อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 82 นาคราชสามเศียร

            เสียงกระสุนดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเป็นปวดของเอ็นวี่

            “อ้าก!” หัวงูหดกลับไปพร้อมกับท่าดิ้นทุรนทุรายเพราะโดนยิงซ้ำที่จุดเดิม

            เออร์วินเหลือบมองเอ็นวี่ก่อนจะหันไปมองริคที่ตอนนี้กลับมาหลบหลังปีกอีกครั้งก่อนจะยิงปืนเข้าใส่ริคหนึ่งที แล้วตัดสินใจพุ่งเข้าไปหาเอ็นวี่ที่กำลังดิ้นไปดิ้นมาอยู่นั้น แต่เขาพึ่งจะพุ่งเข้าไปได้ไม่ทันไรเอ็นวี่ก็หันมามางเขาด้วยสายตาที่อาฆาตแล้วฟาดงูใหญ่ใส่เขาแต่เออร์วินก็หลบได้อย่างไม่ยากเย็น แล้วอาศัยจังหวะก่อนที่อีกฝ่ายจะดึงกลับทำการลั่นไกใส่ส่วนหัวของงูแปดนัดทุกนัดยิงเข้าจุดเดิมแบ่งเป็นกระบอกขวาและซ้ายข้างละสี่นัด

            ผลคือตรงจุดที่โดนยิงนั้นมีเกล็ดแตกกระจายก่อนจะตามด้วยเลือดที่พุ่งออกมา

            “อ้าก!” เอ็นวี่ร้องลั่นก่อนจะเรียกหัวงูกลับแต่คราวนี้เขากับไม่ได้ดิ้นเหมือนตอนก่อนๆ แค่ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น

            “เอ็นวี่!” ริคร้องออกมาด้วยความเป็นห่วงเพราะตั้งแต่เริ่มการปะทะกันมาก็เป็นเอ็นวี่กลับเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ฝ่ายเดียวส่วนเขานั้นก็เอาแต่หลบอยู่หลังปีก

            เอ็นวี่จ้องมองร่างเตี้ยเล็กที่กำลังเดินมาหาเขาอย่างใจเย็นราวกับมั่นใจว่าเขาจะไม่มีปัญญาทำอะไรอีกฝ่ายได้ ในใจของเอ็นวี่ตอนนี้นั้นกลับเต็มไปด้วยความรังเกียจ รังเกียจในตัวศัตรูตรงหน้าที่ทำให้เขามาอยู่ในสภาพนี้แต่รังเกียจตัวเองมากกว่าที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย ตั้งแต่ที่ต่อสู้กับพวกนักล่าค่าหัวเขาเสียท่าไปรอบหนึ่งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด พอมาตอนนี้ก็ถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ทั้งที่ตอนนี้เขาก็ได้พลังมาไว้ในกำมือแล้ว เขามั่นใจว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วแต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นทำไมถึงยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้

            ‘ทำไมกันนะทั้งที่เราก็มีพลังแล้วนี่ทำไมเรายังแพ้อยู่อีก ทำไมกัน ทำไมกัน ทำไม ทำไม ขืนเป็นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเมื่อก่อนน่ะสิ ใช่แล้วตัวเราเมื่อก่อนนั้น...’ ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาบางส่วน เขาที่ถูกเวทย์มนต์อันทรงพลังกดไว้กับพื้นตรงหน้าเขาเป็นผู้หญิงสองคน จากนั้นสิ่งของต้องเจอคือถูกบังคับให้มองดูผู้ชายหลายคนผลัดกันยัดสิ่งที่น่ารังเกียจนั้นเข้าไปในร่างของเธอแล้วก็พากันหัวเราะแล้วมองเขากับผู้หญิงทั้งสองคนนั้นเหมือนมองแมลงสาบ น้ำตาของเอ็นวี่เริ่มไหลออกมาเขาไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว และนั่นคือสาเหตุที่เขายอมรับพลังนี้มาก็เพื่อไม่อยากจะกลายเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำแล้วมองอย่างเหยียดหยามเหมือนเหตุการณ์ในความทรงจำนั้นอีกแล้ว เอ็นวี่เหมือนจะนึกอะไรออกแล้วว่าทำไมเขาถึงแพ้ให้กับอีกฝ่าย ‘ใช่แล้วพลังไงล่ะ ถ้ามีพลังมากกว่านี้ก็จะแข็งแกร่งขึ้น ถ้ามีพลังมากกว่านี้ก็จะไม่แพ้ ใช่แล้วพลัง อยากได้พลัง อยากแข็งแกร่ง อยากได้พลัง’ ในหัวของเอ็นวี่เริ่มจดจ่ออยู่กับการปราถนาในพลังไม่หยุด ‘พลังอยากได้พลัง อยากได้พลัง เอาพลังมาให้ฉันเยอะ’

            เออร์วินเดินมาหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายเขาพบว่าตอนนี้เจ้าคนที่มีแขนเป็นงูนิ่งเป็นรูปปั้นไม่ขยับเยื้อนเลยแม้แต่น้อย เขาหรี่ตามองภายใต้หน้ากากก่อนจะจ่อปืนทั้งสองกระบอกไปที่หัวของอีกฝ่ายแต่ก่อนที่เขาจะได้เหนี่ยวไกกลับปรากฏคลื่นกระแทกเออร์วินออกไปอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงคำรามของของเอ็นวี่

            “เอาพลังมาให้ข้า” สิ้นคำของเอ็นวี่มานาปริมาณมหาศาลในอากาศก็ไหลทะลักทลายเข้าไปในร่างของเขา

            ริคที่เอาแต่หลบอยู่หลังจากรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนตัวของมานาที่ผิดปกติ เขาสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ร้ายแรง เขารีบกางปีกออกมองเอ็นวี่ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดเหมือนจะเดาได้แล้วว่าเอ็นวี่กำลังจะทำอะไรรีบตะโกนทันที

            “เห้ย!!! เอ็นวี่หยุดนะเว้ยตัวแกในตอนนี้ยังใช้สิ่งนั้นไม่ได้”

            แต่เหมือนสติของเอ็นวี่จะไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นเอาแต่พูดไม่หยุดว่า

            “เอามาอีกเอาพลังมาให้ข้าอีก มากกว่านี้ข้าต้องการมากกว่านี้”

            เออร์วินที่ถูกกระแทกจนกระเด็นฝืนลุกขึ้นยืนพร้อมกับรู้สึกระบมไปทั้งตัว เขาหันไปมองเอ็นวี่ที่ตอนนี้แม้ว่าจะยังคงคุกเข่าที่พื้นแต่กระแสมานาที่ไหลเข้าไปในร่างอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่งก็บ่งบอกว่ากำลังจะมีเรื่องเกิดขึ้น ไม่รอช้าเออร์วินปลดลูกโม่แล้วเอากระสุนปืนออกมาทั้งหมดโดยไม่สนว่ามีลูกไหนบ้างที่ยังไม่ยิงก่อนที่จะทำการบรรจุกระสุนใหม่จนเต็ม แล้วใช้ย่างก้าวเงาภูติเข้าไปเอ็นวี่พร้อมกับจ่อปืนลูกโม่ทั้งสองที่หัว

            ริคที่เห็นท่าไม่ดีกลางปีกออกกว้างแล้วพุ่งเข้าใส่เออร์วินทันที แต่เออร์วินเบี่ยงตัวหลบได้แล้วเตรียมจะเป่าหัวเอ็นวี่เพื่อปิดฉาก ทว่าเอ็นวี่ที่เอาแต่คุกเข่าเงียบมาตลอดกลับหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นของเอ็นวี่คล้ายกับไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์แต่ราวกับเป็นดวงตาของอสรพิษ เออร์วินชะงักไปพักหนึ่งได้ยินเสียงเอ็นวี่พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าว่า

            “ไปตายซะ” ก่อนที่จะตวัดงูใหญ่ฟาดเขาอย่างแรง ซึ่งทั้งพลังและความเร็วเหนือกว่าที่ผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด

            เออร์ถูกฟาดจนกระเด็นไปไกลหลายเมตรจนเกือบจะเข้าไปอยู่ในป่าก่อนที่จะฝืนลุกขึ้นมาพร้อมกับแสงสีน้ำตาลที่ห่อหุ้มตัวพักหนึ่งแล้วแสงนั้นก็จางหายไปพร้อมกับอัญมณีสีน้ำตาลบนแหวนที่แหลกเป็นผุยผง แม้จะมีพลังของแหวนนี้ช่วยลดแรงกระแทกความรู้สึกที่โดนฟาดก็ยังเหมือนกับว่าร่างกายจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ เออร์วินรู้เลยว่าถ้าไม่มีแหวนวงนี้ช่วยวันนี้ของปีหน้าคงเป็นวันครบรอบวันตายของเขาเป็นแน่ เขาฝืนลุกขึ้นด้วยความยากลำบากก่อนจะมองไปยังเอ็นวี่ที่ตอนนี้อยู่ไกลเห็นว่ายังคงไม่ขยับไปไหน แต่กระแสมานาที่ดูดเข้าร่างอย่างบ้างคลั่งนั้นแม้จะยืนอยู่ตรงนี้ยังรู้สึกได้

            เหลือบมองที่นิ้วมือตนเองพบว่าตอนนี้ตัวแหวนไม่มีอัญมณีติดอยู่อีกแล้วเขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงฟาดของอีกฝ่ายมันแรงเกินไปหรือเพราะว่าแหวนวงนี้กากเกินไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนก็สรุปได้ว่าแรงฟาดที่อีกฝ่ายฟาดมามันเกินกว่าที่แหวนวงนี้จะรับไหว และตอนนี้เขาก็ไม่เหลือเครื่องป้องกันแล้ว

            เออร์วินเตรียมจะเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหมายจะจัดการก่อนที่จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วสถานการณ์แย่ลง เพราะลำพังแค่แรงฟาดเมื่อกี้ก็พอจะบ่งบอกอะไรได้แล้ว แต่ทว่าอยู่ๆ กระแสมานาที่ถูกดูดเข้าหาอีกฝ่ายกลับหยุดชะงักกระทันหัน เออร์วินยืนนิ่งกลับที่สัญชาติญาณบอกเขาว่าไม่ทันแล้ว เขาจึงได้จ้องมองอีกฝ่ายที่ไม่ขยับไปไหน แม้จะรู้ว่าควรจtต้องหนีแต่เขาเองก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไรกันแน่

            ริคมองเอ็นวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลเขาโทษว่าเป็นเพราะเขาที่เอาแต่หลบอยู่หลังปีกแล้วทิ้งให้เอ็นวี่โดนเล่นงานอยู่คนเดียว เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในใจได้แต่ภาวนาให้เอ็นวี่ผ่านมันไปได้ด้วยดี เขาถึงขนาดเริ่มสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้าผู้ประทานมานาให้กลับเหล่ามวลมนุษย์ตามความเชื่อของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ ซึ่งเป็นพระเจ้าที่กลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นต่างพากันชิชังและสาปแช่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เวลานี้เขากลับอ้อนวอนพระเจ้าที่เขารังเกียจนั้น

            เอ็นวี่นิ่งงันไปสักพักก่อนจะคำรามออกมาพร้อมกับระเบิดพลังเวทย์มันมหาศาลออกมา ริคที่อยู่ใกล้ที่สุดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในใจยังคงสวดภาวนาต่อพระเจ้าองค์นั้นไม่หยุด ในขณะที่เออร์วินกลับเพียงยืนมองอยู่เฉยซึ่งสัญชาตญาณบอกเขาว่าสิ่งที่อันตรายกำลังจะเกิดขึ้นแต่เขายังคงมองอย่างใจเย็นในขณะที่ทั้งสองมือยังคงถือปืนลูกโม่ทั้งสองกระบอกไว้

             

            ทางฝั่งพวกพระราชาอัลเฟรดก็กำลังมุ่งหน้าไปอย่างเร่งรีบต่างก็พากันหยุดฝีเท้า พวกเขาต่างรู้สึกได้ถึงมานาจำนวนมหาศาลถูกอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างทางทางที่พวกเขากำลังจะมุ่งไปดูดอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดชะงักแล้วตามด้วยการระเบิดของมานา เหล่าคนหนุ่มสาวต่างพากันแสดงสีหน้าหนักอึ้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเว้นแต่เกรซที่ยังคงแสดงสีหน้าปกติคล้ายกับไม่เห็นเรื่องพวกนี้อยู่ในสายตา ขณะที่หลายคนกำลังสงสัยเบลนที่รั้งท้ายสุดก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า

            “มีคนของราตรีแห่งการล้างแค้นกำลังกายร่างอสูร”

            ออกัส ไลลาและโทมัสต่างพากันหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจว่าที่เขาพูดนั้นหมายถึงอะไร บารอนเอเดรียนกลับพูดขึ้นว่า

            “คงเป็นหนึ่งในสองตัวแรกที่อยู่ในคำทำนายนั่นแหละเพราะพลังระดับนี้ยังเทียบไม่ได้กับพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์”

            เดิมทีตอนที่รับรู้ได้ถึงการระเบิดของมานานี้พวกออกัสเองก็ตกใจกันอยู่แล้ว แต่พอได้ยินในสิ่งที่บารินเอเดรียพูดออกัส ไลลา และโทมัสก็พากันสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ ส่วนเรเวนนั้นเธอกลับนิ่งเงียบไม่พูดอะไรคล้ายกับกำลังนึกถึงเรื่องอะไรบางอย่าง ก่อนจะได้ยินบารอนเอเดรียนพูดว่า

            “ลำพังแค่พลังระดับนี้เจ้าชายยังคงรับมือไหวแต่ถ้าเป็นพลังระดับเดียวกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็นั่นจะเป็นปัญหาทันที หม่อมฉันว่าเราควรต้องรีบเอาตัวเจ้าชายกลับมาก่อนที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์จะโผล่มาพะย่ะค่ะ”

            ได้ยินดังนั้นเรเวนถึงกับเกือบหลุดอุทานว่าอะไรนะออกมา ที่ผ่านมาเธอยอมรับในความสามารถและความฉลาดของเออร์วิน ทั้งทักษะการต่อสู้ความรู้แปลกๆ ที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือแม้แต่ทักษะการวิเคราะห์ที่เขาแสดงออกมาตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่พึ่งเวทย์มนต์ จากสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอกล้าฟันธงว่าเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้นในทวีอาร์เคนัสเขาต้องไปเป็นผู้ที่มีพลังเวทย์อ่อนด้วยที่แข็งแกร่งที่สุดแน่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับมือได้ทุกคน แม้เธอจะยอมรับในความสามารถของเขาและลองฝึกตามที่เขาบอกแต่กับศัตรูที่ระเบิดพลังเวทย์ออกมาได้ในระดับนี้ไม่ว่ายังไงเธอกลับไม่คิดว่าจะเป็นอะไรที่คนซึ่งมีพลังเวทย์ระดับเขาจะรับมือได้ แต่เมื่อสักครู่นี้เธอคล้ายจะได้ยินแม่ทัพใหญ่คนนี้พูดว่าเขายังคงรับมือไหวทำเอาเธอสงสัยว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

            แล้วเรเวนก็พลันเอะใจในเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้นั่นก็คือทำไมคนพวกนี้ถึงไม่มีความคิดเรื่องเจรจากับพวกศาสนจักรเลย ‘ในสถานการณ์เช่นนี้การเจรจากับพวกศาสนจักรแล้วเลือกจะมอบของที่อีกฝ่ายต้องการเป็นตัวเลือกที่ฉลาดกว่าไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมคนพวกนี้กลับไม่มีท่าทีที่คิดจะเจรจาเลยด้วยซ้ำ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะทำอะไรที่ทำให้ถูกพวกศาสนจักรเพ่งเล็งไม่ได้ ไม่หรอกคงไม่ใช่พวกเขาแต่เป็นเออร์วินต่างหากที่ทำอะไร…’ เรเวนพลันนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดกลับเธอขึ้นมาตอนนั้นเธอคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหลแต่ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงล่ะก็มันจะตอบคำถามเรื่องที่เขาสนใจในการตามหาตัวพวกพ่อมดแม่มดทันที ตอนนั้นเขาได้พูดกับเธอว่า

            ‘พี่สาวรู้มั้ยครับว่าเวทย์มนต์พาคนไปเหยียบดวงจันทร์ไม่ได้นั้น กลับมีพลังที่เคยพาคนไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วซึ่งพลังนั้นมีชื่อว่าวิทยาศาสตร์’

            เรเวนที่นึกถึงเรื่องนี้ถึงกับเริ่มมีเหงื่อไหลออกมาเธอเริ่มรู้สึกแล้วว่าที่เขาเคยพูดว่าจะทำลายกฎของโลกนั้นบางทีเขาอาจะไม่ได้พูดเล่นๆ ตามที่เขาบอกก็เป็นได้

            “เธอคิดจะทำอะไรกันแน่เออร์วิน” เรเวนพึมพำออกมาเบาโดยที่ไม่มีใครได้ยิน

             

            หลังจากการระเบิดของมานาร่างกายของเอ็นวี่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงงูทั้งสองข้างเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คอของเขาก็เริ่มมียืดยาวและขยายขนาดใหญ่ขึ้นและหัวก็บิดเบี้ยวไปมาก่อนจะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ลำตัวของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นไม่หยุดยั้งขาทั้งสองข้างเองก็เช่นกันมันพองขยายจนเสื้อผ้าฉีกขาด ก่อนจะเริ่มผสานขาทั้งสองข้างให้กลายเป็นเนื้อเดียว

            “อ้าก!!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเอ็นวี่ดังลั่นไปทั่วบริเวณบ่งบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความทรมานให้เขาขนาดไหน

            การเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหัวของเขาที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นและกลายสภาพจนดูคล้ายงูที่กำลังแผ่แม่เบี้ยมีเขาหนึ่งเขาอยู่บนจมูกสองเขาซ้ายขวาอยู่บนหัว ส่วนลำคอก็ยืดจนยาวพอๆ กับงูซ้ายเขาขนเหมือนมีงูสามหัวอยู่ในร่างเดียวเกร็ดสีดำเริ่มโผล่ตามร่างกายอย่างรวดเร็วจนในที่สุดทั้งร่างก็ปกคลุมไปด้วยเกร็ด หัวทั้งสามของมันต่างพากันแหวนขึ้นฟ้าแล้วร้องฝ่อฝ่อไม่หยุดราวกับต้องการระบายอะไรบางอย่าง

            “What the F*ck”

            เออร์วินอุทานออกมาอย่างลืมตัวเกี่ยวกับอสรพิษยักษสามเศียรนี้เขาเคยอ่านเจอในหนังสือชื่อของมันก็คือ ‘นาคราชสามเศียร’ เป็นสัตว์อสูรสุดแสนจะอันตรายที่สามารถที่ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจขนาดไหนก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกมัน มันได้รับยกย่องว่าเป็นราชาแห่งเหล่าอสรพิษทั้งปวงจะเป็นลองก็แต่เมดูซ่าที่เป็นสัตว์อสูรระดับตำนานเท่านั้น เออร์วินไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเวทย์จำแลงอสูรสามารถกลายร่างแบบนี้ได้ด้วย

            “หรือว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่เวทย์จำแลงอสูร”เออร์วินพำพำออกมา

            นาคราชสามเศียรร้องฝ่ออยู่อย่างนั้นก่อนจะหยุดแล้ววกหัวกลับมาอสรนัยน์ตาอสรพิษสีเหลืองของมันกวาดเมืองไปทั่วบริเวณก่อนจะมองมาทีริคซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก

            ริคมองยักษ์สามเศียรที่มีขนาดใหญ่หลายสิบเมตรด้วยสายตาเคร่งเครียดเขาไม่นึกเลยว่าเอ็นวี่จะมาถึงจุดนี้ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่สามารถกายร่างอสูรได้สำเร็จแต่ปัญหาต่อไปก็คือเขาไม่รู้ว่าเอ็นวี่จะยังคงสติในร่างนี้ได้หรือเปล่าจึงตะโกนถามว่า

            “เอ็นวี่นี่ข้าเองริคเจ้าจำข้าได้มั้ย”

            นัยน์ตาอสรพิษทั้งสามคู่จ้องมองริคพลางหรี่ลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นหันไปจ้องมองร่างๆ หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป

            ‘บัดซบ’ เออร์วินร้องออกมาความจริงเขาตั้งใจจะรอดูสักหน่อยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ได้ยินที่เจ้าคนที่มีปีกนั่นพูดแต่เห็นว่าเขากำลังพูดอะไรบางอย่าง แล้วนาคราชสามเศียรก็จ้องมองเจ้าคนที่มีปีกนั่น แต่ไม่ทันไรหัวทั้งสามนั้นก็เปลี่ยนมาจ้องมองเขา

            ไม่รอให้เขาได้คิดอะไรหัวที่เป็นงูพิษก็อ้าปากก่อนจะพ่นพิษใส่เขา เออร์วินรีบกระโจนไปด้านข้างทำให้พิษที่พ่นมาถูกต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังเขา พอเหลียวหลังไปมาพบเห็นรูขนาดใหญ่บนต้นไม้ต้นนั้นตามได้อาการแห้งเหี่ยวที่รุกรามไปทั้งต้นไม้โดยมีรูที่เกิดจากพิษเป็นศูนย์กลาง ใบไม้ร่วงเริ่มมาไม่หยุดรวมกับเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิเพียงแต่ว่าต้นไม้เหมือนจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิก่อนเวลานั้นกลับไร้ซึ่งสัญญาณชีวิต

            ‘เป็นพิษที่อันตรายชะมัด’

            เออร์วินคิดในใจก่อนจะเห็นไปมองนาคราชสามเศียรตัวนั้นพบว่าทั้งสามเศียรของมันยังคงจ้องมองเขาพร้อมกับกำลังเลี้อยมาหาเขาอย่างรวดเร็วขัดแย้งกับขนาดที่ใหญ่โตของมันส่วนหัวที่เป็นงูพิษก็ตั้งท่าจะพ่นพิษอีกรอบ ทว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากของเขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาเลียริมฝีปากก่อนจะแสยะยิ้มออกมามือทั้งสองยังคงถือปืนลูกโม่ทั้งสองกระบอกไว้ เขาโน้มตัวลงไปข้างหน้าก่อนจะเริ่มพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน