ราเชนมองเมืองหลวงแห่งอาณาจักรปัจจิม ซึ่งมีชื่อว่า ซีหยาง เป็นเมืองที่ตั้งตระหง่านใหญ่โต ทหารประจำเมืองก็มากมายเข็มแข็ง ภายในเมืองก็สร้างด้วยศิลาขนาดใหญ่ แข็งแรง น่าจะสร้างมาหลายร้อยปีแน่ๆ ผู้คนต่างไม่สนใจเรื่องสงครามที่กำลังมาถึง ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างเป็นปกติ หาได้เกรงกลัวภัยสงครามไม่
และในที่สุด ขบวนศพของนายท่านสี่ ก็มาถึงคฤหาสน์ตระกูลฟง มีป้ายที่ใหญ่โต ติดอยู่ประตูทางเข้า เล็กกว่าประตูเมืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
มีคนถืออาวุธเฝ้าประตู สี่คนพอเห็นขบวนศพมาก็รีบเปิดประตูใหญ่ทันที
พอเข้าไปถึงด้านใน พบว่าด้านในก็เตรียมงานศพที่ใหญ่โต มีโคมไฟ ผ้าขาวดำ ประดับไปทั่วตระกูล ด้านในมีผู้ใหญ่ของตระกูลฟงหลายคน ต่างยืนรออยู่ ราเชนได้แต่ยืนอยู่ด้านนอกห้องโถง ปล่อยให้คุณหนูใหญ่ กับ เสี่ยวตง เข้าไปเจรจากันกับผู้ใหญ่ในตระกูล เขารีบเอ่ยกลับ ผีนายท่านสี่ว่า
“ ข้าพาลูกๆ ของท่านกลับมาตระกูลแล้ว เงินมัดจำที่ตกลงกันไว้เล่า”
“ เอาไว้คืนนี้ก่อน ข้าจะพาเจ้าไปที่ห้องส่วนตัวของข้า”
ราเชนได้แต่พยักหน้าอย่างพอใจ คิดว่าได้ค่ามัดจำมา 1 ล้านเหรียญทอง เขาจะมีเงินไปซื้อ อุปกรณ์สำหรับฝึกเขียนยันต์เพิ่มเติม เพราะวัสดุอุปกรณ์ของเขาไม่มีพอที่สำหรับฝึกฝนต่อได้แล้ว
ราเชนยืนรออยู่ด้านนอกได้สักพัก คุณหนูใหญ่ ก็เดินเข้ามาพร้อมกับมอบทองคำให้กับเขา สี่แสนเหรียญทอง
“ ข้าเพิ่มค่าจ้างให้ท่านสองเท่า ที่ท่านช่วยชีวิตข้าและทุกๆ คน หวังว่า พวกเราคงจะได้เจอกันอีกในอนาคต ลาก่อน” คุณหนูใหญ่เอ่ยจบ ก็ทำท่าจะเดินจากไป ราเชนตกใจยิ่งนัก รีบเอ่ยออกมาว่า
“ เดี๋ยวก่อน ราคานี้ข้าจะต้องทำพิธีนำร่างของบิดาท่านกลบฝังให้เรียบร้อยไม่ใช่รึ?”
“ ไม่ต้องแล้ว ท่านลุงใหญ่ ได้เชิญนักพรตจางจือเต้า มาทำแทนท่านแล้ว ข้าจะให้หวังฉี พาท่านไปพักที่ห้องรับรองแขกก่อนคืนนั้น พรุ่งนี้ท่านค่อยกลับไปก็ได้”
ราเชนได้แต่พยักหน้ายอมรับ เขาคิดว่าคืนนี้คงต้องปรึกษากับ ผีนายท่านสี่ว่าจะหาทางอยู่ในตระกูลฟงได้อย่างไร เพื่อจะคุ้มครองคุณหนูใหญ่อี้หลัน กับ คุณชายเสี่ยวตงดี
ณ ห้องโถงใหญ่ของตระกูลฟง มีผู้อาวุโสของตระกูลฟง นั่งเรียงรายกันสองฝั่ง ตรงกลางเป็นที่นั่งของหัวหน้าตระกูล ฟงอี้ชวน มีคุณหนูใหญ่อี้หลัน นั่งติดกันกับเสี่ยวตง พอทุกคนมากันครบ ฟงอี้ชวนก็เอ่ยขึ้นออกมาว่า
“ อี้หลัน หลังจากบิดาของเจ้าตาย ผู้อาวุโสในตระกูลฟงของเรา ก็มีความเห็นต้องกันว่า จะให้เสี่ยวตงเป็นผู้สืบทอดต่อจากบิดาของเจ้า ส่วนเจ้าที่จะต้องแต่งไปที่ตระกูลเซี่ย อาณาจักรบูรพา พวกเราจะมอบทองคำให้กับเจ้า ห้าร้อยล้านเหรียญทอง เป็นทรัพย์สินส่วนตัว และจะมอบเหมืองทองคำที่อยู่ดินแดนบูรพาให้กับเจ้าทั้งหมด ส่วนทรัพย์สินของมารดาของเจ้านั้น เจ้าก็ควรจะมอบให้ เสี่ยวตงทั้งหมด จากนั้นพวกเราจะคอยดูแลทรัพย์สินของเขา จนกว่าเสี่ยวตงจะมีอายุครบ 20 ปี” ผู้นำตระกูลฟงอี้ชวน กำลังจะเอ่ยต่อ แต่ทว่า คุณหนูอี้หลัน กลับลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวแทรกขึ้นมาว่า
“ ท่านลุงใหญ่ และผู้อาวุโสทุกท่านคงจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง
ประการแรก คือ กิจการเหมืองทองคำทั้งหมดเป็นของตระกูลของท่านแม่ ข้าไม่กล้ารบกวนให้พวกท่านมาช่วยบริหารกิจการอย่างแน่นอน แต่ถ้าเป็นกิจการร้านทองและโรงรับจำนำของตระกูลฟงที่ท่านพ่อดูแล ข้าก็ไม่คัดค้าน
ประการที่สอง คือ เสี่ยวตงคือน้องชายของข้า ข้าไม่กล้ารบกวนให้พวกท่านช่วยดูแลเขาอย่างแน่นอน
ประการที่สาม ทรัพย์สินของท่านพ่อที่ท่านได้สร้างขึ้นมาใหม่กับทรัพย์สินเก่าของท่านแม่ ข้าจะเป็นคนดูแล และ จัดสรรให้กับเสี่ยวตงเอง ไม่ต้องรบกวนผู้อาวุโสทุกๆ ท่าน อีกไม่กี่วัน คุณชายเซี่ยเสียนคงจะมารับข้ากลับอาณาจักรบูรพา ข้าจะพาเสี่ยวตงไปกับข้าด้วย”
ผู้อาวุโสทุกๆ ท่านคล้ายตื่นตะลึง ไม่คิดว่า อี้หลันเด็กสาวจะกล้าแข็งข้อกับคำสั่งของผู้นำตระกูลเช่นนี้
“ อี้หลัน นี่เจ้าคิดจะฝ่าฝืนกฏของตระกูลฟงอย่างนั้นรึ?” ฟงเว่ย นายท่านรอง ตวาดเสียงดังลั่น
“ อี้หลัน พวกเราแค่อยากปกป้องผลประโยชน์ของเสี่ยวตง หากว่าเจ้าแต่งออกไปเป็นคนของตระกูลเซี่ย เจ้าแน่ใจหรือว่า พวกเขาจะไม่ยึดทรัพย์สมบัติไปจากเสี่ยวตง” ฟงซาน นายท่านสามเอ่ยเตือนทันที
“ เรื่องนี้พวกท่านวางใจ ข้าจะไม่ยอมแต่งงานกับใคร จนกว่า เสี่ยวตงจะมีอายุครบ 20 ปี” คุณหนูใหญ่อี้หลันอย่างด้วยความมั่นใจ ทำเอาทุกๆ คนถึงกับนิ่งเงียบไป
“ ไม่ได้ นี่คือ กฏหมายของอาณาจักรปัจจิม ผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสของตระกูลคือผู้ปกครองแทนบิดามารดาที่เสียชีวิตไปของพวกเจ้า ดังนั้น เจ้าไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งดูเป็นกุนซือของตระกูล อธิบายออกมาอย่างชัดเจน
“ เอาละ ข้าไม่อยากบังคับฝืนใจพวกเจ้า ข้ามีข้อเสนอ หากเจ้าอยากพาเสี่ยวตงไปอยู่อาณาจักรบูรพา ก็จะลงนามมอบกิจการทั้งหมดให้กับตระกูลฟง และ ข้าจะมอบเหมืองทองที่อาณาจักรบูพาให้พวกเจ้าสองคนพี่น้อง อี้หลันนี่คือข้อเสนอที่ดีสำหรับเจ้าแล้ว เจ้าเห็นดีด้วยหรือไม่” หัวหน้าตระกูลฟงอี้ชวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผู้ใหญ่ใจดี แต่สายตานั้นกลับดูเจ้าเลห์ไม่น้อย
“ พี่ใหญ่อย่าทิ้งข้าไปไหนนะ”
เสี่ยวตงเข้ามากอดอี้หลันกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง
“ ไม่ต้องกลัว พี่ใหญ่ไม่ทิ้งเจ้าแน่ๆ”
อี้หลันได้แต่กัดฟันแน่น ไม่พอใจที่ถูกกดดันอย่างนี้ ทั้งที่ ศพของบิดายังไม่ทันได้กลบฝัง ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้แล้ว โดยที่ผู้อาวุโสในตระกูล ต่างไม่มีใครเข้าข้างเธอกับน้องเลยแม้แต่คนเดียว
ผีนายท่านสี่ ที่ยืนอยู่ด้านข้างลูกทั้งสองคน โมโหโกรธเกรี้ยว ใช้มือฟาดแจกัน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลาย แต่ไม่อาจสัมผัสพวกมันได้ จึงได้แต่หายวับไป มายืน ต่อหน้าราเชนที่กำลังนอนอยู่บนเตียง รอเวลาไปรับเงินค่ามัดจำ 1 ล้านเหรียญทอง
“ บัดซบ พวกมันคิดจะฮุบสมบัติของข้า เลวจริงๆ ไม่คิดเลยพี่น้องกันแท้ๆ กลับคิดชั่วเช่นนี้ได้ เจ้าต้องช่วยข้าแล้ว” ผีนายท่านสี่เอ่ยด้วยความโกรธแค้น ส่วนราเชนนั้นยังคงมึนงงกับ คำพูดของนายท่านสี่
“ ใจเย็นๆ ก่อน เรื่องอะไรกัน”
“ พวกมันคิดจะฮุบเหมืองทองของข้าทั้งหมด และยังใช้เสี่ยวตงกดดันอี้หลัน ให้ทำตามคำสั่ง”
“ โอ้ มันทำกันง่ายๆ อย่างนั้นรึ?”
“ ทำไม จะทำไม่ได้ กฏหมายของที่นี่ ผลประโยชน์ของตระกูลเป็นหลัก ผู้หญิงแต่งออกก็ไม่ใช่คนของตระกูลฟงอีกต่อไป ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน ผลประโยชน์ของตระกูล หากบิดามารดาเสียชีวิตแล้ว คนที่มีสิทธิ์ดูแลผลประโยชน์ของบุตรหลาน คือ ผู้นำและผู้อาวุโสในตระกูล ทำไมนะ ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้”
“ ถ้าอย่างนั้น ข้อตกลงของเราก็คงยกเลิก หวังว่า ค่ามัดจำ 1 ล้านเหรียญทองนั้น คงไม่บิดพริ้วข้าใช่ไหม”
