ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    27 ย้ายบ้าน...

            ทุกคนเมื่อได้ยินบอสแนะนำตัวจบ ถึงกับตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า ฝั่งหัวหมู่นายทั้งสามถึงกับหน้าซีดเผือก ส่วนพี่สังและพี่สีก็ต่างกังวลว่าบอสช่างกล้าโกหกคำโตแบบนั้น ทางด้านพันเทียนเองก็เผลอเอามือลูบคางขณะพิจารณาบอสอยู่


            “เป็นท่านพันไซเองดอกหรือ ข้าเองก็ได้รับรายงานมาเช่นกันว่ามีเด็กหนุ่มสองคนถูกแต่งตั้งเป็นหัวพันเมื่อเช้านี้ ที่แท้ผู้หนึ่งก็คือท่านนี่เอง…”


            “เป็นข้าเองขอรับ แลท่านพันเทียนจักปล่อยพวกข้าไปได้แล้วหรือยัง เรือก็มารอแล้ว ข้าขอตัวได้หรือไม่ขอรับ”


            “ตามสะดวกเลยท่านพันไซ ส่วนเรื่องตรงนี้ ประเดี๋ยวข้าจักจัดการต่อให้เอง”


            “ขอบพระคุณท่านมากขอรับ”


            จากนั้นบอสและพี่ทั้งสองก็ขึ้นเรือไป ระหว่างเรือกำลังพายข้ามฟากอยู่นั้น ทั้งพี่สังและพี่สีก็ต่างซักไซ้บอสเป็นการใหญ่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอสไปได้ตำแหน่งหัวพันมาได้ยังไง ที่แสดงไปมันเรื่องจริงหรือโกหก บอสจึงต้องอธิบายให้ทั้งสองฟังแต่เลี่ยงที่จะพูดถึงสร้อยฟ้าจึงบอกไปเพียงว่าเพียจันทน์ฯ ถูกใจตนจึงได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งพี่ทั้งสองก็เชื่อเป็นอย่างดี


            “เอ็งนี่มันโชคดีจริงๆ ได้เป็นหัวพันตั้งแต่อายุเท่านี้ พวกข้ามิเคยฝันเลยว่าจักมีบรรดาศักดิ์ เอ็งนี่มันสุดยอดจริงๆ”


            “ข้ากำลังจักนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพระอาจารย์อยู่พอดี พวกท่านคิดว่าพระอาจารย์จักเห็นดีด้วยหรือไม่ ?”


            “ข้าว่าหลวงพ่อท่านคงเห็นดีด้วยอยู่แล้ว เอ็งได้ดีมีหรือท่านจักมิส่งเสริม”


            ทั้งสามเดินพูดคุยกันมาตามทางจนมาถึงหมู่บ้าน บอสได้นำเงินบางส่วนไปให้ลุงผู้ใหญ่ เพื่อเก็บไว้เป็นกองกลางของหมู่บ้าน จากนั้นจึงรีบกลับวัดเพื่อไปหาพระอาจารย์ บอสมุ่งตรงไปที่กุฏิพระอาจารย์ พอเห็นท่านนั่งสมาธิอยู่จึงรีบเข้าไปกราบทันที พระอาจารย์จึงลืมตาคลายสมาธิลง


            “นมัสการพระอาจารย์ขอรับ”


            “เจ้ากลับมาแล้วรึ เป็นเยี่ยงใดบ้าง ค้าขายได้ดีหรือไม่ ?”


            “ขายได้ดีเช่นทุกคราขอรับ แลข้ายังมีเรื่องจักขอปรึกษาพระอาจารย์ท่านสักหน่อยขอรับ”


            “เจ้ามีเรื่องอันใดจักหารือ ก็ว่ามา”


            “ข้าไปครานี้ ได้บังเอิญไปช่วยเหลือพระน้องนางเธอฯ สร้อยฟ้า แลได้พบกับเจ้ามหาชีวิตเข้าขอรับ”


            “หือ เจ้าไปพบทั้งสองพระองค์มาอีกคราแล้วหรือ เจ้านี่มันช่างดวงประหลาดนักเชียว”


            บอสแปลกใจที่ได้ยินพระอาจารย์พูดว่า “อีกครั้งแล้ว” จึงเข้าใจได้ว่าพระอาจารย์คงจะรู้มาไม่มากก็น้อยแล้ว


            “เอ๋ แสดงว่าก่อนหน้าท่านก็รู้แล้วหรือขอรับ ว่าข้าเคยพบทั้งสองพระองค์มาก่อนแล้ว”


            “ข้ารู้ หากเจ้ามาคุยกับข้าเยี่ยงนี้ แสดงว่าจักต้องมีคนบอกเจ้าถึงตัวตนในราชสำนักของข้าแล้ว ใช่หรือไม่ ?”


            “ขอรับ ท่านเพียจันทน์ฯ ได้บอกข้าเรื่องของพระอาจารย์แล้วขอรับ”


            “เช่นนั้นรึ แล้วตอนนี้เจ้ามีสิ่งใดจักหารือกับข้ารึ พวกเขาให้เจ้าทำสิ่งใด”


            “ข้าได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหัวพัน สังกัดราชองค์รักษ์ในพระน้องนางเธอฯ ขอรับ แลต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่เรือนเพียจันทน์ ข้าจึงอยากขอปรึกษาพระอาจารย์ก่อนว่าควรหรือไม่ ขอรับ” 


            “โอ้ นี่เจ้าเป็นถึงหัวพันแล้วรึ ดีจริง ด้วยความสามารถของเจ้า หากรับใช้ราชสำนักแล้ว ข้าคิดว่าจักเป็นประโยชน์แก่ผู้คนยิ่งนัก เรื่องดีเช่นนี้ ทำไมข้าจักมิเห็นด้วยเล่า ยิ่งเจ้าได้ไปอยู่กับเพียจันทน์ ยิ่งดีไปใหญ่ จักได้เรียนรู้วิชชาเพิ่มเติม”


            “พระอาจารย์เห็นควรว่า ข้าควรจักไปหรือ ขอรับ ?”


            “ข้าเห็นดีเลยหล่ะ เจ้าจงไปเก็บข้าวข้องเสีย แลเตรียมตัวย้ายไปเถิด นี่จักเป็นสิ่งดีต่อตัวเจ้าเองเลยหนา”


            “ขอรับ พระอาจารย์”


            บอสหลังจากได้คำตอบจากพระอาจารย์แล้ว ระหว่างเดินกลับไปยังบ้านพักของตัวเอง ก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาจะเกือบปี จึงมีความผูกพันบ้างเป็นธรรมดา เมื่อไปถึงบ้านจึงเลือกหยิบสิ่งของบางอย่างที่จำเป็นใส่ถุงผ้าไว้ แล้วตั้งใจว่าช่วงเย็นวันนี้จะเข้าไปลาทุกคนที่หมู่บ้าน


            บอสเริ่มเข้าไปแจ้งแก่ลุงผู้ใหญ่ก่อน จากนั้นจึงไปบ้านลุงคำ และตามด้วยคนอื่นๆ จนสุดท้ายเป็นพี่สังและพี่สี ทุกคนต่างรู้สึกยินดีกับบอสที่ได้รับบรรดาศักดิ์ แต่ก็แอบเสียใจที่ต้องจากลากันแล้ว ยิ่งพี่ทั้งสองที่สนิทสนมกันมาก ทั้งได้ร่วมประดิษฐ์สิ่งของและทำการค้าร่วมกันมา ถึงกับน้ำตาไหลร้องไห้กอดบอสยกใหญ่


            “เอาหน่ะ ท่านพี่ทั้งสอง มิใช่ว่าพวกเราจักมิได้พบกันแล้วเสียหน่อย หากพวกพี่เข้าเมืองเอาของไปขาย พวกเราอาจจักได้พบกันอีกก็ได้”


            “อื่ม เอ็งก็กลับมาเยี่ยมหมู่บ้านบ่อยๆ หนา คงมีหลายคนคิดถึงเอ็ง”


            “ได้ๆ ข้าจักต้องกลับมาหาพระอาจารย์อยู่เนืองๆ อยู่แล้ว วันใดกลับมาข้าจักมาแวะทักทายพวกท่าน”


            เมื่อร่ำลาทุกคนเสร็จ บอสจึงเดินกลับไปยังวัด ตอนนี้พระอาทิตย์จวนจะตกดินแล้ว แสงก็เริ่มใกล้จะหมด ระหว่างทาง บอสกลับพบพี่เขียวที่เดินสวนมาพอดี จึงได้กล่าวทักทายไป พร้อมตั้งใจจะลาด้วย


            “ท่านพี่เขียว มาแต่ที่ใดหรือขอรับ พลบค่ำเชียว ให้ข้าเดินไปส่งไหมขอรับ”


            “อ้าวไซเองดอกหรือ มิเป็นไรดอก อยู่มาจนป่านนี้ มิมีอันใดทำอันตรายข้าได้ดอก ว่าแต่เจ้าไปที่ใดมารึ ?”


            “ออ ข้าเพิ่งไปลาคนที่หมู่บ้านมาขอรับ เออ ข้าก็จักบอกลาท่านพี่ด้วยหนาขอรับ ข้าจักต้องเข้าไปอยู่ในเมืองแล้ว แต่วันใดข้ากลับมาหาพระอาจารย์ พวกเราอาจจักได้พบกันอีกก็เป็นได้นะขอรับ”


            “เช่นนั้นรึ งั้นข้าก็ขอให้เจ้าโชคดีมีชัยหนา แลมิต้องกลัวว่าเจ้าแลข้าจักมิได้พบกัน พวกเราจักได้พบกันอีกเป็นแน่ เช่นนั้นเจ้ารีบกลับไปเก็บของเถิด ข้าก็จักรีบกลับบ้านเช่นกัน โชคดีหนา”


            “ขอรับท่านพี่ ท่านก็ดูแลตัวเองด้วยหนาขอรับ”


            ร่ำลากันเสร็จบอสก็รีบเดินกลับบ้านตนเองไปทันที หญิงผู้นั้นมองบอสไปจนลับตา ก่อนจะเปลี่ยนร่างกับกลับเป็นพระนางมรกตอนันตวดีเช่นเดิม


            ‘นับจากนี้ไป จักเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของเจ้าที่ควรจะเป็นแล้วนะ บอส เจ้าจงพยายามเข้าหล่ะ แลข้าจักเฝ้ารอวันที่พวกเราจักได้พบกันอีกครั้ง’


            บอสกลับถึงบ้านพักจึงอาบน้ำและผลัดชุด จากนั้นเดินถือคบไต้ไปยังกุฏิพระอาจารย์ โดยได้แจ้งแก่พระอาจารย์ไปว่าตนจะออกเดินทางในตอนเช้ามืด และคงไม่ได้ไปเดินตามบิณฑบาตแล้ว ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แนวคิดและวิชชากันจนดึก จากนั้นบอสก็ขอตัวกลับบ้านตนเองไป


            รุ่งเช้าบอสทำการปิดบ้านของตน แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองตั้งแต่เช้ามืด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางเข้าเมืองเพียงลำพัง ก่อนจะถึงจุดข้ามแม่น้ำคานประมาณ 1 กิโล บอสได้พบกลุ่มคนที่นั่งเกวียนมากันหลายเล่ม ดูจากการแต่งกายและข้าวของแล้ว พวกนี้น่าจะเป็นคาราวานพ่อค้า


            “ท่านลุง พวกท่านมาจากที่ใดกันหรือขอรับ มากันเยอะเชียว”


            “โอ้ พ่อหนุ่มน้อย พวกเรามาจากเมืองทางเหนือ แลจักนำของไปค้าขายทีเมืองเชียงทอง เจ้าก็จักเข้าเมืองรึ”


            “ขอรับ ไปอีกสักชั่วเคี้ยวหมากแหลกก็ถึงแม่น้ำคานแล้วหล่ะขอรับ แลพวกเราต้องนั่งเรือข้ามไปต่อ”


            “เจ้าเป็นคนที่นี่รึ ดีเลย มีเจ้าคอยช่วยนำทางเช่นนี้”


            “ขอรับ ข้าเป็นชาวบ้านโพนสา ที่อยู่ถัดออกจากถนนนี้ไปมิไกลขอรับ”


            “ท่านพ่อ ท่านกำลังพูดคุยกับผู้ใดอยู่หรือเจ้าคะ”


            ระหว่างที่บอสกำลังคุยกับชายผู้หนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเป็นหัวหน้าคาราวานอยู่ พลันมีหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฎตัวออกมา หญิงผู้นี้อายุราว 15-16 ปี ผิวพรรณขาวเนียน หน้าคมจมูกได้รูป สวยงามอย่างกับนางในภาพวาด บอสได้เห็นก็เผลอมองตาไม่กะพริบ


            “ออ ข้ากำลังคุยกับเจ้าหนุ่มนี้อยู่พอดี คุยกันตั้งนาน ยังมิทันได้ถามไถ่ชื่อกันเลย ข้ามีนามว่าคำปุ่น แลนี่ก็ลูกสาวข้าเอง ชื่อว่า คำหล้า เจ้าหล่ะ มีนามว่าเยี่ยงไร”


            “ข้ามีนามว่าไซ ขอรับ ยินดีที่ได้พบนะขอรับ”


            “ดีๆ รู้จักกันไว้ๆ”


            “แลท่านไซ จักไปทำการอันใดที่เมืองเชียงทองหรือเจ้าคะ”


            “ออ ข้าจักไปเป็นทหารขอรับแม่หญิง”


            “ด้วยวัยเพียงเท่านี้หน่ะหรือเจ้าคะ ท่านน่าจะยังเยาว์กว่าข้าด้วยซ้ำ”


            “นั่นน่ะซี เจ้ายังเด็กอยู่เลย แลจักไปสู้รบแล้วรือ มันอันตรายหนา”


            “ขอรับ ข้าจักต้องเก่งขึ้นได้แน่”


            “เช่นนั้นก็ขอให้ท่านไซระวังตัวด้วยนะ เจ้าคะ”


            ทั้งสามพูดคุยกันมาตลอดทางจนมาถึงท่าน้ำที่ต้องขึ้นเรือข้ามฟาก ระหว่างคาราวานพ่อค้ายังรอสินค้าขนข้ามไม่หมดอยู่ บอสจึงกล่าวลาลุงคำปุ่นและคำหล้า โดยขอตัวล่วงหน้าไปก่อน เพราะต้องไปรายงานตัวที่เรือนเพียจันทน์ฯ ระหว่างทางจึงเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย


            ‘คำหล้าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยจังแฮะ สวยพอๆ กับพี่เขียวเลย แล้วถ้าสร้อยฟ้าโตขึ้นอีกหน่อยจะสวยแบบนี้ไหมนะ…’


    ---------------------------------------    

    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน