ตูม!
นอกขอบฟ้า เท้าใหญ่เหยียบลงมา โซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์พันเกี่ยวกัน และพุ่งทะยานราวกับจะทำลายทุกสิ่งบดขยี้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดจนแหลกสลาย
แสงกระบี่นับล้านแตกกระจาย
ค่ายกลกระบี่ทั้งหมดยังคงดังก้องสะท้าน สั่นสะเทือนรุนแรง จากนั้นก็แตกออกเป็นช่องโหว่ขนาดมหึมาเพราะถูกเท้าข้างนี้เจาะทะลุทะลวง
พลังศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่และระลอกคลื่นอันน่าสะพรึงพัดตามมาด้วยความเร็วน่าตะลึงพรึงเพริดทำลายภูเขาและพระราชวังหลายแห่งจนพินาศ
“อ๊าาา...”
ไม่อาจรู้ได้ว่ามีผู้ฝึกตนอันแข็งแกร่งของสำนักดาบ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสจำนวนเท่าใดที่กระอักโลหิตออกมาตามๆกัน ถูกแรงกระแทกจนกระเด็นออกไป ความหวาดผวาฉายชัดบนใบหน้า
“ค่ายกลคุ้มกันของสำนักแตกแล้วหรือ”
กลุ่มผู้อาวุโสสูงสุดต่างตกตะลึง
ค่ายกลคุ้มกันสำนักของสำนักหลิงซวีเจี้ยน นั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษเซียนร่วมกันจัดวางสามารถต้านทานการโจมตีของเซียนนักบุญขั้นเจ็ดได้ ทว่ากลับถูกศัตรูที่บุกเข้ามาเหยียบย่ำจนแตกสลายด้วยเท้าฝ่าเดียว
หรือว่า...
อีกฝ่ายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในระดับเซียนนักบุญขั้นแปด?
“ซูฉางเซิง!!”
หลิงเจี้ยนตัวสั่น เขาจำเสียงของผู้มาเยือนได้ ใบหน้าพลันตื่นตะลึง
เขาไม่คิดว่าซูฉางเซิงไม่เพียงแต่จะบุกโจมตีสำนักหลิงซวีเจี้ยนเท่านั้น ทว่ายังเหยียบย่ำค่ายกลคุ้มกันของสำนักจนแตกสลายด้วยเท้าเดียว
พลังอำนาจเช่นนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าบรรพบุรุษเซียนเสียอีก!
“แล้วบรรพบุรุษเล่า”
“รีบเชิญเหล่าบรรพบุรุษออกมา!”
“เร็วเข้า มีเพียงเหล่าบรรพบุรุษเท่านั้นที่หยุดเขาได้!”
เหล่าผู้อาวุโสสูงสุดต่างร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว ในเวลานี้ มีเพียงเหล่าบรรพบุรุษเซียนเท่านั้นที่จะต่อกรกับซูฉางเซิงได้
ตูม!
บนฟ้ากว้าง ซูฉางเซิงปรากฏตัว ดวงตาของเขาลุกโชนดุจดวงอาทิตย์สองดวงที่สาดส่องลงมากวาดมองไปรอบๆ คลื่นพลังนั้นทำให้ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนผวา
แคร้ง แคร้ง แคร้ง...
กระบี่วิเศษมากมายสั่นสะท้านเปล่งประกายแสง ยอดเขาแห่งกระบี่ต่างก็แผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาเพื่อจะต่อต้าน แสงกระบี่นับล้านพุ่งทะยานราวกับต้องการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในสวรรค์และพิภพแห่งนี้
ตูม ปึงปัง!
สีหน้าซูฉางเซิงเฉยเมย ยื่นมือออกไปและกดลง แสงดวงดารานับพันโปรยปรายลงมา ปราบแสงกระบี่ทั้งหมดและระงับพลังของยอดเขาแห่งกระบี่มากมาย
“เจอเจ้าแล้ว!”
จากนั้น ดวงตาของเขาก็กวาดมองไปรอบๆ และจับจ้องไปยังหลิงเจี้ยนที่อยู่ห่างออกไปใบหน้านั้นเอ่อล้นความหวาดกลัว เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“บะ...บรรพบุรุษ ช่วยข้าด้วย!”
หลิงเจี้ยนรู้สึกหนาวจับใจ ถอยเท้ากลับอย่างรวดเร็วพร้อมตะโกนออกมา ในขณะเดียวกันไพ่ตายต่างๆ ก็ถูกปล่อยออกมา แม้กระทั่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อต้านทาน
“สิ่งนี้มันมีความหมายด้วยหรือ...”
ซูฉางเซิงกล่าวขึ้นเสียงแผ่ว ยื่นมือออกไปคว้าข้ามห้วงมิติ บดขยี้อุปสรรคทั้งหมดคว้าหลิงเจี้ยนไว้ในมือ บีบเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังของหลิงเจี้ยนร่างกายของเขาก็ระเบิดออก
เหลือเพียงจิตวิญญาณที่แตกสลาย
“ท่านประมุข!”
“ซูฉางเซิงสังหารประมุขไปแล้ว!”
“บรรพบุรุษเล่า! เหตุใดบรรพบุรุษยังไม่ออกมา!”
เหล่าผู้อาวุโสและอัจฉริยะของสำนักดาบที่เห็นฉากนี้ ต่างตะเบ็งเสียงด้วยโทสะระคนเศร้าโศก
มีผู้แข็งแกร่งอีกจำนวนไม่น้อยที่โกรธแค้นอยู่
สำนักหลิงซวีเจี้ยนก่อตั้งมานานเกือบแสนปี ไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อนไม่เพียงแต่ถูกศัตรูบุกโจมตีที่ตั้งของกำลังสำนักใหญ่เท่านั้น แม้แต่ประมุขก็ยังถูกบีบจนตายด้วยฝ่ามือเดียว
ทว่าในเวลานี้ หากบรรพบุรุษเซียนไม่ออกมา พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานซูฉางเซิงได้อีกต่อไปแม้ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งมากขึ้นเพียงใด ก็จะถูกสังหารด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
“หลิงเจี้ยนตายแล้ว...”
ไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ข้างๆ ซูฉางเซิงดวงตาแดงก่ำ จ้องมองไปยังจิตวิญญาณที่แตกสลายในมือของซูฉางเซิงด้วยความเกลียดชัง
นั่นคือจิตวิญญาณของหลิงเจี้ยน
“เห็นหรือไม่ เยวี่ยเอ๋อร์ นี่คือพลังอำนาจ ตราบใดที่เจ้าแข็งแกร่งพอ แม้ว่าจะบุกเข้าไปสังหารประมุขสำนักดาบพวกเขาก็ไม่กล้าพูดกระไรสักคำ!”
ซูฉางเซิงกระซิบบอก จากนั้นก็บีบจิตวิญญาณนั่นจนแหลกสลาย
เสียงของเขาไม่ได้ดัง ทว่าผู้ฝึกตนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งแม้แต่ศิษย์ทั่วไปก็ล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ระดับทะเลปราณและระดับต้นกำเนิดแท้จริงขึ้นไป
แน่นอนว่าพวกเขาได้ยินคำพูดนี้
ในเวลานี้พวกเขาต่างก็แสดงออกถึงความโกรธแค้น ความอัปยศอดสู และความเกลียดชัง
อย่างไรก็ตาม แม้จะอับอายเพียงใด ต่อหน้าเซียนอย่างซูฉางเซิง พวกเขาก็ไม่กล้าทำกระไรก้มหน้าลง ไม่กล้ามองตรงไปยังท่านผู้นั้น
“นี่คือสำนักหลิงซวีเจี้ยน สำนักดาบอันดับหนึ่งของทวีปเจินเซิ่งหรือ”
เมื่อเห็นฉากนี้ ซูฉางเซิงอดหัวเราะเยาะไม่ได้
ผู้ฝึกดาบที่สง่างามเช่นนี้ กลับไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับศัตรูช่างผิดหวังเหลือเกิน
“สหายผู้บำเพ็ญตนแห่งเต๋าชั้นสูง เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้วกระมัง”
ในเวลานี้เอง เสียงทุ้มชราดังแทรกมาจากระหว่างสวรรค์และพิภพ ซ่อนความหมายแฝงไว้ราวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่หาที่เปรียบมิได้แผ่ความหนาวเหน็บอันรุนแรงออกมา
แม้แต่จิตวิญญาณของระดับกึ่งเซียนนักบุญก็ยังสั่นสะท้าน
“บรรพบุรุษหรือ!”
ดวงตาของผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยนเป็นประกาย
พวกเขาต่างก็หวังว่าบรรพบุรุษจะออกมาปราบปรามซูฉางเซิงที่โอหังผู้นี้
ทว่าพวกเขากลับผิดหวัง บรรพบุรุษของสำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่มีความตั้งใจที่จะต่อต้านซูฉางเซิงเลย
หรืออาจกล่าวได้ว่าหลังจากที่ซูฉางเซิงเหยียบย่ำค่ายกลคุ้มกันสำนัก ท่าทีของพวกเขาก็คงจะนิ่งเงียบไม่สนใจ
“ไม่พอ ข้ายังต้องการบัวพิชิตวิบัติด้วย!”
ซูฉางเซิงกล่าวตอบเย็นชา
เดิมทีเขาเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนด้วยทรัพยากรเป็นสองเท่า ทว่าในเมื่อสำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่ให้เกียรติเขาเช่นนั้นก็อย่าโทษที่เขาต้องมาเอาด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่คิดว่าบรรพบุรุษเซียนของสำนักหลิงซวีเจี้ยนจะไม่รู้ถึงการกระทำของหลิงเจี้ยน
นี่อาจเป็นเหตุผลที่พวกเขายินยอมก็เป็นได้
“...”
ภายในดินแดนบรรพบุรุษ เสียงทุ้มของชายชรานิ่งเงียบไป แสงกระบี่ส่องสว่าง หมอกปกคลุมประหนึ่งมีสิ่งมีชีวิตเหนือชั้นกำลังหลับใหลอยู่
“ตกลง!”
ในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้นลำแสงก็พุ่งออกมา บางอย่างตกลงต่อหน้าซูฉางเซิง
นั่นคือบัวศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดอก สูงประมาณความยาวของมนุษย์หนึ่งคน กว้างประมาณหนึ่งจั้งแสงสีม่วงส่องประกาย สายฟ้าคำรามลั่น เมฆทัณฑ์สวรรค์ปกคลุม ดุจดั่งกำลังเผชิญหน้าการพิชิตความวิบัติแห่งเวลาดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“สวยจัง!”
ไป๋เยวี่ยเกอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาที่ใสราวกับหยาดน้ำกะพริบปริบๆด้วยความชมชอบ
“ไม่เลว!”
ซูฉางเซิงพยักหน้า นี่คือบัวพิชิตวิบัติอย่างแท้จริง อีกฝ่ายไม่ได้หลอกลวงเขา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขออำลาทุกท่านแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยน!” ซูฉางเซิงประสานมือคำนับด้วยรอยยิ้มและพาไป๋เยวี่ยเกอจากไป ทิ้งไว้เพียงผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักดาบที่ในอกสุมไปด้วยไฟแค้นและอับอาย
พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดบรรพบุรุษจึงยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้ซูฉางเซิงโอหังเช่นนี้
“สำนักหลิงซวีเจี้ยนถูกโจมตีโดยเซียนมารร้าย ประมุขหลิงเจี้ยนสู้จนตัวตายเพื่อขับไล่ศัตรูนี่คือความจริงในวันนี้!”
“ศิษย์ผู้ใดก็ตามห้ามเอ่ยถึง ห้ามเปิดเผย และหากผู้ใดฝ่าฝืน ฆ่าทิ้งซะ!”
เสียงเย็นชาไร้อารมณ์ดังขึ้น เป็นเสียงของบรรพบุรุษเซียนแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยน
“ขอรับ!”
แม้ว่าทุกคนจะโกรธและไม่เข้าใจ ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของบรรพบุรุษต่างก็ตอบรับคำสั่ง
“พลังอำนาจของซูฉางเซิงเกินความคาดหมายของพวกเรา!”
“อย่างน้อยเขาสามารถเทียบเท่ากับระดับแปด หรือแม้กระทั่งระดับเก้าด้วยซ้ำ!”
“สำนักหลิงซวีเจี้ยนไม่อาจยั่วยุเขาได้ แม้ว่าจะต่อสู้จนสุดกำลัง ก็ไม่แน่ว่าจะชนะและอาจถึงขั้นถูกทำลายล้าง!”
“ช่างเถิด ครั้งนี้เราจะจดจำเอาไว้ อนาคตยังไม่แน่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายหัวเราะทีหลังขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะล้มก่อน!”
ไม่นานนัก ภายในดินแดนบรรพบุรุษของสำนักหลิงซวีเจี้ยน เสียงที่ทุ้มชราและเย็นชาหลายเสียงดังขึ้นสลับกันไปมาซึ่งมีทั้งหมดสี่เสียง
หากคนนอกรู้ พวกเขาต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
สำนักหลิงซวีเจี้ยนซ่อนอิทธิพลและพลังอำนาจเอาไว้ ไม่ใช่สาม ทว่ากลับมีบรรพบุรุษเซียนถึงสี่คน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีเซียนนักบุญถึงสี่คน ก็ยังไม่แน่ว่าจะต่อกรกับซูฉางเซิงได้
อีกด้านหนึ่ง ณ ตระกูลซู
“ข้าเตรียมทรัพยากรเรียบร้อยแล้ว!”
ซูฉางเซิงพาไป๋เยวี่ยเกอมาปรากฏตัวต่อหน้ากู้ชิงเกอ มุมปากยกยิ้ม ส่งมอบทรัพยากรที่รวบรวมได้ให้กับนาง
“นางเป็นผู้ใดกัน”
อย่างไรก็ตาม กู้ชิงเกอกลับไม่สนใจทรัพยากรเหล่านี้ ทว่ากลับจ้องมองไปยังไป๋เยวี่ยเกอด้วยสายตาที่เฉียบคมซึ่ง...แฝงไปด้วยความริษยา
กู้ชิงเกอหึงหวงหรือ
ซูฉางเซิงตกใจเล็กน้อย