“ เฮ้ย เงินแค่นี้ ข้าไม่โกงเจ้าหรอก แต่เจ้าต้องไปช่วยอี้หลันก่อน อย่าให้นางลงนามยกสมบัติให้กับ คนของตระกูลฟง รออีกไม่กี่วัน คนของตระกูลเซี่ยมาถึง ก็จะไม่มีใครกล้าทำอะไรอี้หลันกับเสี่ยวตงเอง”
“ เดี๋ยว ท่านพูดง่าย ให้นักพรตอย่างข้า เดินเข้าไปในที่ประชุมของตระกูลฟง แล้วบอกอี้หลันว่า อย่าลงนามใดใด ทั้งสิ้น อย่างนั้นเร๊อะ? แค่จะเข้าไปก็คงถูกถีบออกมาแล้ว”
“ ไม่รู้ล่ะ หากทำไม่ได้ เงินค่าจ้างยี่สิบล้านเหรียญทอง ข้าก็ไม่มีปัญญาหามาให้เจ้าได้”
ราเชนได้ฟัง แล้วก็ถึงกับเสียดาย ลุกขึ้นเดินไปมาใช้ความคิดอย่างเร็วไว จะเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ได้อย่างไรกัน
“ ได้ ข้าตกลง แต่ว่าท่านต้องร่วมมือกันกับข้าด้วย ว่าแต่ท่านอย่าลืมที่พูดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นข้าจับท่านใส่หม้อถ่วงน้ำแน่ๆ ”
“ ถ่วงน้ำ?” ผีนายท่านสี่ได้แต่เอ่ยออกมาอย่างงง ไม่รู้ว่าราเชนหมายถึงอะไร
ส่วนราเชน ตอนนี้มุ่งหน้าไปทางห้องโถงที่ผู้อาวุโสของตระกูลฟง กับ คุณหนูใหญ่กำลังเจรจากัน โดยที่เขาวางแผนบางอย่างเอาไว้แล้ว
พอไปถึงทางเข้าประตูห้องโถงใหญ่ พบกับหัวหน้าหวังฉี และ ฟงเลี่ย ยืนกอดอกขวางเอาไว้ มีลูกน้องถืออาวุธคอยคุ้มกัน สิบกว่าคน
“ ท่านนักพรต มาทำอะไรที่นี่” หัวหน้าหวังฉีเอ่ยทักทายราเชนด้วยความสงสัย
“ ใช่ ท่านควรจะอยู่ในที่พักของท่าน ไม่ควรมาเพ่นพ่านแบบนี้” ฟงเลี่ย เอ่ยกับราเชนอย่างไม่ไว้หน้าแต่ราเชนกลับไม่สนใจ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า
“ วิญญาณนายท่านสี่มาหาข้า ท่านมีเรื่องด่วนอยากบอกกับคุณหนูใหญ่”
“ อะไรนะ?” หัวหน้าหวังฉี ถึงกับสะดุ้ง มองไปรอบๆ แต่หาได้พบอะไรผิดปกติไม่
“ วิญญาณ เจ้าคิดว่า ใครจะเชื่อคนอย่างเจ้า ไสหัวไปให้พ้น” ฟงเลี่ยเอ่ยไล่ด้วยน้ำเสียงดูแคลน แต่หัวหน้าหวังฉี กลับเอ่ยว่า
“ ข้าเชื่อท่านนักพรตน้อย เปิดประตูข้าจะเข้าไปแจ้งเรื่องนี้ให้คุณหนูใหญ่ทราบ”
“ ไม่ได้ นายท่านทั้งหลายกำลังหารือเรื่องสำคัญกันอยู่ ห้ามใครเข้าไปรบกวนเป็นอันขาด”
“ แต่ว่า.” หวังฉีไม่อยู่ในฐานะที่จะบุกเข้าไปได้ เพราะกำลังคนของเขา ไม่อาจเทียบคนของ ฟงเลี่ยได้ จึงได้หันมาจะกล่าวกับราเชน แต่ทว่า ราเชนกลับตัวสั่นอย่างรุนแรง จนกระทั่งหยุดนิ่ง มองฟงเลี่ยด้วยสายตาแปลกๆ ไม่เหมือนเดิม แล้วเริ่มพูดบางอย่างออกมาด้วยซุ่มเสียงและท่าทาง เปลี่ยนไปจากเดิม
“ เลี่ยน้อย เจ้ายังไม่เปิดทางให้ข้าอีกรึ?”
ฟงเลี่ย พอได้ยินเสียง ก็ถึงกับสะดุ้งไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะท่าทางและน้ำเสียงที่พูดออกมานั้นเป็นเสียงของนายท่านสี่ ที่เคยเรียกเขายามมีชีวิตนั่นเอง...........