78 2-2
ตอนที่ 142 รับเป็นเจ้าของ (2)
“แม้เจ้าจะช่วยเหลือข้าเอาไว้แต่ก็มิได้หมายความว่า เจ้าจะสามารถคิดล่วงเกินอันใดกับข้าได้ตามใจอิสระ”
เซียถงสะบัดมืออาหานหลุดออก แลมองสายตาเย็นชาปนผสมเปลวเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นผ่านดวงตาทั้งสองข้างของนาง
ชอบแสดงกิริยาสกปรกเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเห็นนางเป็นพวกขี้เล่นขี้ยั่วยวนรึยังไงกัน?
อาหานผงะไปชั่วขณะ สีหน้าเผยแววตื่นตะลึงชัดเจนทอดสายตามองหญิงสาวเบื้องหน้า กล่าวน้ำเสียงแหบแห้งด้วยความรู้สึกผิดว่า
“ข้าขอโทษ!ข้าไม่ได้ตั้งใจยั่วโมโหเจ้า่จริงๆ!”
ไม่ได้ตั้งใจ? นี่เรียกว่าเจตนาชัดๆ!
เซียถงมองค้อนใส่อาหานไปทีหนึ่ง ทันใดนั้นเองคล้ายกับว่านางเพิ่งนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้โดยพลันรีบก้มศีรษะลงในทันใดเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกาย ก่อนจะพบว่า เสื้อผ้าแพรพรรณของนางในเวลานี้เปียกชุ่มแนบติดเรือนร่างชนิดประกบแน่นจนเผยให้เห็นชุดชั้นในสีแดงปรากฏให้เห็นลางๆนางรีบยกมือทั้งสองข้างปิดป้องอย่างรวดเร็ว โฉมสะคราญโค้งเว้าสมบูรณ์แบบเคียงคู่มากับทรวดทรงองเอวที่เพรียวบาง เนื้อกายละเอียดสีขาวนวลประดุจหิมะนุ่มนิ่มยิ่งมีแสงจันทร์ฉาดฉายส่องลงมา ก็ยิ่งเพิ่มพูนเสน่ห์เย้ายวนเกินบรรยาย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไฉนชายผู้นี้ถึงต้องมองนางด้วยสายตาที่เร่าร้อนปานนั้น
เซียถงมิได้สนใจเรื่องไร้สาระเฉกเช่น เรื่องเสียผีหรือแอบเผยกายให้แก่บุรุษเพศได้เห็น เพียงว่า ปฏิกิริยาท่าทางของอาหานในตอนนี้มันน่ากลัวจนทำเอานางอดระแวงมิได้จริงๆ
เซียถงใช้มือข้างหนึ่งปิดป้องบริเวณเอวน้อยอรชรของตนเอ่ยขึ้นว่า
“อีกสิบวันเจอกัน”
จากนั้นนางก็รีบเดินจากออกไป
กลับมาถึงสถานศึกษาเซิงหลิงนางแอบย่องเงียบเข้าห้องพักของนาง เพียงว่าบังเอิญไปเห็นอิ๋งเอ๋อร์ที่กพลังนอนร้องห่มร้องไห้อยู่บนเตียงเซียถงจึงค่อยๆ ย่างเท้าตรงเข้าไปหาและสะกิดไหล่ของนางเบาๆ กล่าวขึ้นว่า
“อิ๋งเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น? มีใครรังแกเจ้ารึ?”
ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นสุ้มเสียงของเซียถงอิ๋งเอ๋อร์ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งยวด เร่งหันมากระโดดกอดเซียถงที่เนื้อตัวเปียกโชกยกใบหน้าซุกไซร้ไปมาในอ้อมแขนของอีกฝ่ายทั้งรู้สึกคิดถึงและเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน
“คุณหนูหายไปไหนมาทั้งคืน? ข้าวิ่งออกไปตามหาท่านทุกหนแห่งแต่กลับไม่เจอท่านเลยบ่าว…บ่าวเป็นห่วงมากจริงๆ!”
เซียถงตบหลังอิ๋งเอ๋อร์อย่างแผ่วอ่อนกล่าวปลอบโยนว่า
“ข้าสบายดี ข้าสบายดีคุณหนูของเจ้าอยู่นี่แล้ว”
“ฮึกๆ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วคุณ….”
อิ๋งเอ๋อร์ปาดน้ำตาที่รินอาบบนแก้มพลางถอนกอดออกจากอ้อมแขนและเงยหน้าขึ้นมองเซียถง ขณะเอ่ยกล่าวได้ไปครึ่งประโยคนางถึงกับหยุดชะงักค้างฉับพลัน ดวงตาเบิกโตแทบแหก อ้าปากค้างเติ่งชนิดที่ว่าขากรรไกรแทบร่วงกราวตกกระแทกลงพื้นจากสีหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกังวลเป็นห่วง ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“มีอะไรผิดปกติงั้นรึ?”
เซียถงเอ่ยถามขึ้นเจือสีหน้าฉงนสงสัยแต่ทันใดนั้นเอง นางก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนลืมแต้มยาสมุนไพรสีดำบนใบหน้าเพื่้อปกปิดรูปโฉมที่แท้จริง! นึกได้ดังนั้นนางได้แต่ส่งยิ้มแห้ง กล่าวอธิบายสัั้นๆ อย่างช่วยไม่ได้ว่า
“ลืมบอกเจ้าไปจุดด่างดำบนใบหน้าของข้าถูกรักษาจนหายแล้ว”
“ทะ-ท่าน…ท่านใช่คุณหนูเซียจริงๆงั้นรึ?”
อิ๋งเอ๋อร์เอ่ยถา่ม ราวกับมีเครื่องหมายคำถามแขว้งค้างอยู่บนคู่คิ้วทั้งสองของนาง
“ตัวปลอมกระมัง?”
เซียถงส่งยิ้มเบาบางมอบแก่อิ๋งเอ๋อร์สีหน้าดูขำขันที่อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาตะลึงปานนี้
อิ๋งเอ๋อร์รู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าของนางปรากฏเห็นเป็น สวนบุปผานับไม่ถ้วนกำลังเบ่งบานงดงามห้วงสมองความนึกคิดของนางพลันหยุดทำงานไปชั่วขณะ เหลือเพียงความว่างเปล่าในหัวร่างกายแข็งทื่อกลายเป็นรูปปั้นหินแข็งในทันใด ตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยพบเห็นหญิงสาวนางใดที่ครอบครองความสวยงดงามปานนี้มาก่อนเลยอิ๋งเอ๋อร์พูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเซียถงสวยกว่าคุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดีเซี่ยหลายขุม
“เจ้าไม่มีความสุขเลยรึที่เห็นคุณหนูของเจ้าสวยขึ้น?”
เห็นว่าอิ๋งเอิ๋อร์ยังคงจับต้องนางตาค้างแข็งดูว่างเปล่าอยู่แบบนั้น เซียถงจึงสะกิดถามเจือน้ำเสียงเย้าหยอก
เสียงของเซียถงเปล่งดัง อิ๋งเอ๋อร์ถูกปลุกจากภวังค์ความหลงใหลในทันทีหลังจากที่กวาดสายตาสอดส่องทั่วเรือนร่างของอีกฝ่ายอยู่หลายทีในที่สุดนางก็ตระหนักได้ว่า สาวงามนางนี้แหละก็คือคุณหนูที่สุดแสนคุ้นเคยของนางจริงๆ
อิ๋งเอ๋อร์ยกมือป้องปากสีหน้าคงร่องรอยความตื่นตะลึงไม่เลือนหาย กล่าวทั้งน้ำตาด้วยความปีติยินดีว่า
“คุณหนู…คุณหนู…ท่านในตอนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก!”
“แต่อย่าบอกให้ใครรู้เด็ดขาดว่ารูปโฉมของข้าในยามนี้สวยสดงดงามแล้วเพราะความงามของอิสตรีมักชักนำปัญหาไม่เข้าเรื่องมาได้เสมอ เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
เซียถงกล่าวสีหน้าเคร่งขรึม ย้ำเข้มกับอิ๋งเอ๋อร์
อิ๋งเอ๋อร์เร่งพยักหน้าตอบปั้นหน้าจริงจังขึ้นทันที
“บ่าวไม่พูดแน่นอนคุณหนูต่อให้มีใครก็ตามเอามีดจี้คอ บ่าวก็จะไม่มีวันปริปากแพร่งพรายเด็ดขาด”
เซียถงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม พึงทราบเช่นกันว่าอิ๋งเอ๋อร์ข่านกล่าวกับนางด้วยความสัตย์จริงทั้งสิ้น
อิ๋งเอ๋อร์เลื่อนสายตาแช่มช้ามองลงไปที่แขนเสื้อของเซียถงแต่ทันทีที่เห็นบาดแผลฉกรรจ์มากมายอยู่ทั่วทั้งมือและแขน นางก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกร้องอุทานยกใหญ่
กล่าวว่าต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าจะปลอบขวัญอิ๋งเอ๋อร์ให้สงบลงจากนั้นเซียถงค่อยวานให้อีกฝ่ายไปเตรียมน้ำร้อนเติมลงอ่างไม้ให้เรียบร้อยไม่นานเกินรอ อิ๋งเอ๋อร์ก็ตละเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพ
เซียงเดินเข้าไปปิดประตู ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกทั้งหมดและลงแช่ตัวในอ่างไม้
เซียถงนอนหลับตาสนิทสองข้างในทางที่สบายที่สุดศีรษะพักพิงอยู่ตรงขอบถังไม้ กำลังเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาแห่งความสงบสุข ณปัจจุบัน แต่ทันใดนั้นเอง เปลือกตาทั้งสองพลันเปิดโพล่งขึ้นฉับพลันปราดพุ่งไปตรงขอบถังไม้ปลายเท้าพร้อมด้วยนิ้วทั้งห้าเข้าตะปบเงาดำตะคุมทุกภาพฉากเกินขึ้นไวมากประดุจสายฟ้าพอคว้ามาได้ก็ส่งแรงไปที่เรียวนิ้วหยกทั้งห้าบีบคอเงาดำตรงหน้าไว้แน่น
พอควันร้อนที่อบอวลในห้องอาบน้ำเริ่มจางลงก็เห็นโฉมหน้าของเงาดำดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น เซียถงถึงกับตะลึงงัน ปรากฏว่าอีกฝ่ายมิใช่ใครอื่นแต่เป็นชายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีแดงและผมยาวสลวยสีเงินสว่างบัดซบโดยแท้ ทีแรกนางคิดว่าเป็นพวกชายโรคจิตแอบถ้ำมองอยู่รอบหอพักศิษย์หญิง
“นี่เจ้าแอบดูข้าแช่น้ำอยู่งั้นรึ?”
ปลายคิ้วเซียถงกระตุกเต้นไม่หยุด จ้องหน้าหลิวซูตาเขม็ง
หลิวซูเหลือบสายตาปรายมองนางเล็กน้อยกล่าวปนน้ำเสียงรังเกียจว่า
“ใครจะไปโรคจิตแอบดูเจ้าแช่น้ำกัน? ข้าเพียงออกมาเดินเล่นเท่านั้น!”
จากนั้นเขาก็เหลือบมองอีกครา และกล่าวเสริมว่า
“จะอย่างไรก็เถอะสภาพร่างกายของเจ้าตอนนี้ดูไม่ได้เลย”
เซียถงคลายนิ้วทั้งห้าออกจากลำคอของอีกฝ่ายเอนตัวกลับไปแช่น้ำดังเดิมพร้อมกล่าวว่า
“หากครั้งหน้าเจ้ายังกล้าแอบดูข้าแช่น้ำอีกข้าจะบรรจงถอนผมที่รักนักรักหนาของเจ้าทีละเส้นเลยคอยดู!”
ช่วงท้ายทอยพักพิงกับบริเวณขอบอ่างไม้ เซียถงค่อยหลับตาพักผ่อนแต่ปากก็ยังคงขยับเปล่งเสียงต่อไป
“นังหนูเหม็นสาบ หากเจ้ากล้าถอนผมจากหัวข้าก็อย่าได้ฝันว่าจะได้หยิบใช้กระบี่ทัณฑ์ฟ้า!”
หลิวซูลุกขึ้นยืนตรง ยกเท้าเท้าสะเอวจ้องหน้าเซียถงตาเขม็งด้วยความโกรธจัด
“หรืออยากลอง?”
เซียถงหรี่ตาข้างหนึ่งลอบมองไปที่หลิวซูเสมือนมีประกายแสงเย็นชาถูกยิงออกมาจากตาดวงนั้น
หลิวซูถึงกับเหงื่อตก กัดฟันหงุดหงิดหงุ่นง่านอยู่ภายในใจแต่ทำอะไรมิได้มันเชิดหน้าขึ้นสูงกล่าวอย่างดื้อรั้นขึ้นว่า
“ข้าขี้เกียจเกินกว่าจะมาเสวนาไร้สาระกับหนูน้อยหนังไข่สุนัขอย่างเจ้าแล้ว!”