เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 55 บ่มเพาะบนเกาะ

     แค่ชั่วพริบตาเดียว ก็ผ่านพ้นไปแล้วสามวัน ในสามวันมานี้ ประชาชนในเมืองหวู่หลิงเรียกได้ว่าต้องประสบอยู่กับช่วงเวลาที่อกสั่นขวัญแขวน แรกเริ่มก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นมาเป็นระลอก ต่อมาก็เกิดเป็นหมอกสายน้ำเพิ่มขึ้นจนบดบังได้แม้แต่ขุนเขาได้ในทันที ปกคลุมไปจนท่วมท้น ไม่นานนัก ม่านน้ำกลุ่มนี้ก็ยิ่งแผ่ขยายตัวออกมา จนปกคลุมเข้าไปทั่วทั้งหุบเขา แปรเปลี่ยนจนเกิดเป็นโลกแห่งม่านน้ำวารี จากนั้น พลันเกิดเป็นเสียงระเบิดดังขึ้น เกิดเป็นเสียงระเบิดดังสนั่นออกมาดั่งผ่านมาจากโลกของหมอกวารี จนทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเป็นการไปทำให้สวรรค์พิโรธ จนเกิดเป็นพลังทัณฑ์ที่จะทำลายล้างโลกาไปแล้ว โชคยังดี ที่ทางการได้ประกาศเป็นรายลักษณ์อักษรเอาไว้แล้วว่า ห้ามมิให้ผู้คนขึ้นไปบนเขา เนื่องจากเทพเซียนน้อยกำลังเก็บตัวเข้าสู่การบ่มเพาะ จึงได้ห้ามมิให้ไปรบกวนเป็นอันขาด เมื่อได้ทราบข่าวคราวเช่นนี้ เหล่าประชาชนจึงค่อยเบาใจกันขึ้นมาได้ เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีท่านเทพเซียนแบกรับเอาไว้ หากเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมใดก็ล้วนแต่ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สมเหตุสมผล ณ สวนหลังจวน ภายในจวนที่พำนักของเจ้าเมือง เพราะเดิมทีแล้วท่านเจ้าเมือง ก็ถือเป็นบุคคลใหญ่โตภายในกองทัพ เมื่อเกิดศึกสงครามการปะทะกับโฮ่วจิน จึงยอมเสียสละจนตัวตายไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงได้กลายเป็นจวนที่ว่าการของเหอหยงฝู ในเวลานี้เขาเองก็ได้กลายเป็นผู้จงรักภักดีที่ได้รับการสนับสนุนจากฉินอวิ๋น และให้นั่งอยู่ในที่นั่งที่เสมอกันได้ ตรงกลางได้ประดับไว้ด้วยโต๊ะลายกุหลาบขาว ด้านบนยังประดับเอาไว้ด้วยอาหารเลี้ยงอำลา และผลไม้สี่ฤดู แต่ถึงอย่างนั้นก็พอที่จะเข้าใจในความหมายของทั้งสองได้อย่างชัดเจน เนื่องจากด้วยกิริยาท่าทางที่เป็นกังวลกระวนกระวาย จนบางครั้งบางคราวยังได้หันไปเหม่อมองทางด้านของภูเขาทางด้านนั้น ท่ามกลางความเงียบเชียบ ฉินอวิ๋นเป็นคนแรกที่เข้ามาทำลายบรรยากาศความกระอักกระอ่วน โดยที่พูดขึ้นว่า: “โดยที่ไม่ทราบว่าเทพเซียนน้อยท่านตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว? จะออกจากการเก็บตัวเมื่อไหร่?” ในยามที่จากไป เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงบอกกล่าวทิ้งเอาไว้แค่เพียงว่า “จะเก็บตัวเข้าสู่การบ่มเพาะ ห้ามไปรบกวนเป็นอันขาด” เอาไว้เท่านั้น จากนั้นก็หายลับจากไป แต่กลับไม่อาจทราบได้ว่า ทั้งสองที่ครุ่นคิดในเรื่องราวของเจวี๋ยหวู่หมิง ถึงกับขบคิดกันจนผมแทบขาวไปกันแล้ว “เอ๊ะ เรื่องของท่านเซียน ยังเป็นเรื่องที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราท่านสามารถขบคิดกันได้อย่างงั้นหรือ รอฟังข่าวดีไปกันเถอะ” เหอหยงฝูจึงค่อยถอนหายใจออกมา “คงมีแต่ต้องทำเช่นนี้กันแล้ว” …… ในช่วงเวลาที่ทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำของเมืองหวู่หลิงล้วนแต่กำลังถกสนทนาเกี่ยวกับเจวี๋ยหวู่หมิงกันอยู่นั้น เจวี๋ยหวู่หมิงที่เหมือนกับกำลังใช้ [1] กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเลก็มิปาน จึงค่อยได้จากไปอย่างเงียบงันแล้ว [1] กลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการที่คิดหรือมองข้ามสิ่งใด ๆ ก็ตาม ที่คิดว่าตนเองนั้นได้ตระเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว ก็มักจะมีความประมาทเลินเล่อและมองข้ามศัตรูไปอย่างง่ายดาย สามวันมานี้ เขาเองก็ได้เปลี่ยนซากศพทั้งหมดให้กลายเป็นค่าปราณบริสุทธิ์ไปหมดแล้ว ด้วยการที่มีค่าปราณบริสุทธิ์จำนวนมากมายมหาศาล ย่อมเพียงพอที่จะทำให้การบ่มเพาะของเขาเลื่อนขึ้นไปจนถึงในขอบเขตที่ไม่อาจคาดคิดได้เลยทีเดียว ในระหว่างนั้น เคล็ดกายาหลอมโลหิตของเขาก็เลื่อนไปจนถึงขั้นที่ห้าแล้ว ด้านความแข็งแกร่งของกายหยาบเองก็อยู่จนถึงขั้นที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิชาไปกันแล้ว และบันทึกไตรแสงวารีเยือกที่เลื่อนขั้นไปได้เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น เขาก็ไม่กล้าพอที่จะเลื่อนขั้นต่อไปอีกแล้ว เนื่องจากเสียงที่เกิดจากการบ่มเพาะบันทึกไตรแสงวารีเยือกนั้นดังสนั่นมากจนเกินไป ถ้าหากไม่สะกดควบคุมเอาไว้แล้วละก็ เช่นนั้นเกรงว่าทั่วทั้งเมืองหวู่หลิงก็คงจะถูกทำลายจนไม่เหลือซาก จนกลายเป็นเพียงแค่เมืองร้างไปในทันทีแล้ว เพียงแค่การบ่มเพาะของเขาไม่ต่างอะไรไปจาก [2] น้ำขึ้นเรือย่อมสูง ก็สามารถทะลวงเข้าสู่การบ่มเพาะพลังในขั้นสูงสุดกันแล้ว จนสามารถก้าวเข้าสู่ผนึกรากฐานช่วงต้นได้ในบัดดล [2] อุปมาว่า เมื่อฐานที่อิงนั้นดีขึ้นสถานการณ์หรือเหตุการณ์ของตนย่อมพลอยดี เคล็ดวิชา เคล็ดคาถาที่มีอยู่มากมายในความทรงจำ ล้วนแต่สามารถควบคุมใช้ออกมาได้กันแล้ว ยกตัวอย่างเช่นเคล็ดมิติอากาศ เดิมทีหากอยู่ในช่วงของการบ่มเพาะ จะสามารถทำให้เกิดหยุดอากาศได้ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แต่ตอนนี้กลับสามารถที่จะทำให้เหาะเหินเดินอากาศได้แล้ว หากคิดที่จะไปยังที่ไหนก็สามารถไปยังที่นั่นได้ เมื่อได้มีความสามารถของการเหาะเหินท่องอากาศ เขาย่อมไม่สามารถปล่อยให้ถูกผูกมัดอยู่ภายในสถานที่เล็ก ๆ อย่างเมืองหวู่หลิงได้อีกแล้ว เมื่อคิดได้อย่างนั้น ก็กระตุ้นเคล็ดท่องอากาศ โดยทำให้เกิดเป็นหมอกวารีคอยบดบัง ลอยล่องท่องอยู่เหนือเวลาสูง หายลับไปจากน่านฟ้าเมืองหวู่หลิงไปในพริบตา ครั้งนี้เขากลับไปโดยที่ไม่ได้ล่ำไม่ได้ลา ทั้งยังไม่มีใครล่วงรู้ได้ แม้แต่จ้าวตว่อเอ๋อเองก็ไม่ได้บอกกล่าว เขารู้สึกว่าการทำแบบนี้จึงถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด อีกทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดของการจากลาไปได้ อีกทั้ง เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็รู้สึกว่ายังถือเป็นการชดเชยให้กับกู่ยี่แล้ว จึงเกิดความคิดที่จะไปทำความปรารถนาอย่างแรกของฮวานอวิ๋นให้สำเร็จก่อน เป้าหมายอันยิ่งใหญ่เองก็บรรลุแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่อาจปล่อยให้เสียเวลาเปล่าได้ โดยการที่ต้องมัวแต่มาท่องอยู่ต่างพิภพกันแบบนี้ ต่อมา ก็คือการไปทำความปรารถนาทั้งสองสิ่งของฮวานอวิ๋นสุดท้ายให้เป็นที่สำเร็จ จึงค่อยถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในเวลาเดียวกัน เขาเองก็สามารถที่จะจัดการเรื่องของตัวเองได้ โดยการเก็บสะสมวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพี ทรัพยากรอย่างมนตราคาถาเป็นต้น เพื่อเพิ่มพูนพละกำลัง และแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง …… จากการเหาะเหินมาตลอดทาง น่าจะล่วงเลยมาได้กว่าครึ่งวันได้แล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้มองเห็นม่านสีฟ้าครามในที่ห่างไกลออกไปผ่านจากทางเวหา โดยที่มีเสียงของคลื่นทะเลกระทบ จนอดไม่ได้ที่จะยินดี: “มาถึงหนานไห่แล้ว!” เมื่อได้ลอยล่องลงจากท่ามกลางอากาศ ตรงฝ่าเท้าก็เหยียบลงบนผืนหาดทราย เหม่อมองไปยังท้องสมุทรที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา จนเกิดเป็นความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง จนรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง! บนทะเลหนานไห่ ที่มีสายน้ำจากเจียเจียงไหลมาบรรจบ เกิดเป็นคลื่นลมซัดถาโถม ถ้าหากเทียบกับเมฆหมอกสีขาวที่อยู่บนท้องฟ้า แล้วหมู่เกาะเรียงรายกันอยู่บนท้องสมุทรกกันมากมายนับไม่ถ้วน เจวี๋ยหวู่หมิงเสาะพบหมู่เกาะที่มีพลังลมปราณอัดแน่นอยู่อย่างเต็ม ระหว่างนั้นก็ปูพรมวิชาค่ายกลสายมารขึ้นอีกหลายแห่ง แล้วจึงค่อยได้เข้าสู่การเก็บตัวเพื่อบ่มเพาะอีกครั้ง ถ้าสามารถไปยังบนทะเลที่ไม่มีร่องรอยของผู้คน เขาก็จะสามารถเลื่อนขั้นมนตราคาถาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวกันแล้ว ในที่แห่งนี้ ถึงแม้ในเวลาที่จะบ่มเพาะอาจจะทำให้เกิดเป็นภาพนิมิตอะไรขึ้น เชื่อว่าก็คงจะไม่มีใครสามารถพบเห็นได้ เขาเองก็สามารถที่จะบ่มเพาะได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงว่าจะมีคนเข้ามารบกวน บนเกาะน้อยนิรนาม วินาทีนั้นก็ถูกขุดจนเกิดเป็นถ้ำที่พักขึ้น เจวี๋ยหวู่หมิงนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำ ทั่วร่างกายได้ค่อย ๆ เกิดเป็นหมอกสีฟ้าเข้มลอยตัวออกมาเป็นชั้น ๆ จนปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำทำให้เกิดเป็นไอเย็นดั่งน้ำแข็งออกมาได้อย่างถึงขีดสุด ที่ตรงพื้น บนหน้าผากำแพงหิน แต่ละจุดล้วนแต่เกิดเป็นน้ำค้างเกาะตัวจนหนาเป็นชั้น ๆ “ด้านพื้นฐานแข็งแกร่งของร่างกายเองก็ไปจนถึงขั้นที่ไม่อาจคาดคิดได้แล้ว คงไม่จำเป็นที่จะต้องเลื่อนขั้นเคล็ดกายาหลอมโลหิตกันอีกแล้ว ยังไงก็มาเลื่อนขั้นบันทึกไตรแสงวารีเยือกกันก่อนจะดีกว่า” เจวี๋ยหวู่หมิงพลันเกิดเป็นความคิดที่ไหลรินอย่างเชื่องช้า เมื่อพลันบังเกิดความคิด หน้าต่างคุณสมบัติของระบบทันใดนั้นก็พลันดีดตัวขึ้นมา จนปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าสายตาของเขา เขาแทบจะไม่ได้มองอะไรเลยด้วยซ้ำ เพียงมองไปที่ส่วนที่เป็นมนตราคาถาในทันที: “มนตราคาถา:《บันทึกไตรแสงวารีเยือก》(ขั้นที่สี่)《เคล็ดกายาหลอมโลหิต》(ขั้นที่ห้า)” “ขั้นต่อไป ขั้นที่ห้า ถ้านับตามกระบวนการเลื่อนขั้นเป็นขั้นเป็นตอน หากเป็นไปตามรายละเอียดของมนตราคาถา ถ้าหากว่ากันตามจริงก็คือต้องปรับเปลี่ยนสมดุลร่างกายของตัวเองก่อน แล้วถึงจะสามารถผสานเข้ารวมกับคุณสมบัติของพลังลมปราณได้ จนเลื่อนขั้นเพื่อเกิดเป็นคุณสมบัติการต้านทานความเย็น อีกทั้งในส่วนของช่วงปลาย จะยังสามารถเข้าถึงขอบเขตการรวมร่างกายเพื่อเป็นหนึ่งกับวารีทั้งใต้หล้าได้” ถึงแม้เขาจะเข้าใจ แต่ความจริงแล้วก็เพื่อสร้างเป็นหลักพื้นฐานของการผสานโอสถในอนาคต ยังไงก็มีแต่ต้องสร้างพื้นฐานให้สมบูรณ์มั่นคง จึงจะสามารถไปยังจุดที่ไกลยิ่งกว่าได้ จึงจะไม่ถือเป็นการลดทอนศักยภาพไปเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ในส่วนที่ถ้าคิดจะสร้างหลอมโอสถยังไงก็ต้องมีเตาหลอมโอสถก่อน ถ้าคุณภาพเตาหลอมโอสถไม่ดีพอ ก็รอจนถึงช่วงหลอมโอสถ ก็จะไม่สามารถหลอมโอสถออกมาจนเป็นโอสถชั้นดีได้ เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยกระจ่างแจ้งเหมือนกับกระจกที่สะท้อนออกมาให้ได้เห็น สิ่งที่ต้องทำกับบันทึกไตรแสงวารีเยือกนี้ ก็คือการเพิ่มพูนความทนทานต่อความหนาวเหน็บให้แก่ร่างกายให้ได้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะสามารถรองรับพลังจากวารีได้อย่างใกล้ชิดที่สุด อย่างนี้ในตอนที่ถึงขั้นผสานโอสถ ก็จะทำให้ภายในร่างกายเกิดเป็นพลังลมปราณธาตุวารีที่สามารถรองรับหนาวเหน็บที่จะเพิ่มขึ้นมาอย่างถึงมากขึ้นได้ และขอบเขตขั้นสูงสุดของบันทึกไตรแสงวารีเยือก ก็จะสามารถทำให้ร่างกายกลายเป็นสายน้ำได้ จนเกิดเป็นไตรแสงวารีอันเยือกได้ ที่สามารถแช่แข็งทุกสิ่ง เกิดเป็นพลังกัดกร่อนไปทั้งฟ้าดิน แต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากคิดที่จะสำเร็จจนถึงขอบเขตนั้น หากไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ในตอนนี้เขาก็คงจะต้องก้าวไปทีละขั้นทีกันแล้ว “อย่างนั้นก็เลื่อนขั้นดีกว่า” เจวี๋ยหวู่หมิงที่พยายามสงบจิตสงบใจ จึงได้ตัดสินใจกดเข้าไปที่ปุ่มบ่มเพาะ วินาทีนั้นหน้าต่างที่แสดงข้อมูลมนตราคาถาทั้งหมดก็เกิดการสั่นไหวขึ้นเป็นระลอก แล้วกลับคืนสู่สภาพปกติไปในทันที เวลานี้ เขาก็หันไปมองอีกครั้ง จนเห็นได้ชัดว่าวงเล็บที่อยู่ท้ายคำว่าบันทึกไตรแสงวารีเยือก ได้กลายเป็นขั้นที่ห้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมา ก็เกิดเป็นเสียงดังหัวเราะดังออกมา! พลังลมปราณสีวารีครามอันมากมายมหาศาล ดุจดั่งการเบิกพิโรธที่เก็บไว้ภายในกาย ความรู้สึกที่เจ็บปวดปานร่างกายฉีกขาดก็แล่นโถมเข้าภายในจิตใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย...

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน