บทที่ 24 ความจริงที่เหมือนความฝัน
ท้องฟ้าสีดำยังคงโปรยปรายลูกกวาดที่เหลียงซิงอิงวาดลงมาโดยที่ไม่หยุดหย่อน ทว่าเมื่อลูกกวาดกระทบพื้น สิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็สีของมะระ
ชิงช้า์ยังคงหมุน แม้กระทั่งกระเช้ารูปถ้วยน้ำชาภายนอกจะเสียหายแทบดูไม่ได้แล้ว ตอนนี้เห็นเพียงรอยขีดเขียนเล็ก ๆ สีดำของกาแฟยังคงไหลออกมา ปะปนไปกับลูกกวาดแล้วตกกระแทกพื้นแตกกระจาย
พอเหลียงซวี่ลืมตาตื่นขึ้นมา รู้สึกเหมือนเห็นอีกาสีดำตัวหนึ่งบินผ่านหน้าต่างไปโดยบังเอิญ เขายกมือไปจับข้างกายตามสัญชาตญาณ แต่กลับััไม่ได้ในสิ่งที่คิดไว้
พอตั้งสติกลับมา แล้วกวาดตามองรอบตัว ที่นี่กลับเป็ห้องสีขาว มีเพียงชั้นหนังสือสองสามชั้น ตรงหน้าของเขามีโต๊ะตัวหนึ่ง และตัวเขาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ เหลียงซวี่มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความระแวดระวัง
“ที่นี่มันที่ไหน...”
ขณะนั้นเอง มีชายในชุดสูทเดินเข้ามาจากข้างหลัง “คุณตื่นแล้วเหรอ ดูเหมือนครั้งนี้จะหลับไปนานเลยนะ เหมือนฝันที่ยาวนานเลยใช่ไหมล่ะ”
เหลียงซวี่มองชายตรงหน้าด้วยความสงสัย ตอนนี้ในใจเต็มไปด้วยความสับสน “ฝัน? ฉันไม่ใช่ต้องอยู่ที่บ้านเหรอ? ที่นี่ที่ไหน แล้วคุณเป็ใคร?”
ชายคนนั้นดูเหมือนจะพอเดาปฏิกิริยาแบบนี้ไว้ก่อนแล้ว เขาหยิบถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นมายื่นให้เหลียงซวี่ “ดื่มน้ำก่อนเถอะ”
เหลียงซวี่ลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่พอเห็นว่าชายคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามอะไร ก็รับถ้วยน้ำชาไปจิบ “อืม”
ชายคนนั้นลากเก้าอี้จากในโต๊ะมานั่งตรงหน้าเหลียงซวี่อย่างสบาย ๆ และวางปึกเอกสารลงบนโต๊ะ “ลองดูสิ ฉันรู้นะว่าต่อให้ฉันพูดไปตอนนี้ นายก็ไม่เชื่อหรอก งั้นขอให้นายดูด้วยตาตัวเองจะดีกว่า”
เหลียงซวี่หยิบแฟ้มเอกสารเ่าั้ขึ้นมาอ่าน ยิ่งอ่านลึกเข้าไป ดวงตาของเหลียงซวี่ก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อาการใและไม่อยากเชื่อแสดงเห็นชัดในแววตา แต่ข้อมูลทั้งหมดนั้น กลับดูเหมือนความจริงมาก
เกินกว่าที่จะปฏิเสธได้ ราวกับมันเป็ความจริง ยิ่งอ่านเหลียงซวี่ก็ยิ่งตื่นตระหนก พลิกอ่านซ้ำไปมา “เป็ไปไม่ได้… เป็ไปไม่ได้! ฉันไม่เชื่อ ทุกอย่างไม่ใช่ความจริง!” เขาะโใส่ชายตรงหน้า “ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความจริง! มันเป็แค่…ความฝัน!”
เหลียงซวี่ปาเอกสารในมือกระจายเกลื่อนพื้นด้วยความโมโห
ชายในชุดสูทยังคงมองเหลียงซวี่อย่างเยือกเย็น ดูเหมือนเขาจะชินกับปฏิกิริยาแบบนี้แล้ว เพราะคนไข้ทุกคนที่มาถึงจุดนี้ มักจะเป็แบบนี้เสมอ
ชายคนนั้นก้มลงเก็บเอกสารที่เหลียงซวี่ปาไว้กระจายบนพื้น “ฉันรู้นะว่านายไม่เชื่อ แต่ความจริงมันก็คือความจริง เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ภรรยาของนายเสียชีวิตไปั้แ่สามปีก่อน ตอนนั้นเธอตั้งครรภ์ได้สามเดือน กำลังกลับบ้านแล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต ส่วนตัวนายก็กำลังสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย พอได้รับข่าวก็รีบไปโรงพยาบาล แต่พอไปถึงภรรยาก็เสียแล้ว นายรับไม่ได้จนเป็ลมไป พอวันถัดมาก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนยังคิดว่านายทำใจได้แล้ว แต่หลังจากนั้นก็มีนักศึกษาคนหนึ่งพบว่านายเริ่มมีอาการประสาทหลอน เกือบทำร้ายคนอื่น ทางมหาวิทยาลัยเลยให้พักงาน แต่สุดท้ายนายก็ยังสร้างปัญหา ฉันทนดูต่อไม่ไหวเลยต้องสะกดจิตนาย และช่วยบำบัด นายเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้วใช่ไหม?”
เหลียงซวี่ไม่ได้ตอบอะไร นั่งเงียบไป ชายคนนั้นมองดูเหลียงซวี่แล้วก็แอบหวั่นใจ กลัวว่าตัวเองจะล้มเหลวอีก “นี้ๆ นายไม่ไหวอีกแล้วเหรอ? กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ฉันก็เหนื่อยเหมือนกันนะเพื่อน นายต้องเข้มแข็งหน่อย ฉันช่วยบำบัดนายมาตั้งนานแล้วนะ”
เหลียงซวี่มองชายคนนั้น “สือชวน นายบำบัดฉันมานานแค่ไหนแล้ว?”
คนตรงหน้าคือสือชวน คำพูดของเขาทำให้เหลียงซวี่เริ่มหวนคิดถึงอดีต สมัยยังเป็นักเรียน เขาก็เคยมีเพื่อนอยู่บ้าง แต่พวกนั้นก็เป็พวกใส่หน้ากากเข้าหากัน สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะลืม ทว่าก็ยังมีบางคนที่ต่างออกไป
อย่างเช่นสือชวน สมัยนั้นยังเป็เด็กสายตาสั้นใส่แว่นทรงหนา ผมทรงกะลาครอบแบบสุดแสนจะธรรมดา เสื้อผ้าก็ใส่แต่ชุดนักเรียนที่มหาวิทยาลัยแจกตลอดทั้งปี ธรรมดาจนหาธรรมดากว่านี้ไม่ได้
แต่สือชวนก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เพราะเลือกเรียนด้านจิตวิทยา สมัยนั้นแทบไม่มีใครสนใจสือชวนเลย มีแค่เหตุการณ์เดียวที่เขาจำได้ขึ้นใจ
ตอนนั้นไปเข้าห้องน้ำ พอเหลียงซวี่ล้างมือ สือชวนก็เข้ามาทัก เหลียงซวี่ก็ตอบกลับไปตามมารยาท
และนั่นก็เป็เหตุการณ์ที่สือชวนไม่มีวันลืม
พอลองนึกย้อนกลับไปตอนนี้ จะว่าไปสือชวนก็ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะมีแต่เขานี่แหละที่กล้าทักในห้องน้ำ และก็มีแต่เหลียงซวี่ที่ตอบกลับ
คนแปลกๆ เหมือนกันทั้งคู่ ผ่านมาหลายปี สือชวนกลายเป็จิตแพทย์ที่มีชื่อเสียง หน้าตาก็ดูดีขึ้นเยอะ เหลียงซวี่อดคิดไม่ได้ว่า เวลาเปลี่ยนทุกอย่างได้จริงๆ
สือชวนเหลือบมองปฏิทินที่แขวนอยู่บนชั้นหนังสือ แล้วถอนหายใจเล็กน้อย “สองสามปีได้แล้วมั้ง ฉันยังไม่อยากตัวเองเลยนะ ที่มีความอดทนบำบัดนายได้นานขนาดนี้”
เหลียงซวี่ถามขึ้น “ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วย? พวกเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย ไม่ค่อยได้คุยกันด้วย แล้วก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรต่อกันด้วย”
สือชวนหัวเราะ “ใช่ ไม่ได้สนิท ไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น แต่ฉันก็ยังอดทนช่วยนายตลอดมา อาจจะเพราะวันนั้นที่นายคุยกับฉันในห้องน้ำมั้ง นายเป็คนแรกที่ทำแบบนั้น... แล้วก็ยังมีลู่อิง...”
“เซี่ยวอิง เธอพูดอะไร?” เหลียงซวี่ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
สือชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงท้องฟ้าที่เงียบสงบ “ลู่อิงเคยบอกฉันว่า ฉันเป็คนดี แต่เธอไม่ได้ชอบฉันหรอก เธอชอบนาย ไอ้คนประหลาดเอ๊ย... แต่... ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าลู่อิงเหมือนจะรู้ชะตากรรมตัวเองล่วงหน้าเลยนะ เธอบอกกับฉันว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ขอให้ฉันช่วยดูแลนายด้วย จะได้ไม่คิดสั้นอะไร ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไปก็จริงแหละ ่นั้นนายนี่หมดอาลัยตายอยากมากเลยนะ”
เหลียงซวี่ตั้งใจฟังสือชวนพูดเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินจุดสำคัญ “นายบอกว่า เซี่ยวอิงเธอดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเหรอ?”
สือชวนลองนึกย้อนกลับไป “ใช่ แล้วเธอยังพูดอะไรแปลกๆ อีก บอกว่าสร้อยคอหยดน้ำที่นายซื้อให้เธอน่ะ อย่าซื้อเลย ถ้าจะให้อะไรขอเป็ลูกกวาดดีกว่า”
พอได้ยินประโยคนี้ เหลียงซวี่ถึงกับนิ่งเงียบ เพราะสร้อยคอหยดน้ำ เขาเพิ่งซื้อให้ลู่อิงใน ‘ความฝัน’ ถ้าสิ่งที่ลู่อิงพูดไว้จริง แสดงว่าความฝันในระหว่างที่ถูกสะกดจิตนั้นอาจเป็เื่จริง ไม่ใช่แค่ความฝัน ทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง
แต่ทำไมตัวเองถึงไม่มีความทรงจำ่ต่อจากนั้น มีแต่ภาพตัวเองกำลังสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย แล้วก็รีบไปโรงพยาบาล เห็นลู่อิงจากไป... หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็ความมืดมิด และเหมือนเห็นปีศาจสีขาวกำลังจูงมือเด็กน้อยคนหนึ่งจากไป
พอคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นเหลียงซวี่ก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
“อ๊าก!”
สือชวนใ “นายเป็อะไร?”
“ไม่รู้สิ... พอฉันพยายามนึกเื่ในอดีต สมองมันก็ปวดจี๊ดขึ้นมา นายรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น...”
สือชวนถอนหายใจ พึ่งเสร็จจากการสะกดจิตไปเอง เหลียงซวี่ก็จะฝืนใช้สมองรื้อฟื้นอดีตอีก ทั้งที่ร่างกายยังไม่ฟื้นดี เลยทำให้เกิดอาการปวด
“โธ่เว้ย! นายจะนั่งนึกย้อนอดีตไปทำไม เพิ่งฟื้นหลังหลับไปหลายเดือน ร่างกายก็ยังไม่แข็งแรง ดันฝืนใช้สมองหนักๆ อีก สมควรแล้วที่ปวด”
“ทำไมไม่บอกฉันั้แ่แรก!”
“เฮ้อ...ลูกพี่ เอ๊ย นายก็เป็ถึงศาสตราจารย์นะ ฉันก็นึกว่านายจะรู้สิ ใครจะไปรู้ว่านายจะมึนได้ขนาดนี้ ฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ทนเอาหน่อยละกัน!”
“ทนอะไร! ให้นายลองเป็บ้างไหมล่ะ!”
ไม่ทันขาดคำ เหลียงซวี่ก็หมดสติล้มฟุบลงไป สือชวนได้แต่ทำหน้าเหมือนยอมแพ้
“เอาเถอะ ต้องลากคุณชายคนนี้ไปนอนบนโซฟาอีก ไม่กินข้าวมาหลายปี ทำไมยังหนักขนาดนี้เนี่ย”
ความจริงเหลียงซวี่ผอมลงมากแล้วหลังจากไม่ได้กินข้าวมาหลายปี แต่สือชวนที่ใช้ชีวิตติดอยู่ในห้องทำงาน กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แล้วยังนั่งทั้งวัน กลายเป็คนเก็บตัวเต็มตัว แม้จะไม่ได้อ้วนแต่ก็ไม่มีแรงเหมือนเมื่อก่อน
สุดท้ายพอต้องออกแรงลากเหลียงซวี่ไปไว้บนโซฟาจนเหงื่อท่วม
“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว...”
ไป๋อิงนั่งอยู่บนโต๊ะ มองสือชวนด้วยสายตาเอือมระอา “ดูสภาพนายสิ ไม่ได้เื่เลยนะ เมื่อไหร่จะออกไปวิ่งบ้างล่ะ ออกกำลังกายบ้างก็ดีนะ”
สือชวนได้ยินเสียงไป๋อิง ก็ในิดหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้ “โอ๊ย! นายจะโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ทุกครั้งเลยรึไง เดี๋ยวฉันก็หัวใจวายตายหรอก วิ่งเหรอ ไม่มีทางหรอก แค่รักษาเหลียงซวี่ก็ใช้เวลาตั้งเยอะแล้ว นายมีธุระอะไรถึงมาแถวนี้ ไม่ไปคุมงานแล้วหรือไง?”
ไป๋อิงหัวเราะเบา ๆ “ฉันก็กำลังคุมอยู่ไง แล้ววันนี้ยังพาเด็กใหม่มาด้วย ถึงพลังจะยังไม่ตื่นแต่ฉันว่าคงไม่แย่เท่านายหรอก”
สือชวนทำหน้าเซ็งใส่ไป๋อิง “เฮ้ย ๆ อะไรคือไม่แย่เท่าฉัน ถ้าไม่มีฉันพวกนายสองคนคงไม่มีวันเข้าไปในจิตของเหลียงซวี่ได้หรอก”
“ยังจะกล้าพูดอีกนะ นายมีพลังเจ๋งจะตาย อย่าง ‘แทรกซึมจิตใจ’ แบบนี้ แต่มันใช้ได้กับคนอย่างเหลียงซวี่ที่เป็แค่คนธรรมดาเท่านั้น ฉันพาเด็กใหม่นั่นเข้าไปก็แทบจะเอาตัวไม่รอด ถูกเบียดออกมาจนเกือบจะหมดแรง นายเองก็อ่อนแอลงเยอะแล้วนะ หาเวลาออกกำลังกายบ้างดีไหม จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน คราวหน้าจะได้พาคนเข้าไปได้สามคนเลย”
สือชวนยกชาอุ่น ๆ บนโต๊ะขึ้นจิบ “ขอโทษทีนะ ตอนนี้ก็ได้แค่นี้แหละ แถมยังต้องทำงานของตัวเองอีก ไม่ค่อยมีเวลา แล้วเด็กใหม่ของนายล่ะ ไหนลองพามาให้ฉันดูหน่อยสิ จะได้ดูว่าพลังของเขาจะตื่นหรือเปล่า”
ไป๋อิงมองไปอีกทาง “นู่นไง นั่งอยู่ตรงนั้น”
สือชวนหันไปมองตามสายตาไป๋อิง เห็นซูิเจี๋ยนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง เลยมองสำรวจดูคร่าว ๆ แล้วพูดกับไป๋อิง “ใช้ได้เลยนะ น่าจะเป็สายต่อสู้ งานต่อไปจะได้ง่ายขึ้นเยอะ”
ไป๋อิงยิ้มอย่างภูมิใจ “แน่นอน กว่าจะหลอกล่อมาได้ยากจะตาย”
ซูิเจี๋ยมองไปที่สือชวน แล้วถามไป๋อิง “เขาเป็ใครน่ะ? ทำไมมีแต่คนแปลก ๆ เต็มไปหมด งานนี้ยังมีคนอื่นอีกเหรอ?”