ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 บดขยี้หลิงเจี้ยน สำนักดาบถอยทัพ กู้ชิงเกอหึงหวงหรือ

                    ตูม!

             

                   นอกขอบฟ้า เท้าใหญ่เหยียบลงมา โซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์พันเกี่ยวกัน และพุ่งทะยานราวกับจะทำลายทุกสิ่งบดขยี้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดจนแหลกสลาย

             

                   แสงกระบี่นับล้านแตกกระจาย

             

                   ค่ายกลกระบี่ทั้งหมดยังคงดังก้องสะท้าน สั่นสะเทือนรุนแรง จากนั้นก็แตกออกเป็นช่องโหว่ขนาดมหึมาเพราะถูกเท้าข้างนี้เจาะทะลุทะลวง

             

                   พลังศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่และระลอกคลื่นอันน่าสะพรึงพัดตามมาด้วยความเร็วน่าตะลึงพรึงเพริดทำลายภูเขาและพระราชวังหลายแห่งจนพินาศ

             

                   “อ๊าาา...”

             

                   ไม่อาจรู้ได้ว่ามีผู้ฝึกตนอันแข็งแกร่งของสำนักดาบ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสจำนวนเท่าใดที่กระอักโลหิตออกมาตามๆกัน ถูกแรงกระแทกจนกระเด็นออกไป ความหวาดผวาฉายชัดบนใบหน้า

             

                   “ค่ายกลคุ้มกันของสำนักแตกแล้วหรือ”

             

                   กลุ่มผู้อาวุโสสูงสุดต่างตกตะลึง

             

                   ค่ายกลคุ้มกันสำนักของสำนักหลิงซวีเจี้ยน นั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษเซียนร่วมกันจัดวางสามารถต้านทานการโจมตีของเซียนนักบุญขั้นเจ็ดได้ ทว่ากลับถูกศัตรูที่บุกเข้ามาเหยียบย่ำจนแตกสลายด้วยเท้าฝ่าเดียว

             

                   หรือว่า...

             

                   อีกฝ่ายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในระดับเซียนนักบุญขั้นแปด?

             

                   “ซูฉางเซิง!!”

             

                   หลิงเจี้ยนตัวสั่น เขาจำเสียงของผู้มาเยือนได้ ใบหน้าพลันตื่นตะลึง

             

                   เขาไม่คิดว่าซูฉางเซิงไม่เพียงแต่จะบุกโจมตีสำนักหลิงซวีเจี้ยนเท่านั้น ทว่ายังเหยียบย่ำค่ายกลคุ้มกันของสำนักจนแตกสลายด้วยเท้าเดียว

             

                   พลังอำนาจเช่นนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าบรรพบุรุษเซียนเสียอีก!

             

                   “แล้วบรรพบุรุษเล่า”

             

                   “รีบเชิญเหล่าบรรพบุรุษออกมา!”

             

                   “เร็วเข้า มีเพียงเหล่าบรรพบุรุษเท่านั้นที่หยุดเขาได้!”

             

                   เหล่าผู้อาวุโสสูงสุดต่างร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว ในเวลานี้ มีเพียงเหล่าบรรพบุรุษเซียนเท่านั้นที่จะต่อกรกับซูฉางเซิงได้

             

                   ตูม!

             

                   บนฟ้ากว้าง ซูฉางเซิงปรากฏตัว ดวงตาของเขาลุกโชนดุจดวงอาทิตย์สองดวงที่สาดส่องลงมากวาดมองไปรอบๆ คลื่นพลังนั้นทำให้ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนผวา

             

                   แคร้ง แคร้ง แคร้ง...

             

                   กระบี่วิเศษมากมายสั่นสะท้านเปล่งประกายแสง ยอดเขาแห่งกระบี่ต่างก็แผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาเพื่อจะต่อต้าน แสงกระบี่นับล้านพุ่งทะยานราวกับต้องการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสวรรค์และพิภพแห่งนี้

             

                   ตูม ปึงปัง!

             

                   สีหน้าซูฉางเซิงเฉยเมย ยื่นมือออกไปและกดลง แสงดวงดารานับพันโปรยปรายลงมา ปราบแสงกระบี่ทั้งหมดและระงับพลังของยอดเขาแห่งกระบี่มากมาย

             

                   “เจอเจ้าแล้ว!”

             

                   จากนั้น ดวงตาของเขาก็กวาดมองไปรอบๆ และจับจ้องไปยังหลิงเจี้ยนที่อยู่ห่างออกไปใบหน้านั้นเอ่อล้นความหวาดกลัว เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

             

                   “บะ...บรรพบุรุษ ช่วยข้าด้วย!”

             

                   หลิงเจี้ยนรู้สึกหนาวจับใจ ถอยเท้ากลับอย่างรวดเร็วพร้อมตะโกนออกมา ในขณะเดียวกันไพ่ตายต่างๆ ก็ถูกปล่อยออกมา แม้กระทั่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อต้านทาน

             

                   “สิ่งนี้มันมีความหมายด้วยหรือ...”

             

                   ซูฉางเซิงกล่าวขึ้นเสียงแผ่ว ยื่นมือออกไปคว้าข้ามห้วงมิติ บดขยี้อุปสรรคทั้งหมดคว้าหลิงเจี้ยนไว้ในมือ บีบเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังของหลิงเจี้ยนร่างกายของเขาก็ระเบิดออก

             

                   เหลือเพียงจิตวิญญาณที่แตกสลาย

             

                   “ท่านประมุข!”

             

                   “ซูฉางเซิงสังหารประมุขไปแล้ว!”

             

                   “บรรพบุรุษเล่า! เหตุใดบรรพบุรุษยังไม่ออกมา!”

             

                   เหล่าผู้อาวุโสและอัจฉริยะของสำนักดาบที่เห็นฉากนี้ ต่างตะเบ็งเสียงด้วยโทสะระคนเศร้าโศก

             

                   มีผู้แข็งแกร่งอีกจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นอยู่

             

                   สำนักหลิงซวีเจี้ยนก่อตั้งมานานเกือบแสนปี ไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อนไม่เพียงแต่ถูกศัตรูบุกโจมตีที่ตั้งของกำลังสำนักใหญ่เท่านั้น แม้แต่ประมุขก็ยังถูกบีบจนตายด้วยฝ่ามือเดียว

             

                   ทว่าในเวลานี้ หากบรรพบุรุษเซียนไม่ออกมา พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานซูฉางเซิงได้อีกต่อไปแม้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งมากขึ้นเพียงใด ก็จะถูกสังหารด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

             

                   “หลิงเจี้ยนตายแล้ว...”

             

                   ไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ข้างๆ ซูฉางเซิงดวงตาแดงก่ำ จ้องมองไปยังจิตวิญญาณที่แตกสลายในมือของซูฉางเซิงด้วยความเกลียดชัง

             

                   นั่นคือจิตวิญญาณของหลิงเจี้ยน

             

                   “เห็นหรือไม่ เยวี่ยเอ๋อร์ นี่คือพลังอำนาจ ตราบใดที่เจ้าแข็งแกร่งพอ แม้ว่าจะบุกเข้าไปสังหารประมุขสำนักดาบพวกเขาก็ไม่กล้าพูดกระไรสักคำ!”

             

                   ซูฉางเซิงกระซิบบอก จากนั้นก็บีบจิตวิญญาณนั่นจนแหลกสลาย

             

                   เสียงของเขาไม่ได้ดัง ทว่าผู้ฝึกตนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งแม้แต่ศิษย์ทั่วไปก็ล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ระดับทะเลปราณและระดับต้นกำเนิดแท้จริงขึ้นไป

             

                   แน่นอนว่าพวกเขาได้ยินคำพูดนี้

             

                   ในเวลานี้พวกเขาต่างก็แสดงออกถึงความโกรธแค้น ความอัปยศอดสู และความเกลียดชัง

             

                   อย่างไรก็ตาม แม้จะอับอายเพียงใด ต่อหน้าเซียนอย่างซูฉางเซิง พวกเขาก็ไม่กล้าทำกระไรก้มหน้าลง ไม่กล้ามองตรงไปยังท่านผู้นั้น

             

                   “นี่คือสำนักหลิงซวีเจี้ยน สำนักดาบอันดับหนึ่งของทวีปเจินเซิ่งหรือ”

             

                   เมื่อเห็นฉากนี้ ซูฉางเซิงอดหัวเราะเยาะไม่ได้

             

                   ผู้ฝึกดาบที่สง่างามเช่นนี้ กลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับศัตรูช่างผิดหวังเหลือเกิน

             

                   “สหายผู้บำเพ็ญตนแห่งเต๋าชั้นสูง เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้วกระมัง”

             

                   ในเวลานี้เอง เสียงทุ้มชราดังแทรกมาจากระหว่างสวรรค์และพิภพ ซ่อนความหมายแฝงไว้ราวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่หาที่เปรียบมิได้แผ่ความหนาวเหน็บอันรุนแรงออกมา

             

                   แม้แต่จิตวิญญาณของระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ยังสั่นสะท้าน

             

                   “บรรพบุรุษหรือ!”

             

                   ดวงตาของผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนเป็นประกาย

             

                   พวกเขาต่างก็หวังว่าบรรพบุรุษจะออกมาปราบปรามซูฉางเซิงที่โอหังผู้นี้

             

                   ทว่าพวกเขากลับผิดหวัง บรรพบุรุษของสำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่มีความตั้งใจที่จะต่อต้านซูฉางเซิงเลย

             

                   หรืออาจกล่าวได้ว่าหลังจากที่ซูฉางเซิงเหยียบย่ำค่ายกลคุ้มกันสำนัก ท่าทีของพวกเขาก็คงจะนิ่งเงียบไม่สนใจ

             

                   “ไม่พอ ข้ายังต้องการบัวพิชิตวิบัติด้วย!”

             

                   ซูฉางเซิงกล่าวตอบเย็นชา

             

                   เดิมทีเขาเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนด้วยทรัพยากรเป็นสองเท่า ทว่าในเมื่อสำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่ให้เกียรติเขาเช่นนั้นก็อย่าโทษที่เขาต้องมาเอาด้วยตัวเอง

             

                   ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่คิดว่าบรรพบุรุษเซียนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนจะไม่รู้ถึงการกระทำของหลิงเจี้ยน

             

                   นี่อาจเป็นเหตุผลที่พวกเขายินยอมก็เป็นได้

             

                   “...”

             

                   ภายในดินแดนบรรพบุรุษ เสียงทุ้มของชายชรานิ่งเงียบไป แสงกระบี่ส่องสว่าง หมอกปกคลุมประหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตเหนือชั้นกำลังหลับใหลอยู่

             

                   “ตกลง!”

             

                   ในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นลำแสงก็พุ่งออกมา บางอย่างตกลงต่อหน้าซูฉางเซิง

             

                   นั่นคือบัวศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดอก สูงประมาณความยาวของมนุษย์หนึ่งคน กว้างประมาณหนึ่งจั้งแสงสีม่วงส่องประกาย สายฟ้าคำรามลั่น เมฆทัณฑ์สวรรค์ปกคลุม ดุจดั่งกำลังเผชิญหน้าการพิชิตความวิบัติแห่งเวลาดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

             

                   “สวยจัง!”

             

                   ไป๋เยวี่ยเกอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาที่ใสราวกับหยาดน้ำกะพริบปริบๆด้วยความชมชอบ

             

                   “ไม่เลว!”

             

                   ซูฉางเซิงพยักหน้า นี่คือบัวพิชิตวิบัติอย่างแท้จริง อีกฝ่ายไม่ได้หลอกลวงเขา

             

                   “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขออำลาทุกท่านแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยน!” ซูฉางเซิงประสานมือคำนับด้วยรอยยิ้มและพาไป๋เยวี่ยเกอจากไป ทิ้งไว้เพียงผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักดาบที่ในอกสุมไปด้วยไฟแค้นและอับอาย

             

                   พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดบรรพบุรุษจึงยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้ซูฉางเซิงโอหังเช่นนี้

             

                   “สำนักหลิงซวีเจี้ยนถูกโจมตีโดยเซียนมารร้าย ประมุขหลิงเจี้ยนสู้จนตัวตายเพื่อขับไล่ศัตรูนี่คือความจริงในวันนี้!”

             

                   “ศิษย์ผู้ใดก็ตามห้ามเอ่ยถึง ห้ามเปิดเผย และหากผู้ใดฝ่าฝืน ฆ่าทิ้งซะ!”

             

                   เสียงเย็นชาไร้อารมณ์ดังขึ้น เป็นเสียงของบรรพบุรุษเซียนแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยน

             

                   “ขอรับ!”

             

                   แม้ว่าทุกคนจะโกรธและไม่เข้าใจ ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของบรรพบุรุษต่างก็ตอบรับคำสั่ง

             

                   “พลังอำนาจของซูฉางเซิงเกินความคาดหมายของพวกเรา!”

             

                   “อย่างน้อยเขาสามารถเทียบเท่ากับระดับแปด หรือแม้กระทั่งระดับเก้าด้วยซ้ำ!”

             

                   “สำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่อาจยั่วยุเขาได้ แม้ว่าจะต่อสู้จนสุดกำลัง ก็ไม่แน่ว่าจะชนะและอาจถึงขั้นถูกทำลายล้าง!”

             

                   “ช่างเถิด ครั้งนี้เราจะจดจำเอาไว้ อนาคตยังไม่แน่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลังขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะล้มก่อน!”

             

                   ไม่นานนัก ภายในดินแดนบรรพบุรุษของสำนักหลิงซวีเจี้ยน เสียงที่ทุ้มชราและเย็นชาหลายเสียงดังขึ้นสลับกันไปมาซึ่งมีทั้งหมดสี่เสียง

             

                   หากคนนอกรู้ พวกเขาต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน

             

                   สำนักหลิงซวีเจี้ยนซ่อนอิทธิพลและพลังอำนาจเอาไว้ ไม่ใช่สาม ทว่ากลับมีบรรพบุรุษเซียนถึงสี่คน

             

                   ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีเซียนนักบุญถึงสี่คน ก็ยังไม่แน่ว่าจะต่อกรกับซูฉางเซิงได้

             

                   อีกด้านหนึ่ง ณ ตระกูลซู

             

                   “ข้าเตรียมทรัพยากรเรียบร้อยแล้ว!”

             

                   ซูฉางเซิงพาไป๋เยวี่ยเกอมาปรากฏตัวต่อหน้ากู้ชิงเกอ มุมปากยกยิ้ม ส่งมอบทรัพยากรที่รวบรวมได้ให้กับนาง

             

                   “นางเป็นผู้ใดกัน”

             

                   อย่างไรก็ตาม กู้ชิงเกอกลับไม่สนใจทรัพยากรเหล่านี้ ทว่ากลับจ้องมองไปยังไป๋เยวี่ยเกอด้วยสายตาที่เฉียบคมซึ่ง...แฝงไปด้วยความริษยา

             

                   กู้ชิงเกอหึงหวงหรือ

            

                   ซูฉางเซิงตกใจเล็กน้อย



    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน