่งใหญ่ในสักวันหนึ่งเขาได้กวาดตากลับไปมองต๊กโกวต้าฟงก่อนจะยิ้มออกมา
“…แต่ต๊กโกวฉิวหลงนับว่าเพียงมีคุณสมบัติเพียงพอเท่านั้นแต่คนผู้นี้จะกลายเป็นผู้นำได้อย่างไรเมื่อศิษย์พี่มู่หยงของข้ายังอยู่ที่นี่! ต๊กโกวฉิวหลงไปเป็นตัวสำรองของศิษย์พี่เถอะ!”ศิษย์สำนักแปดดาราผู้นั้นกล่าวออกไปเช่นนั้นคิ้วของต๊กโกวต้าฟงถึงกับกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้นนี่มันคิดจะหักหน้ากันหรืออย่างไร
“หืมมม”ในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนมู่หยงหลินจะเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจดูเหมือนจะมีคนเรียกชื่อของเขานะเขาหันกลับไปมองศิษย์น้องของตนที่อยู่ๆก็ยืนขึ้นและผู้คนทุกคนในโรงเตี๊ยมหันมาทางพวกเขา
“เจ้าว่าอะไรนะศิษย์น้อง?”สีหน้าของมู่หยงหลินดูงุนงงอยู่บ้าง ดูเหมือนเมื่อสักครู่เขาจะไม่ได้ฟังสิ่งใดเลย ดูคนที่มองมาที่เขาต่างทำสีหน้าต่างกันไปบ้างก็ขบขันบ้างก็มึนงง แต่หลายคนของสำนักแปดดารากลับเป็นสีหน้าเหนื่อยหน่าย
สำหรับศิษย์สำนักแปดดารานั้นรับทราบถึงนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยสนใจผู้ใดของมู่หยงหลินมาเนิ่นนานแล้วหลังจากที่มีคนกระซิบกระซาบให้มู่หยงหลินฟังเขาจึงได้ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
หาววว
แต่มู่หยงหลินกลับหาวออกมาด้วยความง่วงจนน้ำตาเล็ดออกมาเขาถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง เขามิได้ตั้งใจจะมาทำภารกิจนี้เสียหน่อยหากมิใช่เพราะอาจารย์ของเขาบังคับมาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้เหล่าศิษย์น้องเขาก็คงไม่แม้แต่อยากจะก้าวออกมาจากสำนักเสียด้วยซ้ำไป
มู่หยงหลินยกชาขึ้นมาดื่มอีกอึกหนึ่งก่อนที่จะลุกขึ้นมา“ให้ต๊กโกวฉิวหลงเป็นหัวหน้าแล้วกันตอนนี้ข้าง่วงนอนแล้ว หาวววว ขอไปนอนก่อนแล้วกันเดี๋ยวก็ต้องตื่นขึ้นสู้กับพวกปลาทะเลเหล่านั้นอีก นี่ศิษย์น้องฝากพวกเจ้าคุยเรื่องแผนยิบย่อยพวกนั้นแล้วกันนะ…ข้าไปนอนจริงๆแล้วละ” มู่หยงหลินทำสีหน้าง่วงก่อนจะวางจอกชาไว้บนโต๊ะจากนั้นจึงได้เดินไปยังห้องพักของตน
“…” เห็นเช่นนั้นแล้วทุกคนถึงกับพูดไม่ออกราวกับเป็นใบ้ไปกันแล้วโดยเฉพาะคนจากสำนักแปดดาราที่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าเป็นอย่างมาก หน้าของศิษย์สำนักแปดดาราส่วนใหญ่ถึงกับดูไม่ได้เลยทีเดียว
ต๊กโกวต้าฟงเห็นเช่นนั้นจึงได้เร่งรีบกล่าวไปอย่างรวดเร็ว“ขอบคุณศิษย์พี่มู่หยงที่ถ่อมตัวและมอบโอกาสให้ศิษย์พี่ฉิวหลง”ต๊กโกวต้าฟงประสานมือคาราวะไล่หลังมู่หยงหลินไปหลังจากพูดอย่างรวดเร็วแทบไม่ได้พักหายใจราวกับคำพูดต๊กโกวต้าฟงได้จองอภิสิทธิ์ตำแหน่งผู้นำไว้ให้ญาติของตนเรียบร้อย
และในเมื่อมู่หยงหลินไม่ต้องการก็คงไม่มีใครคิดแย่งตำแหน่งผู้นำกับคนของตระกูลต๊กโกวอีกต่อไปต๊กโกวฉิวหลงได้ลุกขึ้นยืนและประสานมือคาราวะให้ทุกผู้คนในโรงเตี๊ยมประตูมังกรแห่งนั้น
“ขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ไว้วางใจในตัวข้าเช่นนั้นเรามาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องแผนการณ์ที่จะใช้สู้กับเหล่าสัตว์อสูรทะเลพวกนั้นกันเถอะ” ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวยอมรับแกมบังคับออกไปซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้านแต่อย่างใด
ทั้งสองสำนักต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเกี่ยวกับภารกิจสำนักในครั้งนี้และดูเหมือนมีบางคนที่ได้ออกไปสืบข่าวคราวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆจากผู้คนในเมืองมาเหมือนกันโดยชาวเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาของสัตว์อสูรเหล่านี้อย่างแท้จริง
อาจจะเป็นเพราะว่าทางราชสำนักไม่อยากให้ผู้คนในมณฑลแห่งนี้แตกตื่นกันจนเกิดความวุ่นวาย แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนภายในเมืองรวมถึงชาวยุทธ์ส่วนหนึ่งที่พอทราบว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นภายในเมือง
โดยหลังจากการพูดคุยและถกกันเรื่องนี้ต๊กโกวฉิวหลงจึงให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าหากชาวยุทธ์ภายในเมืองต้องการจะช่วยต่อต้านพวกสัตว์อสูรทะเลก็เป็นเรื่องที่ดีอีกทั้งผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือตัวของพวกเขาเองนั่นเพราะชาวยุทธ์เหล่านั้นจะช่วยเบาแรงของพวกเขาไปได้มากนัก
ส่วนแผนการในการต่อสู้กับพวกสัตว์อสูรทะเลต๊กโกวฉิวหลงได้ตัดสินใจวางกำลังคนของสำนักเสียงสวรรค์ออกเป็นสามส่วนพวกแรกคือคนที่ถนัดและเชี่ยวชาญในศาสตร์ดนตรีถึงขั้นสูง ใช้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีในการสนับสนุนให้แก่คนของสองสำนัก
ส่วนที่สองคือพวกที่ถนัดและเชี่ยวชาญในศาสตร์วายุของสำนักใช้ความรวดเร็วอันได้เปรียบในการต่อกรกับพวกสัตว์อสูรทะเลและสนับสนุนทัพหลัก ส่วนที่สามคือกลุ่มที่มีความสามารถสมดุลทั้งปราณวายุและศาสตร์ดนตรี
คนในกลุ่มสุดท้ายของสำนักเสียงสวรรค์นี้จะทำหน้าที่ในการก่อกวนฝูงสัตว์อสูรทะเลด้วยการเล่นบทเพลงต่างๆในการลดความสามารถของศัตรูในทัพหน้าและยังถนัดเชี่ยวชาญในปราณวายุจึงทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วสามารถหลบหนีจากการโจมตีของสัตว์อสูรต่างๆได้อย่างดีและลงมือก่อกวนพวกมันได้เรื่อยๆ
ส่วนคนของสำนักแปดดารานั้นต๊กโกวฉิวหลงได้วางแผนให้พวกเขาเป็นทัพหลักในการจู่โจมโดยมีคนของสำนักเสียงสวรรค์สนับสนุนนั่นเพราะแนวทางการฝึกวิชาของสำนักแปดดาราเป็นแนวทางของปราณอันแข็งกร้าวเหมาะแก่การจู่โจมและเป็นทัพหลักมากที่สุดแล้ว
ซึ่งหลังจากพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งสองสำนักต่างก็ตกลงตามแผนการณ์รบเช่นนี้หลังจากนั้นพวกเขาต่างก็ได้แยกย้ายกันไปเข้าพักในห้องของตัวเองที่ทางโรงเตี๊ยมประตูมังกรได้จัดไว้ให้และมีบางส่วนที่พักยังโรงเตี๊ยมอื่น และมีบ้างที่ยังนั่งอยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยมต่อไปเพราะพวกเขามาช้าที่สุดจึงไม่มีที่พัก
ถังเฟยหู่พูดคุยกับศิษย์พี่หยางถิงอีกเล็กน้อยระหว่างเดินไปถึงห้องนอนก่อนที่จะแยกย้ายกันไปยังห้องของตนเองหลังจากถังเฟยหู่ได้เข้าไปภายในห้องก็สำรวจสิ่งต่างๆที่อยู่ภายในแม้จะไม่เลิศหรูแต่ก็นับว่าสบายเป็นอย่างยิ่ง
ถังเฟยหู่ทิ้งตัวลงบนเตียงจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนมานั่งบนนั้นด้วยท่านั่งสมาธิ จากนั้นเขาจึงได้โคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงเพื่อฝึกฝนปราณวายุของตนต่อไปเขาไม่ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพักผ่อนแต่กลับใช้ทุกลมหายใจไปกับการฝึกฝน แผนการณ์รบในวันพรุ่งนี้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก
อีกทั้งสำหรับสำนักเสียงสวรรค์ ส่วนสำคัญในแผนการณ์ย่อมต้องเป็นปราณเจ็ดสำเนียงและวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว ถังเฟยหู่ได้อาสาขอเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ก่อกวนทัพของศัตรูในแนวหน้าซึ่งในตอนแรกนั้นหยางถิงกลับคัดค้านอย่างไม่พอใจแต่ในที่สุดแล้วนางก็ได้แต่ยอมรับการตัดสินใจของเขาด้วยความไม่ยินยอม
ส่วนหยางถิงได้อยู่ในส่วนของกลุ่มที่ใช้ศาสตร์ดนตรีเพื่อเสริมและสนับสนุนกลุ่มต่อสู้หลักของทั้งสองสำนักซึ่งผลออกมาอย่างนี้คนที่พอใจที่สุดย่อมเป็นต๊กโกวฉิวหลงอยู่แล้วนั่นเพราะตำแหน่งที่ถังเฟยหู่เลือกนั้นกลับอันตรายที่สุดหากถังเฟยหู่ยอมอยู่เฉยๆที่ทัพหลังตามที่พูดคุยกันตอนแรกต๊กโกวฉิวหลงก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้โดยง่ายดายเลย แต่ถังเฟยหู่ย่อมมีเหตุผลของตัวเอง
ถังเฟยหู่คิดหวังใช้ตำแหน่งหน้าสุดของการต่อสู้นี้เพื่อทดลองใช้สัตว์อสูรทะเลเหล่านั้นในการยืนยันความคิดของตนในการฝึกกายหยาบมารเขาอยากรู้นักว่าสิ่งที่เขาคิดจะถูกต้องหรือไม่ และหากเป็นอย่างที่เขาคิด การกลืนกินวิญญาณและเลือดเนื้อของสัตว์อสูรคงหนุนเสริมคุณสมบัติร่างกายของเขาได้มากนัก
เขานั่งโคจรลมไปปราณไปเรื่อยๆจนถึงยามเช้าดวงตาของเขาลืมขึ้น เขาพยายามเตรียมพร้อมอย่างที่สุดเพื่อรอการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง…รวมถึงเขาควรจะต้องระวังต๊กโกวฉิวหลงและคนของเขาอีกด้วย
ถังเฟยหู่ลุกขึ้นจากเตียงและจัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อยจากนั้นเขาจึงได้เดินออกไปจากห้องพักที่ชั้นสอง เขามองลงไปด้านล่างก็พบเห็นผู้คนเริ่มมากันแล้วโดยนั่งอยู่ตามโต๊ะแต่ละตัวกระจายกันไป
เขาเดินลงไปตามบันไดยาวที่ทอดตัวจากชั้นสองไปถึงโถงด้านล่างเขาเดินไปยังโต๊ะตัวเดิมที่เขานั้นนั่งอยู่เมื่อวานก็พบเห็นศิษย์พี่หยางถิงอยู่ที่โต๊ะตัวนั้นแล้วและเมื่อศิษย์พี่หยางถิงพบเห็นเขา นางก็โบกมือทักทายให้แก่เขาเขาจึงได้เดินเข้าไปหานางและทักทายนางกลับไปเช่นกันพวกเขาทั้งสองต่างนั่งดื่มชากันเพื่อรอคนอื่นในกลุ่มมากัน ผ่านไปอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามคนอื่นในกลุ่มทั้งหมดต่างก็ได้เดินทางมาถึงแล้วรวมถึงตัวต๊กโกวฉิวหลงที่เป็นหัวหน้าภารกิจในครั้งนี้
หลังจากคนของทั้งสองสำนักมาถึงแล้วต๊กโกวฉิวหลงจึงได้สั่งการให้คนทั้งหมดออกเดินทางในทันที พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักก็ได้มาถึงยังแม่น้ำหมินเจียงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักอันแสนสำคัญของมณฑลฟูเฉียน
โดยคนของสำนักเสียงสวรรค์ส่วนหนึ่งได้ทำการไล่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณแม่น้ำหมินเจียงออกไปโดยไม่บอกเหตุผลแม้แต่คำเดียวโดยในช่วงเวลานั้นเองที่ได้เริ่มมีชาวยุทธ์จากในเมืองส่วนหนึ่งเริ่มเดินทางมายังบริเวณนั้น
นี่ก็เพราะต๊กโกวต้าฟงได้ลอบส่งผู้คนออกไปกระจายข่าวว่าสำนักใหญ่ทั้งสองจะทำการปราบปรามฝูงสัตว์อสูรทะเลทั้งหมดและกำจัดเภทภัยทั้งหลายออกไปจากแม่น้ำหมินเจียงซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าชาวยุทธ์ในเมืองก็พร้อมใจกันมาอย่างพร้อมเพรียงโดยที่ไม่รู้เลยว่าถูกหลอกใช้ให้ทุ่นแรงให้กับสำนักใหญ่
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เห็นแรงกระเพื่อมบางอย่างขึ้นในน้ำเขาเร่งรีบกระตุ้นญาณแห่งโลหิตและบังคับให้สายเลือดที่กลายพันธุ์ของตนพุ่งเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างเพื่อใช้วิชาตาเหยี่ยวพันลี้ออกมา
ภาพที่ปรากฏในดวงตาของเขาคือร่างอันใหญ่โตราวกับวัวป่าร่างของมันเต็มไปด้วยเกล็ดขนาดใหญ่ดวงตาสีเหลืองของมันราวกับเป็นกระดิ่งทองขนาดใหญ่ยักษ์ บนหลังของมันมีหนามแหลมขนาดใหญ่ครีบของมันใหญ่โตและยังมีครีบหางที่ใหญ่โตราวกับพัดขนาดยักษ์ ฟันอันแหลมคมที่ยืดยาวออกจากปาก
ที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขาคือสัตว์อสูรประเภททะเลระดับสามขั้นสูงชั้นมนุษย์ซึ่งหากนับที่มันเป็นสัตว์อสูรทะเลแล้วอาจจะถึงขั้นแข็งแกร่งเกือบเทียบเท่าสัตว์อสูรชั้นพิภพในมณฑลฟูเฉียนได้เลยทีเดียว…นามของมันคือปลาปีศาจทะเลใต้!
แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ…จำนวนของพวกมัน! ปลาปีศาจทะเลใต้ที่อยู่ในแม่น้ำหมินเจียงนั้นมีมากมายมหาศาลจนแทบนับไม่ไหว! ใบหน้าของถังเฟยหู่ดูซีดเซียวลงเมื่อเห็นจำนวนที่แท้จริงของพวกมันเรื่องราวในครั้งนี้นับว่าหนักหนาเกินตัวของเขาไปจริงๆแต่โชคดีนักที่ศึกนี้มิใช่การสู้รบเพียงคนเดียวเหมือนที่แล้วมา อีกทั้งเขายังมีหน้าที่เพียงก่อกวนพวกปลาปีศาจทะเลใต้เท่านั้นหากไม่เข้าใกล้พวกมันมากจนเกินไปก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย
และในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้สั่งการให้ทุกคนเตรียมพร้อมสู้รบกับเหล่าสัตว์อสูรทะเลถังเฟยหู่เรียกขลุ่ยหยกของตนเองออกมาเตรียมพร้อมไว้ในมือ เขาหันกลับไปมองยังศิษย์พี่หยางถิงก็พบว่านางได้นำห่อผ้าที่นางพกพาเสมอออกมาไว้เบื้องหน้าและนำของสิ่งนั้นออกมาปรากฏสู่สายตา
ของในห่อผ้าของศิษย์พี่หยางถิงกลับเป็นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งมันเป็นพิณโบราณเจ็ดสายตัวหนึ่งซึ่งมีสีเหลืองอ่อน ลวดลายบนตัวพิณถูกสลักไว้ด้วยภาพของวิหคอันสวยงามถังเฟยหู่คิดไม่ถึงเลยว่าของภายในห่อผ้านั้นจะเป็นพิณโบราณตัวหนึ่ง
ศิษย์พี่หยางถิงนั่งลงบนพื้นที่หนึ่งซึ่งห่างจากริมฝั่งแม่น้ำหมินเจียงไปไม่ไกลมากนักร่วมกับศิษย์พี่อีกหลายคนจากสำนักแต่ละคนที่รวมกันตรงนั้นต่างก็มีเครื่องดนตรีต่างชนิดกันอยู่ในมือ บ้างก็เป็นพิณโบราณเจ็ดสายบ้างก็เป็นกู่เจิ่งตัวใหญ่ บ้างก็เป็นผีผา ยบางส่วนที่ใช้ขลุ่ยและยังมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่เขายังไม่รู้จัก
ในตอนนั้นเองที่กลุ่มของสำนักแปดดาราและศิษย์บางส่วนที่เก่งกาจได้การต่อสู้ของสำนักเสียงสวรรค์ได้รวมกลุ่มกันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหมินเจียงซึ่งต๊กโกวฉิวหลงเองก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน รวมถึงมู่หยงหลินผู้เก่งกาจจากสำนักแปดดารา
ผู้คนในกลุ่มต่อสู้หลักต่างก็เรียกจิตวิญญาณทาสอสูร และอาวุธจิตวิญญาณของตนออกมากัน ต๊กโกวฉิวหลงเรียกจิตวิญญาณอินทรีของตนออกมาจากห้วงวิญญาณจากนั้นเขาจึงได้ยื่นมือออกไปเบื้องหน้าของตน
จิตวิญญาณอินทรีได้สลายกลายเป็นละอองปราณและถูกรวบรวมไว้บนฝ่ามือของต๊กโกวฉิวหลงปรากฏเป็นอาวุธประเภทกระบี่เล่มหนึ่งในมือ…หากแต่กระบี่เล่มนั้นดูแตกต่างจากกระบี่ทั่วไปอยู่บ้าง
กระบี่ที่อยู่ในมือของต๊กโกวฉิวหลงนั้นไม่ได้บางคมเพื่อเชือดเฉือดเหมือนดั่งกระบี่ทั่วๆไปกระบี่เล่มนี้กลับหนากว่ากันมากนัก แม้ความกว้างของกระบี่จะมากกว่ากระบี่ทั่วไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่นับว่าใหญ่มากเท่าใดนักที่แปลกที่สุดนั้นกลับคือความยาวของตัวกระบี่เล่มนี้ซึ่งมีขนาดยาวเทียบเท่ากับความสูงของตัวต๊กโกวฉิวหลงเสียด้วยซ้ำไปกระบี่ประเภทนี้ถูกเรียกว่ากระบี่พิฆาตอาชา เป็นกระบี่โบราณซึ่งมักถูกใช้ในสงครามโดยทหารในยุคโบราณมักใช้สิ่งนี้ในการรบบนหลังม้า
ด้วยความยาวของกระบี่พิฆาตอาชาจึงทำให้การสู้รบบนหลังม้าเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้นมีคำกล่าวว่าการฟันเพียงครั้งเดียวของกระบี่พิฆาตอาชาสามารถตัดผ่าร่างของขุนพลและม้าให้ขาดครึ่งได้ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว
ซึ่งตระกูลต๊กโกวได้สืบเชื้อสายจากชาวเซียนเปยนอกด่านเป็นหนึ่งในชนเผ่านักรบซึ่งเก่งกาจด้านการต่อสู้บนหลังม้ารวมถึงสัตว์อสูรประเภทพาหนะแทบทุกชนิดในปัจจุบันนั้น ราชสำนักของแคว้นเจียงหนานได้มีขุนนางบู๋และแม่ทัพหลายคนซึ่งสืบเชื้อสายจากตระกูลต๊กโกว
ถังเฟยหู่นั้นได้เดินไปรวมกลุ่มกับผู้คนที่มีหน้าที่ในการก่อกวนสัตว์อสูรทะเลซึ่งกระจายกำลังกันออกไปโดยรอบของทัพหน้าในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้เดินนำออกมาเบื้องหน้ากลุ่มผู้คนทั้งหมด
ตู้มมมม!
ต๊กโกวฉิวหลงปักกระบี่พิฆาตอาชาไว้ตรงเบื้องหน้ามือทั้งสองข้างของเขาประกบวางไว้บนด้านจับของตัวกระบี่ เขาจับจ้องไปยังเบื้องหน้าซึ่งในตอนนั้นเองมีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของทัพทั้งสองสำนัก เมื่อทุกคนหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นคนของโรงเตี๊ยมประตูมังกรนั่นเอง
คนของโรงเตี๊ยมประตูมังกรห้าคนในมือของแต่ละคนต่างจับถือไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่โต ซึ่งโซ่เส้นใหญ่นั้นกำลังรัดบางสิ่งขนาดใหญ่โตไว้เบื้องหลังซึ่งคนของโรงเตี๊ยมประตูมังกรกำลังลากมันไปยังริมแม่น้ำหมินเจียง
สิ่งที่กำลังถูกนำมานั้นคือศพของวัวมังกรเพลิงสัตว์อสูรขนาดใหญ่ซึ่งมักถูกใช้ในการปรุงอาหารเพราะร่างกายขนาดใหญ่และเนื้ออันแสนอร่อยของมันแต่เนื้อของมันนั้นต้องผ่านกรรมวิธีต่างๆก่อนเพื่อลบกลิ่นสาบของเนื้อให้หายไปเสียก่อน
ต๊กโกวฉิวหลงที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ“ในที่สุดเหยื่อสำหรับตกปลาก็มาแล้ว…เอาละพี่น้องทุกท่าน! เรามาจัดการไอ้ปลาทะเลพวกนี้กันเถอะ!!!”