เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    เยือนนภากระจ่าง.

    ณ ห้องนอนขนาดใหญ่ หนึ่งบุรุษสองสตรีกำลังนอนกอดก่ายกันด้วยความรักใคร่เสน่หา ทั้งยังเอ่ยวาจาหยอกเย้ากันไปมาอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางกลิ่นหอมหวานของหมู่มวลบุปผาอันน่าหลงใหล

     

    “ฉางเยว่ เสี่ยวหลิง แหวนมิติที่อาจารย์ข้ามอบให้ พวกท่านได้ลองตรวจสอบดูบ้างหรือยัง?” หลังจากหยอกล้อกันตามประสาผัวเมียอยู่นาน เย่หยุนซีจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

     

    ทั้งหลิงจีและหยุนฉางเยว่ส่ายศีรษะตอบกลับไป “พอดีช่วงนั้นมีแต่เรื่องยุ่งๆก็เลยยังไม่ได้ตรวจทาน”

     

    ผู้เป็นสามียกยิ้มบาง “ถ้างั้นก็ตรวจมันเสียตอนนี้เลยเถอะ ถึงอย่างไรพวกเราก็ว่างอยู่พอดี”

     

    “อืม” สองยอดสตรีเห็นด้วยกับคำพูดนั้น หยุนฉางเยว่จึงนำแหวนมิติซึ่งเป็นของขวัญออกมาและมอบมันให้กับเย่หยุนซีด้วยความเต็มใจ

     

    “ไหนๆขอดูหน่อยสิว่าอาจารย์ให้ของขวัญอะไรกับพวกท่านบ้าง” ยื่นมือไปรับแหวนมิติ จากนั้นเด็กหนุ่มจึงเริ่มตรวจทาน ปรากฏว่าภายในนั้นมีอาวุธระดับฟ้า ตำราทักษะระดับฟ้า-เซียน สมุนไพรระดับพันปี และโอสถระดับมหาจักรพรรดิจำนวนมาก

     

     ซึ่งมันเพียงพอที่จะทำให้หยุนฉางเยว่กับหลิงจีเข้าสู่ระดับเซียนได้ง่ายๆโดยไม่ต้องขวนขวายแสวงหาโชควาสนาเหมือนอย่างที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆเขาทำกัน

     

    “ชะ ช่างเป็นสมบัติที่มากมายมหาศาลอะไรขนาดนี้!!”  สองโฉมสะคราญดวงตาเบิกกว้างอุทานเสียงสั่น เมื่อมองเห็นทรัพยากรด้านใน

     

     “ใช่ๆ! มากมายมหาศาลจริงๆ! ฉางเยว่ เสี่ยวหลิง ในเมื่อมีทรัพยากรนี้แล้ว พวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสุสานเซียนให้เสียเวลา”

     

    สองยอดสตรีเมื่อได้ยินก็พลันพยักหน้า บอกตามตรงพวกนางไม่คิดจะเข้าสุสานเซียนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะรู้ตัวดีว่าตนเองมีตบะน้อยเกินไปและอาจทำให้ผู้เป็นสามีห่วงหน้าพะวงหลังเมื่อเกิดการต่อสู้

     

    “สามีที่รัก พอเจ้าพูดถึงสุสานเซียน ข้าก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้” เป็นหลิงจีที่กอดแขนเด็กหนุ่มพลางยกยิ้มอย่างมีเลศนัย

     

    “โอ่ว......ไหนลองว่ามีสิ” เย่หยุนซียิ้มกล่าว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเส้นผมสีดำยาวของภรรยาสาวอย่างอ่อนโยนยิ่ง

     

    “ในเมื่อตอนนี้พวกเราถือเป็นผู้ครอบครองประตูเซียนบรรพกาลอย่างแท้จริง พวกเราก็น่าจะหาประโยชน์จากมันเสียหน่อยเพื่อความคุ้มค่า”

     

    “หือ! แล้วเราควรจะหาประโยชน์จากมันอย่างไรดีล่ะ” ผู้เป็นสามีเอ่ยถามอีกครั้ง ทำเอาใบหน้างามล้ำของหลิงจีแปรเปลี่ยนกลายเป็นเจ้าเล่ห์ทันตา

     

    “เรื่องนี้ไม่ยาก แค่เพียงนำสิทธิ์การเข้าสุสานเซียนมาประมูลแลกเปลี่ยนกับสมบัติมีค่าของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ พวกเราก็น่าจะได้กำไรมหาศาล”

     

    หยุนฉางเยว่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งหันมองผู้เป็นน้องหญิงด้วยแววตาหลากหลาย “วิธีนี้น่าสนใจอยู่บ้าง แต่ว่านะเสี่ยวหลิง เจ้าไม่กลัวผู้ที่ได้รับมรดกแล้วออกมาจะหันคมดาบใส่พวกเราหรืออย่างไร?”

     

    หลิงจีส่ายศีรษะตอบกลับในทันใด “อย่าห่วงไปเลยพี่หญิง การได้รับมาซึ่งมรดกแห่งเซียนมันคงมิใช่เรื่องง่ายดายเป็นแน่”

     

    “และถึงแม้จะมีคนได้รับมรดกแล้วหันคมดาบใส่พวกเราจริงๆ นั่นก็เท่ากับพวกเขารนหาที่ตาย ท่านอาจารย์หลี่ไป่คงไม่ปล่อยคนที่เป็นภัยคุกคามรอดไปได้อย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่านี่คือประเทศที่มือขวาของเขาสร้างขึ้นมา ทั้งยังเป็นบ้านเกิดของศิษย์รัก”

     

    พูดมาถึงตรงนี้! โฉมสะคราญผู้เพียบพร้อมด้วยมารยาทก็เบนสายตามองผู้เป็นสามี ทางฝั่งเย่หยุนซีเมื่อได้สดับรับฟังทุกอย่างที่ภรรยาสาวกล่าวออกมาก็รู้สึกเห็นด้วยอยู่เหมือนกัน การนำสิทธิ์การเข้าสุสานมาประมูลแลกเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องไปปรึกษากับผู้เป็นอาจารย์ให้ดี

     

    “เอาล่ะๆ ข้อเสนอนี้ข้าจะรับไว้พิจารณา พวกเรานอนพักผ่อนกันดีกว่า พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปจักรวรรดินภากระจ่างแต่เช้า”

     

    พูดจบ! เย่หยุนซีอ้าแขนโอบกอดสองภรรยาสาว จากนั้นทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจ หากบุรุษทั้งหลายได้มาเห็นภาพนี้เกรงว่าคงจะกระอักเลือดตายเพราะความอิจฉา

     

    หนึ่งบุรุษผู้หล่อเหลากับสองยอดสตรีผู้เลอค่ากอดกันกลมเกลียวและเข้าสู่ห้วงนิทราหลับใหลอย่างสุขสันต์

     

    เมื่อเวลาผันผ่านไปถึงช่วงเช้าของอีกวัน เย่หยุนซีและโฉมสะคราญทั้งสองก็พากันเดินออกจากห้องนอนตรงไปยังห้องๆหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย

     

    “อ้าวมาแล้วหรือ เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือไม่” ทันทีที่มาถึง มู่หลินผู้ซึ่งเป็นแม่ยายพลันเอ่ยปากทักทายอย่างขบขัน

     

    “หลับสบายดีมากเลยขอรับ” เย่หยุนซียิ้มพลางตอบกลับไปเช่นนั้น ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองหลิงหยวนที่กำลังเตรียมการค่ายกลเคลื่อนย้าย

     

    “มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเปล่าขอรับ?” เขาถาม

     

     “ไม่เป็นไรๆ ข้าเตรียมการทุกอย่างเสร็จพอดี” หลิงหยวนผู้เป็นพ่อตากล่าวยิ้มๆ บริเวณพื้นห้องปรากฏวงเวทย์ลวดลายซับซ้อนส่องแสงสีเงินเจิดจ้า มู่หลินเมื่อเห็นจึงรีบพาพวกเย่หยุนซีไปยืนบนวงเวทย์นั้น

     

    “การเคลื่อนย้ายครั้งแรก อาจจะทำให้พวกเจ้าตกอยู่ในอาการบ้านหมุน ดังนั้นจงเตรียมตัวเตรียมใจกันให้ดี” ประมุขแห่งนิกายท่วงทำนองสวรรค์กล่าวเตือน ก่อนที่จะส่งพลังปราณจำนวนมากเข้าสู่วงเวทย์เคลื่อนย้าย

     

    “วาบ”

     

    แสงสว่างสีเงินฉาบย้อมไปทั่วทั้งห้องซึ่งบัดนี้ถูกปิดไว้ ร่างกายของทุกคนหายวับไปในชั่วพริบตาแล้วมาปรากฏอีกทีที่ห้องโถงสีทองอันกว้างขวาง

     

    “อ๊ะ! เวียนหัวจัง” หลิงจีและหยุนฉางเยว่ได้รับผลกระทบจนตาลาย เย่หยุนซีจึงเข้าไปประคองพวกนางด้วยความห่วงใยพร้อมทั้งค่อยๆใส่พลังปราณอ่อนๆของตนเองเข้าไปเพื่อปรับสมดุลร่ายกายของพวกนางให้กลับมาเป็นปกติอีกครา

     

    “พวกข้าหายแล้วล่ะ ขอบคุณนะสามี” สองยอดสตรียิ้มกล่าว

     

    “อืม ดีแล้วๆ” เย่หยุนซีพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกวาดสายตามองห้องโถงสีทองลวดลายวิจิตรช้าๆ ในใจคาดเดาแล้วว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นพระราชวัง ซึ่งต่อมาหลังจากนั้น! ที่บริเวณด้านหน้าประตูก็พลันมีสาวใช้หน้าตางดงามผู้หนึ่งเดินเข้ามา

     

    “ยินดีต้อนรับองค์หญิงมู่หลิน ท่านราชบุตรเขย และครอบครัวเข้าสู่จักรวรรดินภากระจ่างเจ้าค่ะ” นางโค้งศีรษะพลางกล่าวอย่างนอบน้อมและมากมารยาทยิ่ง

     

    “พาข้าไปรับสินค้าเดี๋ยวนี้” ในฐานะเจ้าบ้าน มู่หลินเอ่ยปากสั่งการโดยไม่คิดรอช้า เพราะกลัวว่ามันจะกินเวลาลูกเขยของนาง

     

    “เอ่อ........เรียนองค์หญิงสำหรับสินค้าของท่าน ตอนนี้อยู่กับองค์จักรพรรดินีเจ้าค่ะ” สาวใช้คนงามกล่าวออกมา

     

    “โอ่ว ถ้างั้นพาพวกข้าไปหาองค์จักรพรรดินี” มู่หลินยกยิ้มอย่างมีเลศนัย

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน