ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 172 ถูกรังแกเสียแล้ว

            สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด แต่แววตาเขากลับเย็นชาขึ้นมาจนน่ากลัว

            ตรงหน้าพวกเขานั้น จ้าวเหวินชางที่กำลังมองหาคนอยู่ก็มีเจ้าอ้วนอีกคนที่ตัวกลมยิ่งกว่ากำลังวิ่งมาทางพวกเขาพร้อบกับหอบหายใจอย่างหนักด้วย

            “ผู้อาวุโสหลิน! คุณชายจ้าว!! ใน ในที่สุด พวกท่านก็มาถึง”

            คนคุ้นเคยอีกคน

            หลินหยางไม่คิดว่าการมาสร้างธุรกิจขึ้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แบบนี้กลับส่งอดีตเถ้าแก่ของเลี่ยนเที่ยนเฮ่าอย่างเจ้าอ้วนหวังมาซะอย่างนั้น

            แต่พอมาคิดดูอีกทีแล้วมันก็สมเหตุสมผลอยู่ เถ้าแก่หวังนั้นมีประสบการณ์ในการบริหารเลี่ยนเทียนเฮ่ามานานหลายปีประสบการณ์ที่สั่งสมมานานจนซึมซับเข้าไปในกระดูกแล้วนั้นทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการส่งมาทำงานที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว

            ตอนอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงก่อนหน้านี้นั้นอ้วนน้อยจ้าวและอ้วนใหญ่หวังนั้นทันทีที่ได้พบกันก็รู้สึกถูกชะตากันราวกับเคยคบหากันแต่ชาติปางก่อนทั้งสองคนสนิทกันเป็นอย่างมาก

            ดังนั้นการได้พบกันระหว่างทั้งสองคนครั้งนี้ก็ดีใจถึงขั้นน้ำตาไหลติ๋งๆ เลยทีเดียว แต่ว่าท่าทางของเถ้าแก่หวังตอนนี้ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

            “ตาหวัง นี่ท่าน? บาดเจ็บรึ?”

            อ้วนน้อยจ้าวมองเห็นว่าบนใบหน้ากลมป๊อกของเถ้าแก่หวังตอนนี้มีรอยฝ่ามือสีแดงจางๆติดอยู่ มันเป็นรอยที่เกิดจากการโดนตบด้วยฝ่ามือของคน

            “ฮึก...คุณชายจ้าว เรื่องมันยาวน่ะ...”

            เถ้าแก่หวังที่เห็นคนจากบ้านเกิดมาหา ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาหลายส่วนแต่ว่าเขาก็ยังเยือกเย็นมากพอ จึงดึงทั้งสองคนและหั่วเอ๋อร์ขึ้นไปบนรถม้าของเขาที่จอดอยู่ข้างๆ

            “ผู้อาวุโสหลิน คุณชายจ้าวครั้งนี้พวกเรายังไม่ทันได้เริ่มก็โดนขัดขวางแล้วละ...เฮ้อ...”

            ทันทีที่ขึ้นรถมา เถ้าแก่หวังก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียดทำให้จ้าวเหวินชางหน้าเปลี่ยนสีไปทันที

            “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            แต่หลินหยางพลันถามขึ้นอีกคำถามที่เหมือนว่าจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่แล้วว่า

            “หอสร้างฟ้า มีที่มาอย่างไรบ้าง?”

            “คุณชายหลิน ท่านรู้ได้อย่างไร?” เถ้าแก่หวังอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าจะชินกับการที่หลินหยางชอบสร้างความตกใจตลอดเวลาอยู่แล้วจึงกล่าวขึ้นต่อทันทีว่า

            “สามเดือนก่อน ตอนที่พวกเราเพิ่งมาถึงที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้พวกเราก็ได้ไปทำเรื่องเปิด ‘เลี่ยนเทียนเฮ่า’ สาขาย่อยขึ้นตามแผนการที่วางเอาไว้พวกเราเจอห้องว่างที่หนึ่งที่ตั้งอยู่แถวถนนหลักทิศตะวันตกหลังจากนั้นร้านของเราก็สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นมาตลอดจนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน อยู่ๆ ก็มีนักการช่างที่มาจากหอสร้างฟ้าคนหนึ่งเข้ามาขอท้าประลองวิชาการช่างกับเราบอกว่าเป็นแค่การทักทายเพื่อนบ้านเฉยๆ”

            “หอสร้างฟ้า? นั่นมันโรงงานการช่างของกลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรนี่!”จ้าวเหวินชางเบิกตาโต

            “ใช่แล้ว!” เถ้าแก่หวังตอบกลับด้วยสีหน้าเจ็บปวด“แต่สิ่งที่มันทำไม่ใช่แค่การทักทายแล้ว! ไอ้นักการช่างอวดดีคนนั้นมันท้าพนันกับป้ายชื่อร้านของพวกเราเห็นได้ชัดเลยว่ามันมาเพื่อต้องการจะก่อกวน! ซึ่งคนที่ดูแลเรื่องงานการช่างก็คือท่านอาจารย์อี้สิงอวิ๋นนิสัยของเขาเป็นอย่างไรท่านก็รู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตอบรับคำท้าไปแต่ก็เกิดการทะเลาะวิวาทกับคนผู้นั้นขึ้นแต่สุดท้ายกลับถูกไอ้นักการช่างอวดดีคนนั้นซัดใส่จนเจ็บหนัก แถมมันยังอาละวาดถล่มห้องโถงใหญ่ในเลี่ยนเทียนเฮ่าของเราจนพังเละเทะอีกด้วย!!”

            “อะไรนะ!! อาจารย์อี้ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ!! แถมยังทำลายห้องโถงของเราด้วย? พวกมันไม่สนใจกฎหมายกันเลยนี่!!”

            จ้าวเหวินชางไม่คิดว่าพอมาถึงก็ได้ยินข่าวแบบนี้ทันทีเขารีบถามขึ้นมาว่า

            “ข้าให้พวกท่านไปติดต่อกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าแล้วไม่ใช่รึอย่างไร?หรือว่าพวกนั้นไม่ยอมช่วยเหลือเรา? แล้วก็ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี่ห้ามมีการทะเลาะวิวาทไม่ใช่หรือ?พวกทางการไม่สนใจเลย?”

            เถ้าแก่หวังขมวดคิ้ว “เถ้าแก่ใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้ออกโรงช่วยเหลือเราแล้ว แต่ไอ้หอสร้างฟ้านั่นจงใจหนีหน้าแถมพวกมันยังมีกลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรคอยช่วยจากเบื้องหลังอีกจนถึงตอนนี้แล้วยังเจรจากันไม่ได้เลย... ส่วนไอ้พวกทางการนั่นน่ะมันก็แค่มาดูสถานที่เกิดเหตุนิดหน่อย พอเห็นว่าไม่มีใครตายก็กลับไปทันที”

            “บ้าบอที่สุด!” พอได้ยินอย่างนั้นแล้วจ้าวเหวินชางก็โมโหขึ้นมาทันที

            แม้แต่หั่วเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนไหล่นั้น เจ้าตัวตะกละที่ในหัวมีแต่เรื่องกินอย่างเดียวยังสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลมันเอาปีกของมันมาลูบที่คางก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า

            “อืมข้ารู้สึกว่าพวกเรากำลังถูกคนเพ่งเล็งอยู่...”

            “เป็นอย่างที่ท่านหั่วเอ๋อร์พูดเลยนี่จะต้องเป็นการกลั่นแกล้งจากคนนอกแน่ๆ” จ้าวเหวินชางกล่าวขึ้นอย่างหงุดหงิด

            แต่วินาทีต่อมา หั่วเอ๋อร์ก็กล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นว่า“ฮ่า ยอดไปเลยแบบนี้! ก็แปลว่าข้ากำลังจะได้วิวาทแล้วน่ะสิ!!”

            พรวด

            จ้าวเหวินชางและเถ้าแก่หวังเกือบจะไถลลงไปนั่งบนพื้นแล้ว

            วิธีคิดของท่านหั่วเอ๋อร์ช่างแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ

            แต่หลินหยางก็พูดถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาทันทีว่า “ไปดูอาการของอาจารย์อี้กันก่อนเถอะ...”

            ..................................

            รถม้าก็ได้วิ่งมาถึงบนถนนด้านการค้าที่ดูเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้- ถนนใหญ่ทิศตะวันออก

            ระหว่างทางนั้น หลินหยางก็ได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามอลังการของเมืองอันดับหนึ่งในใต้หล้านี้ร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งเรียงกันจำนวนมากคลื่นมนุษย์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาอย่างไม่มีวันหยุดดูเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเมืองอวิ๋นเฉิงหลายเท่านัก

            เพียงแต่ทันทีที่รถม้ามาถึงหน้าร้านเลี่ยนเทียนเฮ่าแล้วภาพที่เห็นก็ดูขัดกับสภาพแวดล้อมอันรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

            ถึงแม้ว่าป้ายชื่อที่สลักคำว่าเลี่ยนเทียนเฮ่าเป็นสีทองนั้นยังคงแขวนอยู่เหนือบานประตูก็ตามแต่สภาพภายในร้านนั้นทำเอารู้สึกแทบจะอดกลั้นความโกรธไว้ไม่อยู่แล้ว

            รูปแบบการจัดร้านของเลี่ยนเทียนเฮ่าสาขาดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นอิงตามแบบสาขาหลักที่อยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงเลยด้านหน้าเป็นห้องโถงสำหรับรับแขกตรงกลางนั้นมีชั้นวางสินค้าหลายอย่างวางเรียงกันไว้ ด้านข้างทั้งสองฝั่งนั้นเป็นห้องการช่างส่วนตัวส่วนด้านในสุดเป็นโรงงานช่างของร้านเอง

            แต่ภาพที่หลินหยางเห็นอยู่ตอนนี้มีแต่ความวุ่นวายเต็มไปหมด

            ส่วนของห้องโถงสำหรับรับแขกนั้นจะมีส่วนที่เป็นโต๊ะยาวสำหรับให้บริการอยู่ซึ่งตอนนี้ถูกทำลายจนเละเป็นชิ้นๆตอนนี้มันถูกย้ายออกไปจนกลายเป็นพื้นโล่งแล้ว ดูแหว่งๆ ราวกับฟันหน้าที่หายไป

            กำแพงด้านหลังโต๊ะยาวที่เป็นไม้นั้น แต่เดิมจะถูกสลักไว้ด้วยรูปดอกไม้หลายดอกกำลังบานสะพรั่งแต่ตอนนี้มันกลับมีสภาพเป็นรูรูปร่างมนุษย์แทน แค่ดูก็รู้เลยว่ารอยที่เกิดจากคนๆ หนึ่งถูกฟาดใส่จนกระเด็นมาชนกำแพงไม้นี้อย่างแรงบนกำแพงนี้ยังมีคราบเลือดติดอยู่ด้วย

            “แม่มันเถอะ ลงมือได้อำมหิตเกินไปแล้ว!!”จ้าวเหวินชางเริ่มโมโหจนกัดฟันขึ้นมาแล้ว

            พอเดินต่อเข้าไปอีก ตรงกลางที่เป็นส่วนของร้านค้ายิ่งพังหนักขึ้นไปอีก

            ชั้นวางสินค้าที่มีมากถึงร้อยกว่าชั้นนั้นถูกทำลายไปเกินครึ่งถึงแม้มันจะถูกซ่อมแซมบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีสภาพเละเทะอยู่ดี พอจะจินตนาการภาพออกได้เลยว่าเมื่อสามวันก่อนนั้นตรงจุดนี้ถูกอาละวาดอย่างร้ายแรงขนาดไหน

            ส่วนห้องการช่างส่วนตัวที่อยู่ด้านข้างทั้งสองฝั่งนั้นดูจะไม่เป็นอะไรเท่าไรเพียงแต่ว่ารอยรูปร่างมนุษย์บนกำแพงหลายรอยนั่นก็แสดงให้เห็นว่าวันนั้นคงมีคนไม่น้อยที่ถูกฟาดเข้าใส่จนปลิวมาชนกำแพงสภาพอนาถสุดขีด

            เถ้าแก่หวังที่ปกติมักจะมีสีหน้ายิ้มแย้มนั้นตอนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นพอนึกย้อนถึงความโอหังอวดดีของคนผู้นั้นเมื่อวันก่อนแล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายทั่วร่างกำลงลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความแค้น

            ระหว่างที่กำลังสำรวจอยู่นั้น หลินหยางไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำดียวแต่ว่าสีหน้าของเขานั้นกับเย็นยะเยือกมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก้าวเร็วๆ ไปที่ส่วนของโรงงานที่อยู่ท้ายสุดข้างในนั้นมีเหล่านักการช่างกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมุงอยู่หน้าห้องๆ หนึ่งอยู่

            “ท่านอาจารย์อี้ ท่านอาจารย์อี้ ท่านต้องทนได้สิ!!”

            ภายในห้องนั้นพลันมีเสียงตะโกนดังขึ้นอีกทั้งยังมีเสียงร้องไห้สะอื้นดังขึ้นอย่างเศร้าโศก

            ‘แย่แล้ว’

            หลินหยางคิดในใจว่าโชคดีที่มาทันเขารีบแหวกฝูงคนเข้าไปในห้องนั้นทันที

            ผู้คนทั้งหลายยังไม่ทันได้เห็นว่าคนที่เข้ามาไปนั้นเป็นใครหลินหยางก็ได้ไปยืนอยู่หน้าเตียงของอี้สิงอวิ๋นสีหน้าของเขาตอนนี้เย็นเยือกเสียยิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งหมื่นปี

            “ผู้ ผู้อาวุโสหลิน!!”

            ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้เตียงที่สุดคนนี้ก็คือนักการช่างระดับวิญญาณของเลี่ยนเทียนเฮ่าที่หลินหยางเคยช่วยเอาไว้ตอนเกิดเหตุการณ์งานประลองยุทธภัณฑ์วู๋กัง

            ชายชราผู้ที่ตามอี้สิงอวิ๋นมาเปิดสาขาใหม่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้พอเห็นว่าหลินหยางมาถึงแล้วบนใบหน้าอันแสนเจ็บปวดก็พลันปรากฏความหวังอันไร้ที่สิ้นสุดขึ้นมาทันที

            “ผู้อาวุโสหลิน ท่านรีบดูท่านอาจารย์อี้เร็วเขากำลังจะทนไม่ไหวแล้ว!!”

            ในที่สุดหลินหยางก็ได้เจอกับอี้สิงอวิ๋น

            ผู้เฒ่าท่านนี้เมื่อหลายเดือนก่อนยังช่วยเขาเร่งผลิตชุดเกราะราชันเงินขาวอยู่เลยสติสัมปชัญญะของเขายังคงแจ่มใสดีอย่างไม่น่าเชื่อเขามักจะเปลือยเสื้อออกเพื่อโชว์กล้ามเนื้ออันบึกบึนของเขาแล้วพูดกับหลินหยางว่า “ฮ่าฮ่า หลินหยาง ถึงเจ้าจะอายุน้อย แต่ถ้าวัดกันเรื่องกล้ามเนื้อแล้วแขนเล็กๆ ของเจ้านั้นอย่างห่างชั้นกว่าข้าอีกเยอะ!”

            หลินหยางก็มักจะตอบรับกลับไปด้วยรอยยิ้มเสมอ

            แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ไม่ได้เจอกันแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือนเขาก็เกือบจะได้จากลากับอี้สิงอวิ๋นผู้นี้ไปตลอดกาลแล้ว!

            “หลิน หลินหยาง!!”

            อาการของอี้สิงอวิ๋นตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้วบนใบหน้าอันแก่ชราของเขาตอนนี้แทบไม่เห็นสีเลือดเลยสักนิดริมฝีปากเองก็ขาวซีดจนน่าตกใจ แค่เห็นก็รู้เลยว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเลือดลมไม่สามารถไหลเวียนได้

            ฝ่ามือของผู้เฒ่าท่านนี้ที่เคยแต่เหวี่ยงค้อนร่ายรำอยู่หน้าเตาไฟนั่นตอนนี้กำลังสั่นจนหยุดไม่อยู่ สีหน้าอันอิดโรยของเขาจ้องมองมาที่หลินหยาง ในที่สุดก็เอื้อมมืออันสั่นเทามาจับกับฝ่ามือของหลินหยางที่ยื่นออกไปหา

            “ข้า ตา ตาแก่ผู้นี้ ทำให้เจ้า เสียหน้าแล้ว...ค่อกค่อกค่อก...”

            ระหว่างที่พูดอยู่ อี้สิงอวิ๋นก็ไอออกมาอย่างรุนแรงแต่กลับไม่มีเลือดให้ไอออกมาอีกแล้ว เปลวเพลิงบนเทียนแห่งชีวิตของตัวเขาใกล้จะมอดดับเต็มทีแล้ว

            “ผู้อาวุโสยี่!”

            “อาจารย์อี้!!”

            ผู้คนรอบข้างล้วนสัมผัสได้แล้วว่ากำลังจะเกิดเรื่องอันแสนเศร้าขึ้นแต่ละคนล้วนตาแดงก่ำ

            อี้สิงอวิ๋นนั้นเป็นคนงานที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูลเวินแล้วทุกคนในที่นี้ล้วนเคยได้รับคำแนะนำจากเขาทั้งสิ้นทำให้เขานั้นได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก

            แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ท่านผู้เฒ่าที่ออกมาเปิดสาขาใหม่ที่นี่ยังไม่ทันได้ทำสำเร็จดีแท้ๆ แต่กลับถูกคนอื่นทำร้ายอย่างทารุณจนเลือดลมอ่อนแรงจนตอนนี้มีสภาพใกล้ตายเต็มทีแล้วจะไม่ให้เหล่านักการช่างที่ติดตามเขามาที่นี่ไม่รู้สึกเสียใจได้อย่างไร

            “ท่านอาจารย์อี้ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น...ท่านหลับให้เต็มที่สักตื่นเดี๋ยวก็หายดีแล้ว”

            ใครจะคิดว่า หลินหยางกลับก้มลงไปปลอบอี้สิงอวิ๋นด้วยรอยยิ้ม ขณะเดียวกันก็เรียกเอาขวดที่ทำจากหยกขวดเล็กๆออกมาจากแหวนพระสุเมรุออกมาขวดหนึ่งจากนั้นก็รินยาที่เป็นของเหลวสีเขียวมรกตออกมาให้อี้สิงอวิ๋นดื่มลงไปอึกหนึ่ง

            จากนั้นก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

            ประกายแสงสีเขียวอ่อนๆ พลันส่องสว่างขึ้นจากทั่วร่างของเขาหลังจากที่อี้สิงอวิ๋นกลืนยานั่นลงไป

            จากนั้นก็เหมือนว่าเลือดลมจะสามารถไหลเวียนไปบนใบหน้าของอี้สิงอวิ๋นพริบตานั้นเอง ผิวหน้าของเขาก็เริ่มมีสีแดงเรื่อขึ้นถึงแม้ว่าจะดูอ่อนแรงอยู่ก็ตามแต่พลังชีวิตของผู้เฒ่าท่านนี้ดูจะฟื้นฟูกลับคืนมาแล้ว

            นี่มันปาฏิหาริย์ระดับฟื้นคืนชีพชัดๆ!!

            “ท่านอาจารย์อี้! นี่...ผ้าอาวุโสหลิน...นี่...นี่มัน...”

            วู๋กังที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียงนั้นตกใจจนพูดไม่เป็นคำแล้วแต่หลินหยางตอนนี้กลับค่อยๆวางมือของอี้สิงอวิ๋นที่เพิ่งหลับลงไปเบาๆ ด้วยสีหน้าที่กลับมาดุดันและเย็นชาอีกครั้ง

            “เถ้าแก่หวัง อาจารย์วู๋ข้ามีเรื่องจะถามพวกเจ้าหน่อย”

            วิธีพูดของหลินหยางตอนนี้ไม่เหมือนเด็กหนุ่มเลยสักนิดแต่เป็นท่าทีของผู้นำของคนทั้งหมดที่นี่

            เขาพาจ้าวเหวินชาง เถ้าแก่หวัง และวู๋กังเดินออกไปที่อีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆทันทีที่เข้าไปในห้องนั้น เขาก็ถามขึ้นมาทันทีว่า

            “เถ้าแก่หวังเจ้าช่วยเล่ารายละเอียดของระบบและโครงสร้างของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี่หน่อย...เรื่องนี้คงจะมีเบื้องหลังอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่าแค่การก่อกวนอย่างที่เห็นอยู่แน่นอน”

            ความสุขุมลุ่มลึกของหลินหยางตอนนี้สูงส่งยิ่งกว่าคนทั่วไปเขาต้องการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งครั้งนี้

            “ได้เลย ท่านผู้อาวุโสหลิน” เถ้าแก่หวังเองก็ไม่ธรรมดาเขาเล่ามุมมองของตัวเองที่มีต่อเรื่องนี้ออกมาว่า “อันที่จริงถ้าพูดถึงเบื้องหลังของเรื่องนี้แล้วมันก็ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนขนาดนั้นก็แค่มีกลุ่มพันธมิตรการค้าขนาดใหญ่สองกลุ่มร่วมมือกันต่อกรกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าแต่มีเลี่ยนเทียนเฮ่าของกลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชางเราเป็นจุดศุนย์กลางของความขัดแย้งครั้งนี้ก็เท่านั้น”

            “รายละเอียดเป็นอย่างไร?” หลินหยางขมวดคิ้วขึ้น

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน