ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 147 กอบกู้เกียรติยศคือหน้าที่!

            สัตว์ประหลาด!

            แต่ละคนมันคือสัตว์ประหลาดชัดๆ!

            ในตอนนี้บนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิทุกสายตาที่จับจ้องไปยังการโจมตีของไป๋ฉางเซิงต่างก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวพร้อมๆกัน

            ไม่มีอะไรมากไปกว่าเหตุผลที่ว่าพลังโจมตีที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกมานั้น มันรุนแรงเกินไปจริงๆ!

            พลังงานที่บ้าคลั่งที่สุดสองสายบนโลกหลอมรวมกันพลังที่เสริมซึ่งกันและกันทำให้การโจมตีของไป๋ฉางเซิงทะลุขีดจำกัดของแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางไปไกลโข

            ความผันผวนของธาตุที่รุนแรงถึงขนาดฉีกกระชากอากาศจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพัดกระจายออกมา  

            อานุภาพระดับนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่ามันอยู่ในระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงไปแล้ว

            ด้วยค่าพลังเลือดแค่หมื่นนิดๆแต่กลับปล่อยพลังโจมตีระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงออกมาได้เนี่ยนะ?

            ตอนแรกคิดว่าพลังจิตระดับจ้าวอสูรก็น่าเหลือเชื่อพอแล้วแต่พอเห็นการโจมตีครั้งนี้ ทุกคนถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดผิด

            โดยเฉพาะคณบดีเฉียนตอนนี้มุมปากของเขายกขึ้นอย่างเก็บอาการไม่อยู่

            นี่มันคือพลังโจมตีของแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเชียวนะ!ข้ามระดับย่อยมาตั้งสองระดับแถมก้าวข้ามเส้นแบ่งของค่าพลังเลือดหลายหมื่นแต้มไปได้อย่างหน้าตาเฉย!

            ถึงจะรู้ว่าไป๋ฉางเซิงมีอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดถึงสองอย่างทำให้มีพลังต่อสู้น่ากลัวแต่นี่มันก็น่ากลัวจนขัดหลักสวรรค์ไปหน่อยแล้ว

            ทำไมโซเฟียถึงถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งของชั้นปีหนึ่งในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งนี้ก็เพราะค่าพลังเลือดของเธอสูงลิบลิ่วไม่ใช่หรือ?

            และพลังเลือดสูงก็หมายถึงพลังโจมตีกับพลังป้องกันที่สูงตามไปด้วยในเงื่อนไขที่เท่ากัน ขีดจำกัดล่างของโซเฟียก็แทบจะแตะขีดจำกัดบนของคนอื่นอยู่แล้วการที่เธอถูกมองว่าเป็นตัวเต็งก็ไม่มีใครกังขา

            แต่ตอนนี้ไป๋ฉางเซิงเป็นคนลงมือฉีกกฎข้อนี้ทิ้งด้วยตัวเอง

            เมื่อมีคุณสมบัติเด่นจนถึงขีดสุดเด่นจนขีดจำกัดล่างกลายเป็นขีดจำกัดบนของคนอื่น...เมื่อนั้นทุกอย่างก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

            เหมือนกับได้ดื่มน้ำเย็นๆอึกใหญ่กลางฤดูร้อนที่เหงื่อท่วมตัวคณบดีเฉียนรู้สึกแค่ว่าทุกรูขุมขนในร่างกายมันช่างซาบซ่านและสะใจสุดๆ!

            ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีนี้ยังถูกปล่อยออกมาหลังจากที่ไป๋ฉางเซิงประกาศว่า‘กอบกู้เกียรติยศสุ่ยมู่ คือหน้าที่ของพวกเรา’ อีกด้วย

            "เทวทูตตราทองคำบ้าบออะไรกันนึกว่าเตรียมเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะไว้ให้ลูกศิษย์ตัวเองแล้วจะได้แชมป์ไปง่ายๆงั้นเหรอ?"

            "พูดสิ! เมื่อกี้แกเก่งนักไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ก็พูดออกมาอีกสิ!"

            คนที่ตกใจจนอึ้งไม่ได้มีแค่คณบดีทั้งสามของสุ่ยมู่แต่ยังรวมถึงซอร์กจากมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ด้วย

            สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนแรกเขากลัวเจียงจืออวี๋จากสุ่ยมู่ขนาดไหนและหลังจากรู้ว่าเจียงจืออวี๋จะไม่ลงมือเอง เขาก็มั่นใจขนาดไหน

            เขาไม่เคยมองว่าไป๋ฉางเซิงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับโซเฟียเลยต่อให้ไป๋ฉางเซิงจะเอาชนะตัวเต็งอย่างมอนเต้หรือปาฟลอฟมาได้ก็ตาม

            นั่นก็เพราะชัยชนะของไป๋ฉางเซิงที่ผ่านมามันดูเฉียดฉิวและทุลักทุเลมาตลอด

            แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขากำลังจะก็อปปี้วิธีที่เคยใช้ชนะมอนเต้และปาฟลอฟมาใช้เพื่อเอาชนะอย่างเฉียดฉิวในครั้งนี้ด้วย!

            "เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!"

            ค่าพลังเลือดของโซเฟียสูงกว่าไป๋ฉางเซิงตั้งเท่าไหร่แถมยังมีปราการศักดิ์สิทธิ์จากเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะอีกเธอคือแชมป์ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว!

            ซอร์กยังคงหลอกตัวเองอยู่แบบนั้นจนกระทั่งวินาทีที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยการโจมตีนี้ออกมา

            แต่พอเขาเห็นเต็มสองตาว่าไป๋ฉางเซิงสามารถหลอมรวมอัสนีบาตและเปลวไฟเข้าด้วยกันจนปล่อยการโจมตีที่ข้ามพ้นระดับถึงสองระดับได้จริงๆ เขาก็ต้องยอมรับความจริง

            "ยามเขาสร้างหอสูง ยามเขาจัดเลี้ยงแขกเหรื่อ ยามเขาเห็นหอพังทลายลงมา"

            ซอร์กรู้สึกว่าประโยคนี้มันช่างเหมาะกับตัวเขาและมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหลังเสียเหลือเกิน

            ความมั่นใจที่เคยล้นปรี่ตอนนี้กลับกลายเป็นบูมเมอแรงที่ฟาดหน้าเขาอย่างจัง

            และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้มีแค่สองทางเลือกเท่านั้น

            หนึ่งคือเชื่อใจในเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะบนตัวโซเฟียเชื่อว่าเธอจะรับการโจมตีนี้ได้และเป็นฝ่ายชนะ

            หรือสองคือชิงลงมือก่อนที่ไป๋ฉางเซิงจะทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์และเอาชีวิตโซเฟียเพื่อขัดขวางการโจมตีครั้งนี้

            ซอร์กลังเลและแค่ความลังเลเพียงชั่วพริบตานั้นการโจมตีของไป๋ฉางเซิงก็ปะทะเข้ากับร่างของโซเฟียอย่างจัง

            ภายใต้สายตาทุกคู่อัสนีบาตที่กว้างกว่าสามสิบเซนติเมตรสายนี้ก็เบ่งบานอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาทันที

            ภายในสายฟ้าสีน้ำเงินขาวที่มีเปลวไฟสีแดงปะปนพุ่งเข้าปะทะกับแสงสีทองบนร่างของโซเฟียอย่างรุนแรง

            "ตูม!"

            เสียงระเบิดที่ดังกว่าทุกครั้งดังสนั่นขึ้นทันที

            และท่ามกลางเสียงระเบิดดังกึกก้องนั้นก็มีเสียงแตกเบาๆ ดังแทรกขึ้นมา

            ปราการศักดิ์สิทธิ์ที่เคยแข็งแกร่งจนไม่มีใครทำลายได้สุดท้ายก็ทนรับการโจมตีร่วมกันของอัสนีบาตและเพลิงสวรรค์ไม่ไหวมันต้านไว้ได้แค่พริบตาเดียว ก่อนจะแตกสลายไปจนหมด

            อาจารย์จากสุ่ยมู่ที่คอยคุมอยู่ข้างสนามรู้สึกถึงความผิดปกติทันทีที่แสงสีทองแตกกระจายเขาขยับตัวหวังจะเข้าไปช่วย แต่การโจมตีของไป๋ฉางเซิงมันรุนแรงและเร็วเกินไป

            การต่อสู้ที่ควรจะเป็นแค่แม่ทัพอสูรระดับต้นกับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นกลับกลายเป็นการระเบิดพลังระดับแม่ทัพอสูรระดับสูงออกมาตัวเขาที่เป็นแค่โหวแห่งยุทธ์ระดับต้น จะไปช่วยทันได้ยังไง?

            แสงสีทองสว่างวาบขึ้นถึงขีดสุดแล้วก็หายไปและสิ่งที่รอโซเฟียอยู่ ก็คือการใช้ร่างกายเปล่าๆ รับการโจมตีของไป๋ฉางเซิง

            แววตาที่เคยเย็นชาปรากฏความตื่นตระหนกขึ้นเป็นครั้งแรกแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายไปแล้ว

            การโจมตีของไป๋ฉางเซิงเร็วเกินไปเร็วซะจนเธอไม่มีเวลาแม้แต่จะหลบหรือเตรียมตัวรับมือ มันก็มาถึงตรงหน้าแล้ว

            "สรุปคือ... ฉันต้องตายแล้วใช่ไหม?"

            โซเฟียหลับตาลงอย่างยอมจำนนรอให้อัสนีบาตสายนั้นฟาดลงมาบนร่างและพรากชีวิตของเธอไป

            แต่การโจมตีที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้นมีเพียงกระแสลมร้อนผ่าวระลอกหนึ่งที่พัดผ่านหน้าไปก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเงียบสงบ

            เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งสิ่งที่โซเฟียเห็นคือไป๋ฉางเซิงที่กำลังกระอักเลือด

            มีแวบหนึ่งที่เธอถึงกับอึ้งไปเลย

            เธอมองไป๋ฉางเซิงที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าก้าวอย่างเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ

            ส่วนไป๋ฉางเซิงในตอนนี้รู้สึกแค่ว่าพลังเลือดในร่างกายกำลังตีกลับอย่างหนักอวัยวะภายในทั้งหมดดูเหมือนจะเปราะบางลงมากจากการที่เขาฝืนสลายการโจมตีนั้นทิ้งกลางคัน

            แม้แต่พลังจิตที่ควรจะแข็งแกร่งตอนนี้กลับเบาบางเหมือนเส้นด้าย

            ในขณะที่ปวดหัวแทบระเบิดเขายังต้องแบ่งสมาธิไปคุมพลังเลือดที่ตีกลับไป๋ฉางเซิงก็เลยสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด

            "ตาแก่! แกคิดจะทำบ้าอะไรของแกวะ!"

            "ลูกศิษย์ตัวเองจะตายอยู่แล้ว ทำไมไม่รีบมาช่วย!"

            เสียงด่ามาพร้อมกับเสียงไอและเลือดที่ไหลซึมจากมุมปากของไป๋ฉางเซิง

            บนอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิซอร์กที่เห็นโซเฟียปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เมื่อกี้เขาสามารถเข้าไปช่วยโซเฟียได้ทันจริงๆแต่ในตอนที่ความคิดสองอย่างตีกัน เขากลับลังเล

            และผลก็คือเขาเลือกที่จะเชื่อใจในเมล็ดพันธุ์สัมผัสเทวะที่ท่านเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ทิ้งเอาไว้

            แต่ความจริงก็ตบหน้าเขาอย่างจังการโจมตีที่ไป๋ฉางเซิงปล่อยออกมานั้น มันไกลเกินกว่าที่โซเฟียจะรับไหวไปมาก

            ตอนที่เห็นอัสนีบาตทำลายปราการศักดิ์สิทธิ์แตกกระจายพอเขาคิดจะเข้าไปช่วยมันก็ไม่ทันแล้ว

            โชคดีที่ไป๋ฉางเซิงยอมเสี่ยงให้พลังเลือดตีกลับและพลังจิตหมดหลอดเพื่อฝืนสลายการโจมตีนั้นทิ้ง ไม่อย่างนั้นตอนนี้โซเฟียคงตายไปแล้ว

            ถ้าลูกศิษย์ที่เขาภูมิใจที่สุดต้องมาตายในการแข่งขันนี้มันคงเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้มค่าเลย

            และด้วยเหตุนี้เองซอร์กจึงแอบประทับใจไป๋ฉางเซิงขึ้นมานิดหน่อย

            แต่ความประทับใจนั้นเพิ่งจะก่อตัวได้แป๊บเดียวเขาก็เหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จนตาเป็นประกายและตะโกนออกมา

            "โซเฟีย! อาศัยจังหวะนี้แหละ อัดพวกมันให้กลิ้งลงมาให้หมด!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน