“นี่คืออาเมะ โนะ ฮาบาคิริ เป็นศาสตราวุธชิ้นสำคัญที่เทพซุซาโนะโอเคยใช้ในการพิฆาตพญามารอสูรที่มีนามว่ายามาตะ โนะ โอโรจิมาแล้วในสมัยปฐมกาล มีดทั้งสองเล่มนี้จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาวุธของมันได้ ทั้งในแบบมีดไอกุชิ และก็แบบดาบสั้นวากิซาชิ”
เทพีอาเมะ โนะ อุซุเมะกล่าวอธิบายคุณลักษณะของมีดคู่อาเมะ โนะ ฮาบาคิริให้กับโอคัทสึ
“สิ่งที่พวกข้าควรจะทำก็มีอยู่เพียงแค่นี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว” หลังกล่าวจบ เหล่าทวยเทพในตระกูลอาเมะ โนะ นั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากตรงหน้าโอคัทสึทันที
ส่วนทางด้านยูกินะ และพวกพ้องคนอื่นๆ นั้นต่างก็เริ่มมีสภาพสะบักสะบอมจากการถูกโจมตีโดยบาเกะเนโกะ-อายาคาชิที่อยู่ตรงหน้า พวกเธอทั้งหมดต่างก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าขึ้นทุกที
ร้ายกาจเป็นบ้าเลย
คิทสึเนะเริ่มนึกสบถขึ้นมา ในตอนนี้...ใบหน้าของแต่ละคนนั้นต่างก็เริ่มนิ่วด้วยความเคร่งเครียด คิ้วบางทั้งสองข้างพลางขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองข้างนั้นพลางเบิกกว้างออกมานิดๆ และในทันใดนั้น โอคัทสึก็ถือมีดสั้นคู่ฮาบาคิริและรีบพุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างแมวยักษ์ของบาเกะเนโกะ-อายาคาชิด้วยความเร็วสูงทันที
ข้าขอโทษนะ เนโกะมาตะ ข้ามีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นจริงๆโปรดยกโทษให้ข้าด้วย
จากนั้น โอคัทสึก็รีบกระโดดถอยหลังออกมาด้วยความรวดเร็ว
“ทุกคน ตรงนี้ข้าจะจัดการเอง”
หลังจากที่กล่าวรับปากจนจบ โอคัทสึก็รีบเปิดศึกกับบาเกะเนโกะ-อายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าเพียงลำพังโดยทันที
“วิชาพันแสง แยกเงาสังขาร”
โอคัทสึรีบใช้วิชานินจาแยกร่างออกเป็น 7 ร่าง ก่อนที่ตัวเธอและร่างแยกของเธอนั้นจะรีบพุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างของบาเกะเนโกะอย่างรวดเร็ว ฉับไว และต่อเนื่อง ด้วยมีดไอคุชิทั้งสองเล่ม ซึ่งเป็นศาสตราวุธอาเมะ โนะ ฮาบาคิริ
ในระหว่างนั้น มีร่างแยกของเธออยู่ 2 ร่างได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นดาบสั้นคู่วากิซาชิ แล้วพุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างบาเกะเนโกะอย่างต่อเนื่อง และร่างแยกของเธออีก 2 ร่างได้ทำการเขวี้ยงดาวกระจายกับมีดคุไนใส่ร่างแมวยักษ์ของบาเกะเนโกะด้วย
“วิชาเพลิง กระบี่โลกันตร์”
ร่างแยกของโอคัทสึทั้ง 3 ร่างนั้นได้ใช้วิชานินจาดาบเพลิงในการโจมตีใส่บาเกะเนโกะอย่างต่อเนื่อง
“วิชาน้ำแข็ง กระบี่เหมันต์” และในขณะเดียวกัน ก็มีร่างแยกของโอคัทสึอีก 2 ร่างใช้วิชานินจาดาบน้ำแข็งในการโจมตีใส่บาเกะเนโกะอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
“วิชาสายฟ้า กระบี่อัสนีบาต” ส่วนร่างแยกของโอคัทสึที่เหลื่ออีก 2 ร่างนั้นใช้วิชานินจาดาบสายฟ้าในการโจมตีใส่บาเกะเนโกะอย่างไม่ยั้ง จนทำให้ร่างแมวยักษ์ของมันนั้นแทบจะทรุดลงที่พื้นในทันที หลังจากนั้นสักพัก ร่างแยกทั้ง 6 ร่างของเธอนั้นก็ได้เลือนหายไปในทันที
“ตอนนี้แหละ เจ้าหญิงฮิเมรากิ”
ยูกินะนั้นไม่รอช้า จึงรีบทำการรวมดาบพลังแสงเข้ากับภูติพิทักษ์ประจำกายม้าปีกมีเขาที่มีนามว่าเท็นมะให้กลายเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ขึ้นมาในทันที
“ด้วยเวทย์ศาสตราคมแห่งข้า ข้าขอให้ดาบพลังแสงเล่มนี้จงรวมเป็นหนึ่งกับภูติพิทักษ์ประจำกายของข้าบัดเดี๋ยวนี้”
หลังกล่าวจบ เท็นมะ ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาก็ได้เคลื่อนตัวเข้ามาสิงสถิตอยู่ในดาบพลังแสงคุซานางิจนกลายเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์โฮชินเซย์ โนะ สึรุกิ
จากนั้น ยูกินะก็รีบพุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างแมวยักข์ของบาเกะเนโกะ-อายาคาชิด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง จากนั้น ยูกินะก็รีบเปิดฝากระจกยาตะออกมา ก่อนที่เธอนั้นจะรีบใช้มือเรียวงามข้างที่มีกำไลกระจกยาตะสวมไว้ที่ข้อมือข้างนั้นในการทิ่มแทงทะลุเข้าไปที่กลางอก แล้วควักดวงใจของมันออกมาด้วยความรวดเร็ว จนทำให้ร่างแมวยักษ์ของมันนั้นค่อยดับสลายลง และกลับคืนสู่ร่างภูติพิทักษ์เนโกะมาตะอีกครั้ง
“จงอย่าได้เสียใจไปเลย เจ้าหน่ะทำดีที่สุดแล้ว เพียงแต่บุญวาสนาที่เรามีต่อกันนั้นมันมีอยู่เพียงแค่นี้จริงๆ แต่ยังไงข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากนะสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ลาก่อน โทคุฮิเมะ”
หลังจากที่สิ้นสุดคำกล่าวลา ร่างภูติพิทักษ์เนโกะมาตะก็ค่อยๆ เลือนหายไป โอคัทสึค่อยๆ ทรุดเข่าลงที่พื้น ก่อนที่เธอนั้นจะนั่งก้มหน้าปิดตาอยู่บนพื้น และร้องไห้สะอื้นออกมาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
ในขณะเดียวกัน โทโมเอะก็รีบเดินเข้าไปกอดปลอดโอคัทสึด้วยความเข้าใจในความรู้สึกของเธอที่ต้องพบกับความสูญเสียที่เกิดจากนางเทวีอสูรฯ อิซานามิซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอย่างที่โทโมเอะเคยประสบพบเจอมา ในท่ามกลางสายฝนที่สาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำ พร้อมกับมีเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นอยู่เป็นระยะ
และสักพักฮันโซผู้เป็นอดีตอาจารย์ของโอคัทสึที่ได้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์เหมือนเดิมแล้วนั้นก็รีบเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ คุโนะอิจิสาวผู้เป็นอดีตศิษย์ของเขา ก่อนที่เขานั้นจะกล่าวกับเธอว่า
“ข้ารู้นะว่าเจ้ารู้สึกเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหนกับการที่ต้องสูญเสียมันไป โอคัทสึ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เส้นทางของเจ้านั้นยังอีกยาวไกลนัก เพราะงั้น ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เจ้าจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป เพราะข้าเองก็เคยประสบพบเจอกับความสูญเสียตั้งมากมายจากยุคแห่งเปลวไฟสงครามในครั้งนี้...”
ฮันโซเว้นจังหวะสักพัก ก่อนที่เขานั้นจะพูดกับคุโนะอิจิสาวต่อไปอีกว่า
“แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป แทนที่จะมานั่งจมอยู่ความเศร้าโศกเสียใจ โดยที่ไม่ได้ช่วยอะไรให้มันดีขึ้นมาเลย เพราะข้านั้นรู้ดี ว่าถึงจะเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงเสีย คนที่ตายจากไปแล้วนั้นก็ไม่มีวันที่จะได้ย้อนกลับมาอีก” ฮันโซพยายามกล่าวเตือนสติกับโอคัทสึ
และในขณะเดียวกัน ตัวกระจกยาตะที่อยู่บนกำไลที่ข้อมือข้างที่ถือดวงใจของบาเกะเนโกะ-อายาคาชิอยู่นั้นก็ได้เรือนแสงวาบออกมา เผยให้เห็นเรื่องราวในอดีตของอาชิคางะ โยชิเทรุทันที
อาชิคางะ โยชิเทรุได้ขึ้นสืบทอดตำแหน่งโชกุนอาชิคางะลำดับที่ 13 ด้วยความที่ในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น จึงทำให้เขานั้นตกเป็นหุ่นเชิดทางการปกครองของสามตระกูลใหญ่อย่างรกคาคุ โฮโซกาว่า และมิโยชิ จนกระทั่ง 4 ปีต่อมา โยชิฮารุก็ได้สิ้นใจลง
ด้วยความที่ผู้เป็นมารดาของโยชิเทรุนั้นเป็นถึงบุตรีของโคโนเอะ ทานิอิเอะ ข้าหลวงสูงสุดในราชสำนัก จึงทำให้โยชิเทรุนั้นได้รับการสนับสนุนจากทางฝ่ายราชสำนักอย่างเต็มที่ โยชิเทรุมีทักษะความสามารถในด้านการฟันดาบเป็นอย่างมาก จึงทำให้เขานั้นได้รับฉายาว่าเคนโกโชกุน หรือนักดาบโชกุนนี่เอง
และในเวลาเดียวกัน ทั้งสามตระกูลไดเมียวนั้นก็ได้เกิดความขัดแย้งขึ้น โยชิเทรุจึงรีบถือโอกาสนี้ในการฟื้นฟูอำนาจ โชกุนอาชิคางะกลับมาอีกครั้ง โดยการเจรจาผูกมิตรกับตระกูลรกคาคุกับตระกูลโฮโซกาว่า เพื่อหวังจะให้ช่วยทำศึกกับตระกูลมิโยชิ เป็นการลดทอนอำนาจของสามตระกูลใหญ่
นอกจากนั้นแล้ว โชกุนโยชิเทรุยังพยายามติดต่อเจรจากับเหล่าไดเมียวผู้ทรงอิทธิพลทั่วญี่ปุ่น เพื่อหวังจะใช้อำนาจทางการทหารของเหล่าไดเมียวในการฟื้นฟูอำนาจโชกุนกลับคืนมาอีกด้วย ซึ่งในตอนนั้น สองไดเมียวที่เดินทางเข้ามาแสดงความเคารพต่อโยชิเทรุนั้นก็จะมีโอดะ โนบุนากะ กับอุเอสึกิ เคนชิน