ตอนที่หนึ่งร้อยสามสิบเก้า แต่งงานกับผู้ชายที่ชนะพวกเธอเท่านั้น
“บุฮิ บุฮิ อย่ามาโกหก เจ้ายังมาเดินยั่วยวนไปมาต่อหน้าข้า”
ผมได้เจอพวกเธออยู่ในฝูงชนตอนที่ผมกำลังให้พวกมูมักแห่ฉลองผมไปในเมือง
ผมเลยออกคำสั่งให้พวกมูมัก Charge พุ่งชน ใส่พวกเธอและฟาดแส้ใส่เธอ
พวกเธอเก่งกาจด้านการต่อสู้และทรงพลัง..แต่ไม่เท่ามูมักที่ได้รับการบัฟค่าพลังจากผมและฝึกพิเศษแล้ว
“บุฮิและเจ้าบอกว่าเคยจัดการพวกขุนนางที่เคยลวนลามเจ้ามาก่อนและจะแต่งงานกับคนที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นแต่ทำไมยอมให้ข้าจับได้ง่ายๆอย่างนี้ บุฮิ บุฮิ บุฮิ”
ไม่รู้เป็นอย่างไรด้วยเหตุผลบางประการผู้หญิงที่โสดในโลกนี้มักชอบให้เหตุผลว่าคอยคนที่ชนะตนเองได้
หากคอยคนที่ชนะตนเองได้คนที่พอชนะได้ก็มีแต่พวกแก๊งลูกขุนนางเจ้าชาย simp ของมาเรียตามเนื้อเรื่องต้นฉบับล่ะนะ
พวกที่เก่งเหนือมนุษย์ในด้านนั้นๆอย่างวิชาดาบหรือเวทย์หากมาเรียคอยช่วยเลหือพวกเขาในการแก้ปัญหาครอบครัว daddy issue
คนที่เก่งกว่าพวกนั้นส่วนมากก็อายุเยอะมีลูกมีเมียหรือเป็นพ่อมดเก็บตัวอยู่ในหอคอยไปทั้งนั้น
หรือเป็นการบอกใบ้จากใจของสาวๆที่“ชอบคนที่เก่งกว่าตนเอง”ว่าพวกเธอรักสามีชาวบ้านหรือชอบคนแก่กว่า?
พอผมตัดตัวเลือกแล้วมันเหลือแค่ไม่กี่คนในจักรวาลนี้หากไม่นับพวกเหนือมนุษย์
อย่าเข้าใจผิดผมไม่ได้มีอะไรต่อต้านพวกเหนือมนุษย์
ผมที่มีทาสอุ่นเตียงเป็นเก็นบุไม่สามารถตำหนิพวกเธอได้หรอกหากพวกเธอชอบไปทางนั้น
ที่ผมถามนี่ก็แค่ต้องการไขความสงสัยบางอย่างในใจเฉยๆ
ผมคุ้นๆว่าทางเทคนิคมีแค่ปีศาจจากนรกเท่านั้นถึงจะเก่งกว่าพวกเธอในด้านกระบวนท่าดาบนั่นล่ะนะ
ด้านความสามารถและทักษะตามระบบมักจะให้พวกปีศาจเก่งกว่า
แต่ไม่ว่าจะเก่งกว่าเพียงไหนจะแพ้ทางธาตุแสงหรือศักดิ์สิทธิ์ของสายนักบวช
เป็นการทำให้นักบุญอย่างมาเรียถึงได้นับว่าเป็นคนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในเรื่องนั่นเอง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้วิธีอื่นนอกจากพลังศักดิ์สิทธิ์จัดการพวกปีศาจไม่ได้
แค่อาจจะต้องลำบากจากพลังของปีศาจที่จะเก่งในด้านดีบัฟมากกว่าเราเท่านั้นเอง
หากไม่ได้บัฟจากมาเรีย
ไม่แต่งงานกับลูกชายของหัวหน้าองครักษ์ราชสำนักที่เป็นนักดาบก็ต้องเจอกับจอมดาบปีศาจจากนรกนั่นล่ะที่สามารถเอาชนะคุณเธอไดในด้านการดวลดาบ?
หรือนี่จะเป็นพล็อตซ่อนรู้ทลับที่พยายามใบ้ว่าพวกนี้จะไปรักกับปีศาจ?
ตามข้อมูลเล็กน้อยผมได้รู้มาว่าพวกเธอได้เคยจัดการซัดพวกขุนนางที่ต้องการลวนลามพวกเธอจนหมอบและไม่มีใครกล้าทำอย่างนั้นกับพวกเธออีก
แต่นั่นคือขุนนางธรรมดา
ผมคือดยุกหมูอ้วน เอ๊ย ดยุกอูลริก
บุฮิ บุฮิ บุฮิ
ฟู่
นี่ผมช่วยโลกไว้ได้อีกครั้งแล้วหรือนี่?
บ้าเอ๊ยทั้งที่ผมอยากแค่จะสโลไลฟ์แท้ๆ
ต้องมาช่วยโลกแบบพระเอกอิเซไคอีกจนได้
เพี๊ยะ
“บุฮิ บุฮิ”
ผมตีหลังพวกเธออีกด้วยความเขิน
ตั้งแต่ผ่านการต่อสู้กับลิชมาก็ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น
จากเดิมที่ยังช้าอยู่บ้างในตอนที่ถือคทาพอเปลี่ยนมาเป็นแส้ทำให้สามารถโจมตีได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิมแม้พลังโจมตีจะน้อยลงก็ตาม
อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะฮิมเลอร์นั้นมีอัญมณีวิญญาณที่โกงทั้งในด้านการป้องกันเวทย์และป้องกันทางกายภาพ
ผมก็คงไม่คิดจะไปโจมตีใกล้ๆ
แต่ก็นั่นล่ะหากลิชไม่เก่งในด้านการรักษา“ชีวิต”ของตนเองโดยการโกงความตายก็ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว
การวางแผนล่วงหน้านั้นก็สำคัญแต่ที่ผมชนะเขาได้นั้นไม่ใช่เพราะความสามารถของผมแต่เพราะทรัพยากรล้วนๆ
ความก้าวหน้าของผมนั้นเร็วกว่าความก้าวหน้าของอิเซไคที่กลับมาเกิดใหม่เป็นชาวบ้านธรรมดามากมายยิ่งนัก
เพราะพวกชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถเอาเวลามาผลาญได้ในการลงดันเจี้ยนอย่างผมหรือมีเงินหลายล้านเหรียญทองตั้งแต่คราวแรก
ปรกติแล้วคนที่ใช้เวทย์อัญมณีหรือเย่อหยิ่งในพลังเงินตราที่ทำให้ตนเองมีอัญมณีหรือคทาทองคำชั้นดีจะโดนพระเอกอิเซไคกระทืบจนเละ
แต่มันหมายความว่าหากไม่เจอพระเอกอิเซไคผมก็ชนะทุกคนนั่นล่ะ
และผมก็ไม่ได้อยู่ที่เดิมเก่งขั้นทุกครั้งที่ต่อสู้และทุกครั้งที่ใช้เงินอัพเกรดอุปกรณ์เวทย์ต่างๆ
นี่คือความเป็นจริงของโลกนี้
ยิ่งมีเงินและอำนาจก็ยิ่งสามารถสะสมเงินและอำนาจได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ผมได้รู้ตัวตอนที่ได้จัดการกับ “ปีกสีชาด”นี่เอง
ว่าหากเปลี่ยนพลังชีวิตและพลังมหาศาลของดยุกหมูอ้วนเป็นพลังโจมตีได้แล้วก็หามนุษย์น้อยคนนักที่จะเอาชนะดยุกอูลริกได้
“บุฮิถ้าอย่างนั้นยอมรับหรือยังว่าข้าเก่งกว่าเจ้า”
Rotating Strike
การโจมตีแบบหมุน
ผมไม่รอฟังคำตอบโจมตีแบบหมุนอีกครั้ง
ด้วยพลังที่มหาศาลของผมทำให้ผมสามารถเรียกได้ว่าสามารถใช้กระบวนท่านี้ได้ตลอดทั้งคืนอย่างต่อเนื่องโดยไม่เหนื่อยเลยทีเดียว
แน่นอนหากผมต้องออกต่อสู้ด้วยตนเองเป็นเวลานานขนาดนั้นแสดงว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ
“บุฮิ บุฮิ บุฮิ พวกเจ้าต้องเป็นทาสอุ่นเตียงของข้า”