เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 149 ทะเลทรายถามู่

              เมิ่งฝานรีบนำขุมพลังโลกันตร์ใส่เอาไว้ในแหวนคลังวัตถุแม้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในกล่องใบนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้พรมแดนจทิศต้องสั่นสะท้าน ทว่ายามนี้ตัวเขากลับยังไม่อาจใช้มันได้

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ ขณะเดียวกันก็นึกถึงเหมันต์หมื่นปีไปด้วย

              อิงตามที่มีการบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณนั้นความล้ำค่าของเหมันต์หมื่นปีถูกจัดให้อยู่ในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าเป็นสิ่งที่ถูกผนึกเอาไว้บนยอดเขาน้ำแข็ง ซึ่งมีพลังธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งอยู่ภายใน

              หากได้กลืนกินพลังธาตุดังกล่าวเมิ่งฝานก็จะไม่ถูกความร้อนของขุมพลังโลกันตร์แผดเผาแต่มันก็เป็นถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าเลยทีเดียว

              เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกแล้วยิ้มเจื่อนเพราะรู้ว่าปัญหาใหญ่กำลังใกล้เข้ามาอีกแล้วสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาในยามนี้ก็คือการตามหาเบาะแสของเหมันต์หมื่นปีนั่นเอง

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เมื่อมองไปยังแหวนคลังวัตถุที่รั่วสุ่ยอีมอบให้แก่ตนพื้นที่ภายในของมันกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ประหนึ่งตำหนักเลยก็ไม่ปาน ขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันที่ไร้ซึ่งรูปร่างอยู่ด้วย

              ภายในพื้นที่นั้น เมิ่งฝานสะดุดตาม้วนคัมภีร์หลายม้วนและวัตถุดิบที่ถูกหลอมผสานที่ลอยอยู่กลางอากาศตั้งแต่ตอนแรก

              วิชายุทธ์ระดับอักษรฮวง!

              เห็นได้ชัดว่าของเหล่านี้คือสิ่งที่รั่วสุ่ยอีทิ้งไว้ให้ตนและเงื่อนไขในการฝึกฝนมันย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่หรืออาจถึงขั้นที่ยากเย็นยิ่งกว่าวิชาทะลวงธาราเลยด้วยซ้ำไปฉะนั้นแล้วอานุภาพของมัน...

              วัตถุดิบเหล่านี้คือสิ่งที่มีมูลค่าสูงถึงสองแสนเหรียญทองคำดังนั้นหากมันไม่มีฤทธิ์ทรงพลังก็เท่ากับว่าเมิ่งฝานนั้นขาดทุนย่อยยับ

              จากนั้นเด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าเพราะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญตนสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือเขาต้องรู้ให้ได้ว่าที่นี่คือที่ใดจะได้วางแผนในขั้นต่อไป

              หลังจากที่จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพเมิ่งฝานก็เดินไปบนท้องทะเลทราย

              แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังมีพลังที่สามารถปกป้องตนเองได้เวลานี้ฝ่าเท้าของเขาเหยียบย่ำไปบนทะเลทรายก้าวเดินไปบนพื้นที่อันกว้างใหญ่หลายพันเมตรอย่างไม่หยุดพัก

              ท่ามกลางทะเลทรายนั้นแม้แต่น้ำก็ยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่

              ทว่าเมิ่งฝานก็ยังสามารถอาศัยการดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินของคัมภีร์ทวนเทพเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายตนเองได้

              หลังจากที่เดินทางมาครึ่งวันในที่สุดเมิ่งฝานก็ได้พบกับขบวนสินค้าจึงรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือ ‘ทะเลทรายถามู่’ ซึ่งเป็นแนวเขตชายแดนของอาณาจักรต้าก้านเป็นสถานที่เชื่อมต่อกับอีกอาณาจักรและถือเป็นพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองอาณาจักร

              พื้นที่หลายพันเมตรล้วนแต่ปกคลุมไปด้วยผืนทรายและแน่นอนว่าเป็นเพราะมันคือแนวชายแดนจึงมีขบวนสินค้า ทหารรับจ้าง และผู้อื่นสัญจรไปมามากมาย

              เด็กหนุ่มเดินเรียบไปตามทิศแนวชายแดนของอาณาจักรต้าก้านโดยจุดหมายของเมิ่งฝานนั้นก็คือดินแดนต้องห้าม สุสานสวรรค์ ซึ่งยามนี้เขาเพิ่งจะมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น

              ยามนี้เวลาผ่านไปแล้วถึงหนึ่งปีเมิ่งฝานไม่อาจรู้ได้เลยว่าผู้ที่เคยอยู่ในขั้นหลอมปราณอย่างมู่อวี่อินนั้นจะพัฒนาจนแข็งแกร่งถึงเพียงใดแล้ว!

              นี่เป็นการเดินทางที่เงียบงัน เขาฝึกฝนร่างกายตนเองในการเดินทางไปบนทะเลทรายแล้วในที่สุดหลังจากใช้เวลาไปถึงหนึ่งวันเขาจึงมองเห็นเมืองของผู้คนที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายเมืองเฟิงเลี่ย!

              เมืองแห่งนี้ไม่ใหญ่มากแต่กลับมีการคุ้มกันที่ไม่เลวเป็นเพราะทหารรับจ้างบ้าเลือดในทะเลทรายแห่งนี้มีจำนวนมากมาย ฉะนั้นหากไม่ระวังก็อาจทำให้เมืองทั้งเมืองต้องนองเลือดจึงต้องคุ้มกันระวังภัยอย่างแน่นหนา

              ถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนแล้ว!

              เมิ่งฝานส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เขาเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าไปในเมืองเฟิงเลี่ยแล้วแม้ว่ามันจะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายแต่ก็มีผู้คนอยู่จำนวนมากซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วก็คือผู้ที่สัญจรไปมาและขบวนสินค้า

              บนถนนเส้นหนึ่งของเมืองมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่นำสิ่งของออกมาวางขาย โดยในจำนวนนั้นก็มีของที่ไม่เลวอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกันเมิ่งฝานเองก็กวาดตามองหาสิ่งที่ตนเองต้องการ

              ทั้งที่เดินทางอย่างเร่งรีบแต่ก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งแล้วทว่าเขายังมีอีกมากมายหลายสิ่งต้องไปทำ ฉะนั้นแล้วทั้งสมุนไพรและของบำรุงร่างกายจึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

              หากเขาเดินทางไปอีกหน่อยก็คงจะข้ามผ่านทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ไปได้แล้วเมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงซื้อสิ่งที่ตนเองต้องการให้ครบตามจำนวนหลังจากนั้นไม่นานเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบกับเสื้อคลุมกันลมผืนหนึ่ง

              มันมีสีดำขลับตัดเย็บได้อย่างพอดีสามารถคลุมร่างกายเอาไว้ได้ทุกส่วนที่มากไปกว่านั้นคือมีการตัดเย็บด้วยวัตถุดิบพิเศษที่สามารถปิดกั้นการตรวจจับด้วยพลังจิตได้อีกด้วย

              “ของดี เสื้อคลุมทิวากาล!”

              เมิ่งฝานรู้ว่ามันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสองแต่ขุมพลังที่สามารถปิดกั้นการตรวจจับด้วยพลังจิตได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจตามหาได้โดยง่ายเขานึกไม่ถึงเลยว่าจะได้มาพบมันที่นี่

              เมิ่งฝานก้าวเดินออกไปเบื้องหน้า เจ้าของผ้าคลุมผืนนั้นเป็นทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนสมาชิกอยู่ราวสิบกว่าคนโดยกลิ่นอายพลังของพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่บ่งบอกว่ามีประสบการณ์ในยุทธภพมานาน

              ศักยภาพของพวกเขานับว่าไม่เลวผู้ที่มีพลังสูงสุดเป็นชายฉกรรจ์ซึ่งอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียน กล้ามเนื้อบนร่างกายปูดนูนใบหน้ามีรอยแผลเป็น ให้ความดุดันที่น่าเกรงขาม

              เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายคือผู้ที่ชำนาญในเรื่องการต่อสู้เมิ่งฝานก็ไม่ได้ถามให้มากความแต่กลับเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เสื้อคลุมผืนนี้ขายอย่างไรหรือ?”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเสียงเข้ม“สามพันเหรียญทองคำ!”

              สามพัน!

              เมิ่งฝานย่นคิ้วเล็กน้อยหลังจากนั้นก็พึมพำออกมาเสียงเบา “แพงขนาดนั้นเชียวหรือ?”

              เมื่อได้ยินสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาชายฉกรรจ์ก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “หากคิดว่าแพงก็ไม่ต้องถามไม่ต้องซื้อ พูดมากไปเพื่อสิ่งใดกัน เจ้าไม่ดูเสียหน่อยหรือไรว่าที่นี่คือที่ใดอีกอย่างข้าจะบอกให้ว่าวัตถุดิบในการตัดเย็บเสื้อคลุมผืนนี้ก็ได้รับการเสริมเติมแต่งมาอย่างดีด้วยวิธีการที่พิเศษมันหาใช่เพียงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสองธรรมดาเป็นแน่!”

              เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานพลันย่นคิ้วเพราะเขาเข้าใจในน้ำเสียงของชายฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเขาเองก็หาใช่เมิ่งฝานเมื่อสองปีก่อนไม่

              การฝึกบำเพ็ญตนอยู่ท่ามกลางการเข่นฆ่ามานานถึงหนึ่งปีกว่านั้นการเติบโตของเมิ่งฝานหาใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับรู้ได้ไม่ เขาใจเย็นมากพอเมื่อเงียบงันเป็นดั่งสตรีพรหมจรรรย์ เมื่อขยับเป็นดั่งสายฟ้าฟาดคำเย้ยหยันของอีกฝ่ายนั้นหาใช่สิ่งที่สามารถส่งผลต่อขุนเขาได้ไม่

              การระเบิดพลังในตอนต้นตั้งแต่ที่เผชิญหน้ากับศัตรูไม่ได้น่ากลัวแต่สิ่งที่น่ากลัวคือการรู้จักอดทน รู้จักหาโอกาสยกตนข่มท่าน

              เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะโยนเงินจำนวนสามพันเหรียญทองคำให้กับอีกฝ่ายแล้วนำเสื้อคลุมผืนนั้นมา

              เมื่อเห็นการกระทำของเมิ่งฝานชายฉกรรจ์ก็ชะงักงันไปชั่วครู่เขานึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะซื้อมัน ก่อนจะนำเงินของเมิ่งฝานมานับอย่างละเอียดแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย“ตอนนี้แม้แต่ขอทานก็ยังมีเงินมากถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

              ขอทาน?

              เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่ จากนั้นจึงมองชุดที่ตนเองสวมอยู่แล้วพบว่ามันขาดหลุดลุ่ยใบหน้าเปรอะเปื้อนเพราะไม่ได้ล้างมาหลายวัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดชายฉกรรจ์จึงได้บอกว่าตนเองเป็นขอทาน

              เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนก่อนจะนำเสื้อคลุมผืนนั้นขึ้นมาสวมมันดีกว่าชุดคลุมสีดำตัวก่อนอย่างมากเมื่อใดที่ทำการต่อสู้ก็สามารถปิดบังร่างกายตนเองได้ดียิ่งกว่า

              แล้วในชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานกำลังจะจากไปใบหน้าของผู้ค้าขายในบริเวณโดยรอบพลันมีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นมา แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็นก็ยังอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน

              เขามองไปที่ไกลๆก่อนจะพบว่ามีเงาร่างขนาดใหญ่เดินเข้ามายังที่ตรงนี้อย่างรวดเร็ว “พวกเขา!”

              “ไม่ผิดแน่พวกเขาคือกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีที่มีชื่อเสียงในเมืองเฟิงเลี่ย ซึ่งถือว่าร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง!”

              “ใช่แล้ว ยามนี้ผู้เดียวที่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้คงจะมีเพียงหู่เปินจวินแล้วล่ะหากไม่มีเขาผู้นั้นผู้พิทักษ์เหล่านี้ก็คงจะปกครองแหล่งเศรษฐกิจของเมืองเฟิงเลี่ยไปแล้ว!”

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เมื่อมองไปที่ไกลๆก่อนจะพบว่าผู้ที่ถูกเอ่ยถึงเป็นกลุ่มคนที่ดูเหมือนกองกำลังทหาร สวมชุดเกราะสีดำทมิฬซึ่งเห็นได้ชัดว่าทำมาจากวัตถุดิบชั้นดีพวกเขามีถึงสองพันคนแต่ฝึกฝนอย่างเคร่งครัดฮึกเหิม และกำลังมุ่งหน้ามายังถนนแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

              ความทรงพลังของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่เมิ่งฝานไม่กล้ามองข้ามแม้แต่ทหารรับจ้างผู้มากด้วยประสบการณ์ที่อยู่รอบกายเขาก็ยังไม่กล้า ในบรรดากองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีเหล่านั้นมีสองคนที่นั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวยักษ์ผู้หนึ่งเป็นสตรีสวมชุดสีขาวดุจหิมะ เส้นผมยาวสะบัด มีรูปร่างที่ไม่เลวใบหน้าสวยสดงดงาม หากไม่ใช่เพราะมีกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีอยู่รอบกายมากมายแล้วมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้คงจะตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่

              “นางคือเสวี่ยไต้เอ๋อร์!”

              “ใช่แล้วรองแม่ทัพแห่งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีมีอำนาจที่ไม่ด้อยไปกว่าแม่ทัพอ้วนเลยแม้แต่น้อยข้าได้ยินว่าแท้จริงแล้วภายในกองกำลังนี้ไม่มีแม่ทัพ ผู้นำในยามนี้เพียงแต่รักษาการชั่วคราวเท่านั้น!”

              “เจ้าว่าอย่างไรนะ? แม่ทัพท่านนั้นช่างลึกลับเสียจริง เป็นดั่งเทพมังกรที่เห็นหัวไม่เห็นหาง!”

              แล้วในขณะที่ผู้คนทั้งหลายกำลังจ้องมองไปยังสตรีเลอโฉมอย่างเสวี่ยไต้เอ๋อร์เมิ่งฝานกลับต่างออกไป ถึงอย่างไรเขาก็เคยพบเจอสตรีงามมามากมาย จึงไม่ค่อยได้สนใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของตนสักเท่าใด

              สตรีงามเช่นเสวี่ยไต้เอ๋อร์นั้นแม้นางจะเลิศล้ำน่าตกตะลึง แต่เมิ่งฝานกลับรู้สึกว่าไม่เท่าใด

              เขาปรายตามองไปยังคนอีกผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรคนผู้นั้นมีรูปร่างที่อ้วนอย่างมาก เมื่อนั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรไขมันบนร่างก็สั่นสะเทือนทำให้ผู้คนกังวลว่าสัตว์อสูรระดับสองนั้นจะถูกทับตายเมื่อใด

              เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายนัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์ขึ้นในทันใดจากนั้นใบหน้าของเขากลับมีความชอบใจอย่างยิ่งปรากฏขึ้นมา

              กองกำลังทหารมุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็วกลิ่นอายแห่งความร้ายกาจแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณเหล่าผู้คนพากันแยกตัวหลบไปด้านข้างในทันใดเพียงไม่กี่อึดใจกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีก็มาอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

              ถนนนี้ไม่กว้างนักและเมิ่งฝานก็ยืนขวางการเดินหน้าของทหารเหล่านั้นพอดี

              หลังจากที่ปรายตามองเมิ่งฝานที่สวมใส่ชุดหลุดลุ่ยหนึ่งในทหารเหล่านั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ถือว่าให้เกียรติอยู่บ้าง “ได้โปรดถอยไปด้วยขอรับ หรือท่านไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังขวางทางกองกำลังของพวกข้าอยู่?”

              เมิ่งฝานมองทหารเบื้องหน้าแล้วหัวเราะออกมาเสียงเบาเขาปรายตามองไปยังบุรุษอ้วนที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูร

              การเคลื่อนพลหยุดชะงักลง บุรุษอ้วนที่อยู่บนหลังสัตว์อสูรกับเสวี่ยไต้เอ๋อร์ต่างก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเสวี่ยไต้เอ๋อร์ลงมาพร้อมกับกระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “มีอันใดกัน?”

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่เสวี่ยไต้เอ๋อร์เอ่ยออกมาสีหน้าของจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งแห่งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีก็เปลี่ยนไปและมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่ดุดันจากนั้นบุรุษผู้หนึ่งก็ขยับเข้ามา พลังปราณของเขาแผ่ซ่านกลายเป็นมีดสั้นห้าเล่มก่อนจะพุ่งเข้าไปโจมตีเมิ่งฝานจากหลายทิศทาง

              ทว่าในขณะนี้เองที่มีเสียงตวาดดังขึ้นในอากาศ

              “เจ้าสารเลว หยุดเดี๋ยวนี้!”

              เสียงอันก้องกังวานนั้นมาจากบุรุษอ้วนที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรขณะนี้ร่างของเขาสั่นเทา ก่อนจะลงจากหลังสัตว์อสูรแล้วเดินไปหาเมิ่งฝานอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็มาอยู่ในระยะที่ห่างจากเมิ่งฝานเพียงหนึ่งเมตร

              บุรษอ้วนมองเมิ่งฝานแล้วคุกเข่าลงบนพื้นต่อหน้าผู้คนมากมายดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกได้ถึงความเคารพยำเกรงอย่างที่สุด“ท่านใช่หรือไม่ขอรับ เป็นพี่ใหญ่เมิ่งฝานใช่หรือไม่!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน