อาวุโสรองหยางเจิ้นเห็นทุกคนกินยามรกตเข้าไปและเก็บเข็มรวบรวมกลิ่นอายไว้กับตัวแล้วถึงได้เอ่ยปากอธิบายต่อว่า“หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว พวกเจ้าเคลื่อนไหวได้ในรัศมีร้อยลี้ หลังจากหนึ่งร้อยลี้จะเป็นหุบเขาตัดตามแนวขวางพวกเจ้าห้ามข้ามหุบเขานี้ไปเด็ดขาดเพราะว่าที่นั่นมีปีศาจอสูรที่เข้าใกล้ระดับจันทราแม้กระทั่งเหนือกว่าระดับจันทราอยู่จำนวนมาก!” เมื่อเอ่ยมาจนถึงตอนสุดท้าย น้ำเสียงของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นเป็นอย่างมาก
ปีศาจอสูรที่เข้าใกล้ระดับจันทราหรือเหนือกว่าระดับจันทราแม้แต่เขาที่เป็นยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นแปดก็ยังสู้ไม่ได้
คนในตระกูลที่เคยเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ครั้งที่แล้วไม่ได้ประหลาดใจใดๆกลับเป็นหลันเฟิงที่ตกตะลึงจากพละกำลังของเขาในยามนี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเหล่านั้น
“สามปีก่อนเหมือนท่านพ่อจะมาตามหาหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตที่หุบเขาหวงต้วนนี้แทนข้า”หลังจากที่รู้ถึงความน่ากลัวของหุบเขาหวงต้วนนี้ หลันเฟิงก็รู้สึกเจ็บปวดแทนบิดา
ป่าอสูรมีพื้นที่กว้างใหญ่แบ่งออกเป็นหลายส่วน และพื้นที่ติดกับเขตแดนตำบลเฟิงถูกผู้คนตั้งชื่อให้ว่าป่าจันทราอสูรนอกจากป่าจันทราอสูรยังมีป่าจันทร์คล้อยทางใต้ ป่าทัณฑ์โลหิตทางตะวันตก ป่าใบแดงทางทิศตะวันออกและเขตหวงห้ามของมนุษย์ตรงใจกลาง ป่าปีศาจ
ส่วนหุบเขาหวงต้วนก็ตั้งอยู่ตรงหุบเขาขนาดใหญ่ใกล้กับป่าจันทราอสูรนั่นคือสถานที่ที่ปีศาจอสูรระดับดาราออกอาละวาดแม้กระทั่งปีศาจอสูรระดับจันทราก็ออกมาเป็นบางครั้ง และเพราะอยากตามหาหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตหลันเสียนหลงถึงได้ไปที่หุบเขาหวงต้วนโดยไม่แม้แต่จะสนใจชีวิต เพื่อชิงหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตมาจากมือปีศาจอสูรระดับดาราตัวหนึ่ง
นิ้วของหลันเฟิงที่กุมกระบี่จุยเฟิงอยู่พลันกำแน่น
“อย่าสนใจเรื่องอดีตเหล่านั้นเลยหากเจ้าอยากตอบแทนเขาจริงๆ ก็รีบเรียนรู้วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กให้ถึงขั้นบรรลุโดยเร็วเช่นนี้ก็จะหลอมจุดตันเถียนให้เขา ช่วยเขาฟื้นฟูพลังยุทธ์และพละกำลังในอดีตได้แล้ว!” ชายชราเหลือบมองหลันเฟิงอย่างราบเรียบแล้วเอ่ยปากอย่างแช่มช้า
ดวงตาของหลันเฟิงเปล่งประกายความเชื่อมั่นในใจยิ่งเพิ่มมากขึ้น
หลังจากผ่านไปชั่วครู่อาวุโสของทั้งสามตระกูลปรมาจารย์ตีเหล็กเฟิงเทียนกังและอาจาย์ยาเฝิงอี้ก็ปรึกษากันเสร็จ ทันใดนั้นก็ทยอยกันเดินไปหากลุ่มที่ตนเองรับผิดชอบ
อาวุโสใหญ่หยางเอ้าและอาวุโสรองหยางเจิ้นรับหน้าที่ดูแลกลุ่มตระกูลจ้าว
อาวุโสใหญ่จ้าวหยวนซานและอาวุโสรองจ้าวจงเหลยรับหน้าที่ดูแลกลุ่มตระกูลหยาง
อาวุโสทั้งสองของตระกูลหวังรับหน้าที่ดูแลกลุ่มของช่างตีเหล็กร้านเฟิงหยาง
เฟิงเทียนกังรับหน้าที่ดูแลกลุ่มร้านยาอวี้เหอ
เฝิงอี้รับหน้าที่ดูแลกลุ่มตระกูลหวัง
หลันเฟิงมองอาวุโสทั้งสองของตระกูลจ้าวที่เดินมาหากลุ่มของตนก็สัมผัสได้ถึงแววตาเปล่งประกายวาววับแล้วหายวับไปของจ้าวหยวนซานอย่างรวดเร็ว
หลันเฟิงหรี่ตาลง“ตาแก่นี่มีเจตนาร้าย!”
ทว่าเขาที่กินยามรกตเข้าไปกลับไม่ต้องกังวลว่าจ้าวหยวนซานจะลงมือกับเขามิเช่นนั้นจ้าวหยวนซานคงหนีไม่พ้นการแก้แค้นของตระกูลหยาง
สิ่งเดียวที่ต้องระวังก็คือหากพบกับปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเกรงว่าตาเฒ่าผู้นี้คงไม่ลงมือช่วยเหลือง่ายๆ
จ้าวหยวนซานหยุดสายตาอยู่ที่เรือนร่างของหลันเฟิงริมฝีปากหยักยิ้มประหลาดๆ ก่อนโบกมือ “ถึงเวลาแล้ว ออกเดินทางได้!”
หลันเฟิงมองสบตากับหยางจ้านแวบหนึ่งแววตาแฝงไว้ด้วยเจตนาขอความเห็น
“ไปทางซ้ายแล้วกันการล่าประสบการณ์ครั้งที่แล้วพวกเราก็เดินไปทางซ้าย จึงคุ้นเคยกับทางนั้นมากกว่า”หยางจ้านขบคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
ด้วยเหตุนี้หลันเฟิงจึงไม่มีความเห็นใดเขากวาดสายตามองเจ็ดคนที่เหลือแวบหนึ่ง เห็นพวกเขาไม่ได้มีความเห็นใดก็พยักหน้า“ได้ เจ้าจัดการเลย”
หลังจากตัดสินใจแล้วกลุ่มคนก็เริ่มเคลื่อนไหวแม้ว่าการล่าประสบการณ์จะใช้เวลานานถึงสามวัน แต่จะได้พบกับปีศาจอสูรหรือไม่พบกับปีศาจอสูรอันใดกลับต้องพึ่งพาโชคชะตา ด้วยเหตุนี้จึงต้องรีบเข้าไปในป่าอสูรเพื่อไขว่คว้าโอกาส
ไม่นานทั้งห้ากลุ่มก็ทยอยกันเข้าไปในป่าอสูร
หลังจากที่เข้ามาในป่าอสูรแล้วหลันเฟิงและพวกก็ไม่ได้หยุด ยังคงเดินเข้าไปในป่าอสูรด้วยความเร็วคงที่
ปีศาจอสูรย่อมอยู่ในป่าลึกมากกว่าไม่ค่อยมีปีศาจอสูรมาปรากฏตัวที่ชายป่าเท่าไรนัก ถึงอย่างไรเสียหากเข้าใกล้เขตแดนมนุษย์มากเกินไปย่อมเป็นอันตรายสำหรับพวกมันเองเขตแดนมนุษย์จึงนับว่าเป็นเขตแดนต้องห้ามของพวกมันเช่นกัน เพราะพวกมันอาจจะพบกับยอดฝีมือแล้วกลายเป็นอาหารได้
ปีศาจอสูรชอบกินมนุษย์มนุษย์ก็ชอบกินปีศาจอสูรเช่นเดียวกัน
กลุ่มของตระกูลหยางมีหยางจ้านเป็นผู้นำพวกเขาเดินเข้าไปอย่างมั่นคง ส่วนหลันเฟิงนั้นเดินอยู่นอกกลุ่มตามลำพังทำหน้าที่คอยสอดแนมข้าศึก รับหน้าที่สังเกตการณ์ภายนอกถึงอย่างไรเสียทุกคนต่างก็รู้ว่าพลังยุทธ์ของหลันเฟิงมาถึงระดับไอปราณขั้นสี่แล้วการให้เขารับหน้าที่ด้านนี้ก็เหมาะสมกว่าผู้อื่น
สิ่งที่บังเอิญก็คือหลันเฟิงเองก็ค่อนข้างพอใจในการแบ่งสรรเช่นนั้นเหมือนกันเช่นนี้เขาถึงจะใช้เวลาอย่างมีอิสระได้มากขึ้น
หลันเฟิงแผ่พลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณไปด้านหน้ากลุ่มสัมผัสบรรยากาศโดยรอบ ไม่ปล่อยแม้แต่ใยแมงมุมสักเส้นทว่าสิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือเนิ่นนานก็ไม่พบปีศาจอสูรสักตัว
“เดินไปข้างในต่อเถอะตาเฒ่าดูแล้ว บริเวณนี้ไม่มีปีศาจอสูร”
รอจนหลันเฟิงค่อยๆดึงจิตสัมผัสกลับคืนมานั้น ชายชราถึงได้พูดอย่างสบายใจ
ความตึงเครียดของหลันเฟิงพลันผ่อนคลายลงก่อนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เหตุใดท่านถึงไม่รีบพูด!”
“แน่นอนว่าก็ต้องเพื่อฝึกฝนพลังการรับรู้ของเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เหมาะกับการฝึกฝนพลังรับรู้และปฏิกิริยาตอบสนองมากที่สุด หากฝึกต่อไปเช่นนี้เจ้าก็จะเข้าสู่ขั้นบรรลุได้ไวยิ่งขึ้นแต่นี่อะไรกัน ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนเจ้ากำลังตำหนิตาเฒ่าว่าไม่ควรทำเช่นนี้อยู่เลยนะ?”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงบอกข้าว่าแถวนี้ไม่มีปีศาจอสูรล่ะ”
“มากเกินไปก็ไม่ดีเส้นประสาทของเจ้าตึงเครียดจนถึงขีดจำกัดแล้ว ควรจะพักผ่อนสักหน่อย”
หลันเฟิงยอมแพ้ที่จะเถียงเหตุผลกับชายชราเขาพลันเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ปากก็บริภาษว่า “พูดอะไรก็เป็นเหตุเป็นไปซะหมด”
ทว่าเขากลับไม่ได้สงสัยในคำพูดของชายชราสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้เหมาะแก่การฝึกฝนมากจริงๆ
พอเดินไปได้ประมาณสองลี้หลันเฟิงก็หยุดฝีเท้า หูตั้งผึ่ง สายตากวาดมองรอบด้าน
ครู่ต่อมาสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาก็เข้ามาในครรลองสายตาของเขา
“ปีศาจอสูร!” รูม่านตาหดเล็กลง หลันเฟิงเข้าสู่สภาวะพร้อมรบอย่างรวดเร็ว
และในเวลาเดียวกันเขาก็หันไปมองชายชราที่กำลังรู้สึกดีใจบนความทุกข์ของคนอื่นที่อยู่ด้านข้างแล้วพลันกัดฟันเอ่ยว่า “ท่านบอกว่าแถวนี้ไม่มีปีศาจอสูรไม่ใช่หรือ!”
หากไม่ใช่ว่าเพราะเขาไม่ได้ลดความระมัดระวังลงมากนักคงจะถูกปีศาจอสูรตัวนี้โจมตีจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว
ชายชรากอดอกพร้อมมองดูความคึกคักพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “ข้าแค่บอกว่าแถวๆ นี้ไม่มีปีศาจอสูร แต่เจ้าเดินมาไกลถึงสองลี้แล้ว...”
ความหมายก็คือเขาไม่ได้โกหกแต่หลันเฟิงเข้าใจผิดเอง
หลันเฟิงพ่ายแพ้ในการลับฝีปากกับชายชราอีกครั้งเขาสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง ความสนใจอยู่ที่เรือนร่างของปีศาจอสูร ในหัวเองพลันมีข้อมูลของปีศาจอสูรตัวนี้ปรากฎขึ้นอย่างช้าๆ
“มารสีชาดปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้น ตระกูลแมว รูปร่างใหญ่มหึมามารสีชาดโตเต็มวัยจะมีความยาวหนึ่งจั้ง สูงครึ่งจั้ง อุปนิสัยอ่อนโยนเป็นปีศาจอสูรประเภทกินพืชที่หาได้ยากในหมู่ปีศาจอสูร...”