เยว่เทียนหงและมู่เชียนลอยอยู่เหนือเรือผลักอสูร ดวงตามองสำรวจไปที่ฝูงเรือรบรอบด้านโดยละเอียด ผู้ติดตามของเยว่เทียนหงลอยนิ่งอยู่รอบกายพวกเขาเพื่ออารักขาและสังเกตการณ์อย่างตั้งใจ ในขณะที่กลุ่มของเทพอสูรกลับปรากฏออกมาดูสถานการณ์เพียงแวบเดียวก็หายวับไปอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ
“กลุ่มโจรร้อยปีศาจ” จูเก่อหมิงเอ่ยด้วยสีหน้าหงุดหงิด … “พวกมันเจอเราจนได้ !”
“ทูลฝ่าบาท พวกมันคงอาศัยความมืดเมื่อคืนตีกรอบล้อมเข้ามาโดยพวกเราไม่รู้ตัว” หู่ซื่อแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเยว่เอ่ยวิเคราะห์ด้วยสีหน้านิ่งเฉยอย่างมาก กลุ่มโจรสลัดหลายหมื่นเหล่านั้นมิได้ทำให้พวกเขาทั้งหกตื่นตกใจแม้แต่น้อย.. ด้วยปราณที่สัมผัสได้นั้นสูงสุดก็เพียงระดับราชันย์ยุทธ์….
จัดการพวกมันไม่ต้องลำบากถึงองค์ราชา เพียงพวกเขาคนใดคนหนึ่งสะบัดมือไปไม่กี่ครั้งก็จบเรื่องแล้ว รอเพียงฝ่าบาททรงมีบัญชาเท่านั้น
ราชาแห่งต้าเยว่ยามนี้นิ่งสนิทมิได้เอ่ยปาก เขากำลังรอสัญญาณจากหญิงสาวคนสำคัญด้านข้าง เรื่องเท่านี้หากต้องการให้เขาช่วยเหลือ นางก็คงไม่ใช่เชียนเชียนของเขาแล้ว
“ข้าจัดการเอง !” ความคิดของนางไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้ เยว่เทียนหงคลี่ยิ้มบางก่อนจะพยักหน้า
“ระวังอย่าให้บาดเจ็บ” เสียงทุ้มเอ่ยกำชับ ก่อนจะถอยร่างลงไปยืนบนเรือพวกฟู่หลิงก็เช่นกัน มีเพียงหู่อู่เท่านั้นที่ยังอยู่เคียงข้างมู่เชียนด้วยทราบชัดถึงจุดประสงค์ของนายหญิง
มู่เชียนหลับตาลง ตราประทับหลากสีนับหมื่นชิ้นก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า หญิงสาวสะบัดมือซ้ายขวา พริบตาก็สามารถแยกเป็นหนึ่งร้อยสาย ก่อนก็กลายเป็นตัวอักษร ‘เรือ’ ขนาดใหญ่ 100 ตัวลอยลงไปประทับบนพื้นน้ำ
“ฟรึ่มม… !!” เรือแข็งแรงขนาดใหญ่นับร้อยลำปรากฏอยู่รอบเรือผลักอสูรทันที
“อักษรเวทย์ยอดเยี่ยม !” จูเก่อหมิงมองการใช้อักษรเวทย์อันคล่องแคล่วของมู่เชียนตาค้าง ด้วยเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นความสามารถด้านนี้ของนาง
แม้กระทั่งเยว่เทียนหงและฟู่หลิงที่เคยเห็นมาก่อน พบว่านางสามารถควบคุมอักษรเวทย์หนึ่งร้อยสายได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ยังอดรู้สึกประทับใจมากขึ้นไม่ได้ หากนับเฉพาะความสามารถด้านอักษรเวทย์…ทั่วแผ่นดินนี้นอกจากเยว่เทียนหงแล้วมู่เชียนนับเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง
เหล่าโจรสลัดเดิมทีเห็นคนกลุ่มหนึ่งลอยอยู่บนฟ้า ก็คาดเดาว่าเป็นกลุ่มราชันย์ยุทธ์เดินทางมา …เดิมทีพวกมันก็ไม่นึกแปลกใจนัก ด้วยเข้าใจดีว่าการที่เรือลำหนึ่งจะมาไกลเพียงนี้ย่อมต้องมียอดฝีมือร่วมทางมาด้วย
ทว่าจู่ๆคนส่วนใหญ่กลับถอยลงไป เหลือเพียงสตรีนางหนึ่งเท่านั้น เหล่าโจรสลัดก็หลงนึกว่าเป้าหมายถอดใจคิดยอมจำนน.. จึงนึกกระหยิ่มใจอย่างมาก
จนเมื่อเห็นตราประทับนับหมื่นชิ้นลอยอยู่บนท้องฟ้า พวกมันก็แทบไม่เชื่อสายตา ยิ่งเมื่อเห็นอักษรเวทย์ที่เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเรือร้อยลำในพริบตาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังจะพบศึกหนักเสียแล้ว
“ลั่นกลอง ส่งสัญญาณเตรียมรบ !!” เสียงตะโกนจากฝั่งของโจรสลัดพร้อมกับเสียงกลองตึง ตัง และแตรรบที่ดังก้องไปทั่วผืนน้ำ ชวนให้ระทึกอย่างมาก ทว่าสำหรับกองทัพเจ็ดธาตุที่แยกย้ายกันไปประจำอยู่บนเรือลำต่างๆนั้นกลับไม่รู้สึกหวาดหวั่นอันใดนัก
ด้วยนายทัพของพวกเขาคือ ธิดาเทพยุทธ์มู่เชียน !
ในทวีปกลาง แคว้นอวิ๋นของพวกเขาได้ชื่อว่าเป็น ‘กองทัพไร้พ่าย’ … ยามนี้แม้มาเยือนถิ่นใหม่ พวกเขาก็ยังมั่นใจที่จะประกาศศักดา ให้ทั่วทั้งทะเลตะวันออกได้รู้ว่า ทัพเจ็ดธาตุแห่งแคว้นอวิ๋น คือทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน !”
นับแต่รู้ว่าต้องมาที่เกาะฉีหลิน มู่เชียนก็เคยวาดภาพแผนการสู้รบในทะเล และฝึกซ้อมกันมาบ้างแล้ว ยามนี้ทุกอย่างจึงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ซูม่านและหู่อู่อยู่ในเรือผลักอสูร คอยนำทัพฝ่ายป้องกัน ส่วนมู่เชียนจะเป็นผู้นำทัพโจมตีบุกทำลายกองเรือของศัตรู
กลุ่มโจรร้อยปีศาจนั้น สิ่งที่ทำให้พวกมันมีชื่อเสียงอย่างมากก็คือจำนวนพลพรรคนับหมื่นของพวกมัน ทว่าจู่ๆกลับเห็นทหารสองหมื่นนายปรากฏขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือน เหล่าโจรสลัดก็หน้าซีดลงทันที
พวกมันไม่เคยได้ยินว่าจะมีอาวุธเวทย์ใดในใต้หล้า ที่จะทำให้สามารถพกพาทหารนับหมื่นเดินทางไปทั่วได้ และหากจะมีอาวุธเวทย์เช่นนั้นอยู่จริง ก็คงอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ควรแตะต้องเท่านั้น !
ทว่าสำหรับหัวหน้าโจรสลัดที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ทั้งยังไม่เคยพบความพ่ายแพ้มาเกือบยี่สิบปี ย่อมไม่ถูกทำให้ตกใจกลัวได้โดยง่าย
“หึ.. กองโจรของข้า ไม่มีผู้ใดที่ไม่กล้าปล้น…ไป ! จัดการมันซะ ชิงอาวุธเวทย์และเรือลำนั้นมาให้ได้ !” ผู้เป็นหัวหน้าส่งสัญญาณ กองเรือโจรสลัดร้อยกว่าลำก็พุ่งเขาหากองเรือรบของมู่เชียนทันที
“เกราะวารี !” ซูม่านตะโกน
เกราะที่เกิดจากกองทัพธาตุน้ำบริสุทธิ์ ระดับจ้าวยุทธ์นับพันคนกว้างขวางอย่างมาก สามารถครอบคลุมทัพเจ็ดธาตุทั้งหมดของได้ ลำแสงสีฟ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเปล่งประกายเจิดจ้าดูแข็งแกร่งอย่างมาก ทว่ากับกองโจรสลัด พวกมันย่อมเชี่ยวชาญการทำลายเกราะป้องกันของเหยื่อ
แม้เกราะวารีจากทัพเรือนี้จะดูแข็งแกร่งอย่างมาก แต่บังเอิญว่าพวกมันมีอาวุธเวทย์ที่สามารถเจาะเกราะวารีได้อย่างง่ายดาย
อาวุธเวทย์ลักษณะคล้ายปืนใหญ่นับสิบกระบอก… ถูกบรรจุกระสุนที่มาจากปราณธาตุอัคคีของโจรสลัดนับสิบ พวกมันแต่ละลำยิงระเบิดอัคคีขนาดยักษ์เข้าใส่เรือเกราะวารีของทัพเจ็ดธาตุอย่างไร้เมตตา ..
ปกติแล้วหากเป็นเกราะวารีทั่วไป เพียงต้องกระสุนปืนใหญ่เพียงสองหรือสามนัดก็ย่อมแตกร้าวไปนานแล้ว ทว่าเกราะวารีที่เกิดจากจ้าวยุทธ์ธาตุนำ้บริสุทธิ์นับพันนั้นแข็งแกร่งกว่าที่คาด กระสุนอัคคีนับร้อยถูกระดมยิงเข้าใส่กลับยังทนทานได้อย่างสบาย ต่อเมื่อระดมยิงใส่อย่างต่อเนื่องจึงค่อยแสดงอาการสั่นสะเทือนออกมาเล็กน้อย
ในขณะที่ฝั่งของเกราะวารีล้วนใช้ปราณจากมนุษย์ ทว่าฝั่งของโจรสลัดกลับใช้อาวุธเวทย์เข้าช่วย ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานเกราะของฝ่ายกองทัพเจ็ดธาตุจะต้องเป็นฝ่ายที่อ่อนแอลง ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เหล่าโจรสลัดกำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
จริงดังที่คาด บางส่วนของเกราะวารีเริ่มแตกร้าว สะเก็ดไฟบางส่วนพุ่งทะลุเข้ามาลวกกองทัพหน้าบาดเจ็ด เหล่าโจรสลัดเห็นเช่นนี้ก็ส่งเสียงโห่ร้องก่อนจะเร่งระดมยิงกระสุนอัคคีต่อไปอย่างบ้าคลั่ง
“เกราะปฐพี” ซูม่านตวาดก้อง เกราะสีน้ำตาลหนาแข็งแรงปรากฏขึ้นด้านหน้าทันที เกราะปฐพีมีคุณสมบัติในการต้านธาตุไฟได้ดีมาก ชั่วขณะนั้นการโจมตีของเหล่าโจรสลัดจึงถูกสกัดไว้ได้… ทว่าในสถานที่ที่ธาตุดินเบาบางเช่นนี้ การใช้เกราะปฐพีย่อมเป็นแผนระยะสั้นเท่านั้น
เรื่องนี้เหล่าโจรสลัดย่อมทราบดี ทว่าเกราะธาตุดินอันเข้มข้นของระดับจ้าวยุทธ์นับพันก็ทำให้พวกมันตกตะลึงอย่างมาก ไหนจะเหล่าทหารผู้ใช้ธาตุแสง ที่กำลังปล่อยปราณธาตุของตนออกมาเพื่อเยียวยาทัพหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดไฟอย่างรวดเร็วนั้นอีกเล่า
“ทัพของพวกมันเหตุใดมีผู้ฝึกตนธาตุน้ำ ธาตุแสง และธาตุดิน บริสุทธิ์ มากมายเพียงนั้น !!”
มู่เชียนรู้ว่าเกราะธาตุดินไม่อาจใช้การได้นาน และยามนี้ก็ได้เวลาทดลองแผนการโจมตีของทัพเจ็ดธาตุแล้ว
หญิงสาวออกคำสั่งระดมธนูวายุ และธนูมืด ให้พุ่งออกไปโจมตีเรือของฝั่งตรงข้าม ในจำนวนนั้นมู่เชียนได้แฝงการโจมตีธาตุมิติของตนไปด้วย ยามนี้หญิงสาวสามารถโจมตีด้วยคัมภีร์แสงศักดิ์สิทธิ์ ได้ในระยะเกือบครึ่งลี้ ทั้งยังปล่อย “ระเบิดผ่านฟ้า” ออกไปได้ถึงหนึ่งร้อยลูกในครั้งเดียว
ม่านวารีของพวกโจรสลัดป้องกันธนูปราณได้ ทว่ากลับไม่อาจป้องกันการโจมตีของมู่เชียนได้ เหล่าโจรสลัดได้แต่เฝ้ามองร่างของพวกมันระเบิดออกครั้งละหนึ่งร้อยคนโดยไร้สาเหตุ
“โจมตีต่อไป !” หญิงสาวตะโกนก้อง ขณะหลับตาลงส่งระเบิดผ่านฟ้าออกไปอีกหลายระลอก โดยพุ่งเป้าไปที่เหล่าโจรสลัดที่กำลังกางเกราะวารีเป็นหลัก
หลังสังหารพวกมันต่อไปอีกไม่กี่ครั้ง เกราะวารีที่ขวางกั้นการโจมตีของกองทัพเจ็ดธาตุก่อเริ่มอ่อนกำลังลง และด้วยห่าธนูปราณนับแสนสายที่ไหลบ่ามาจากเหล่าผู้ฝึกตนธาตุบริสุทธิ์นั้นรุนแรงกว่าปกติมาก ในที่สุดเกราะวารีของพวกมันก็ไม่อาจต้านทาน ห่าธนูนับหมื่นดอกเริ่มเจาะทะลุเข้าไปปักลงบนร่างของเหล่าโจรสลัดได้ในที่สุด
“หัวหน้าดูเหมือนกองทัพพวกนั้นล้วนเป็นผู้ฝึกตนธาตุบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ! เราถอยก่อนดีกว่า”
หัวหน้าโจรสลัดมีสีหน้าโกรธแค้นอย่างมาก ราวกับจะตอกย้ำคำพูดของลูกน้องของมัน จู่ๆสาหร่ายทะเลที่งอกขึ้นจากท้องทะเลอย่างเงียบเชียบก็เลื้อยช้าๆขึ้นมาพัวพันเรือโจรสลัด รวมถึงปืนใหญ่อัคคีของพวกมันเอาไว้ พวกมันไม่อาจหนีได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจโจมตีด้วยปืนใหญ่ได้อีกแล้ว
“กองทัพนั่นมันอะไรกันเนี่ย ?” โจรสลัดไร้การศึกษาไหนจะเคยได้ยินคำว่ากองทัพเจ็ดธาตุ พวกมันรู้เพียงแต่ว่ากองทัพตรงหน้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว !
‘เฮ้อ ชักช้าชมัด.. ’ เสี่ยวจิ้งบ่นพึมพำอยู่ในใจ หากให้ข้าเผาเสียแวบเดียวก็เรียบร้อยแล้ว
‘เปลวเพลิงของท่านเทพอสูร จะนำออกแสดงง่ายๆได้อย่างไร ?’ มู่เชียนเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยนกึ่งหยอกล้อในใจ ไม่รู้เสี่ยวจิ้งพอใจหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ด่าอะไรออกมาอีก ทำให้มู่เชียนหลุดยิ้มออกมา
หญิงสาวมองการโจมตีระหว่างทัพเรือทั้งสองเบื้องหน้า ฝั่งของโจรสลัดกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆดังคาด และเพื่อให้กองทัพเจ็ดธาตุได้ฝึกปรือฝีมือ นางจึงจำต้องให้พวกเขาได้จัดการทั้งหมดด้วยตนเอง
ดีที่แผนการรบเช่นนี้ ไม่ทำให้พวกเขาได้รับอันตราย นอกจากการบาดเจ็บภายนอกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งก็สามารถรักษาด้วยปราณธาตุแสงได้ทันที…
หลังการรักษาเสร็จสิ้น ซูม่านก็สั่งปิดเกราะดินเปลี่ยนเป็นเกราะวารีอีกครั้ง ขณะเดียวกันมู่เชียนที่เห็นเกราะวารีของฝ่ายศัตรูพังทลายลงแล้ว ก็สั่งระดมกองทัพยิงธนูเพลิงเข้าไปเพิ่มอีกหนึ่งสาย ด้วยธนูเพลิงนั้นรวดเร็วและมีการทำลายล้างที่รุนแรงอย่างมาก มู่เชียนจึงสงวนไว้เป็นไม้ตายสำหรับการลงดาบครั้งสุดท้าย เรือหลายลำที่อยู่ใกล้ถึงกับมอดไหม้ไปด้วยธนูปราณชุดนี้
สุดท้ายหลังการสู้รบมาพักใหญ่ทัพของนางสองหมื่นคนล้วนอยู่ดี ขณะที่ฝั่งตรงข้ามล้มตายไปกว่าครึ่ง !
ในที่สุดยามที่กองกำลังฝั่งตรงข้ามเหลือเรือรบไม่กี่สิบลำ หัวหน้าโจรสลัดก็ส่งสัญญาณหยุดโจมตี ทั้งยังสั่งให้พวกของตนถอยออกไปให้พ้นจากรัศมีการจู่โจมของทัพเจ็ดธาตุ
เรือที่สามารถหนีได้ล้วนหนีไปจนหมดสิ้น ส่วนเรือที่ถูกสาหร่ายทะเลพันไปไว้ เหล่าลูกเรือก็พากันสละเรือกระโดดลงทะเลหนีตายไปขึ้นเรือลำอื่น บ้างก็ถูกสาหร่ายในน้ำดึงร่างลงไป บ้างก็ถูกธนูปราณนับหมื่นสายที่พร่างพรมลงมาแทงทะลุร่าง มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถว่ายน้ำหนีไปจนถึงเรือโจรสลัดลำอื่นได้
มู่เชียนมองเรือลำใหญ่สุดที่อยู่ตรงกลางนิ่ง นางพอคาดเดาได้ว่าหัวหน้าโจรย่อมอยู่ที่นั่น น่าเสียดายที่อยู่ห่างเกินไปนักหญิงสาวจึงไม่ได้เห็นรอยยิ้มและประกายโหดเหี้ยมในดวงตาของมัน แต่แน่นอนนางไม่ได้คิดว่ากองเรือสีดำที่ลอยนิ่งในลักษณะล้อมกรอบอยู่เช่นนี้จะประกาศยอมแพ้..
“หึ คิดว่าชนะแล้วหรือ ?” เสียงแหบแห้งแฝงปราณระดับราชันย์ก้องดังทั่วผืนน้ำ
“อยากรู้หรือไม่.. เหตุใดพวกเราจึงถูกเรียกว่ากองโจรร้อยปีศาจ ! ฮ่าฮ่าฮ่า….” สิ้นเสียงประกาศ หัวหน้าโจรสลัดก็หัวเราะลั่น จากนั้นเสียงโหยหวนอันแปลกประหลาดก็ดังขึ้นจากใต้ทะเลลึก
“บุ๋งๆๆๆ” ผืนน้ำราบเรียบเกิดฟองนับหมื่นแสนผุดขึ้นมาราวกับน้ำเดือด
ใต้ท้องน้ำสีครามปรากฏร่างสัตว์อสูรขนาดยักษ์โผขึ้นมา เงาทะมึนโล้นเลี่ยนที่โผล่พ้นน้ำนั้นสามารถบดบังแสงอาทิตย์ในบริเวณนั้นจนสลัวลงได้ ไม่นับส่วนตัวและหนวดขนาดยักษ์นับร้อยเส้นที่ยาวย้วยเลื้อยพันไปไปบนผืนน้ำ ดูน่าขนลุกอย่างมาก
บนศีรษะโล้นเลี่ยนนั้นปรากฏลูกตาสีแดงขนาดมหึมาดวงหนึ่ง เหนือดวงตานั้นคือเขากลมๆขนาดใหญ่สามเขา ริมฝีปากของมันกลมเช่นกันทว่าขนาดของมันกลับเล็กเมื่อเทียบกับลำตัวใหญ่ยักษ์ แม้กระนั้นช่องปากสีแดงจัดก็ยังสามารถบรรจุเรือของจูเก่อหลิงทั้งลำได้สบาย ทั้งยังเพิ่มความน่าหวาดกลัวด้วยฟันแหลมคมซี่เล็กเรียงกันเป็นชั้นๆนับพันซี่ ‘ปลาปีศาจสามเขา’ คือชื่อของมัน มันคือปลาทะเลกินเนื้อที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอย่างมาก เหยื่อที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของมัน แม้แต่กระดูก็จะไม่เหลือกลับไป !
ปลาปีศาจตัวนี้อยู่ในระดับมหาราชันย์แล้ว ย่อมรับมือยากเป็นที่สุด ทว่ายังราวกับกลัวเหล่าศัตรูจะรอดชีวิตไปได้ รอบกายของปลาปีศาจตัวใหญ่ ยังปรากฏฝูงปลาปีศาจตัวขนาดย่อมว่ายน้ำยั้วเยี้ยอยู่หลายหมื่นตัว พวกมันล้วนอยู่ในระดับปราชย์ยุทธ์เป็นอย่างน้อย … ผืนน้ำทั่วบริเวณกระเพื่อมไหวจนเกิดคลื่นขนาดใหญ่ด้วยการปรากฏตัวของฝูงปลามฤตยู
“ปลาปีศาจของข้า.. จงไปจัดการพวกมันเดี๋ยวนี้… !”
#พรุ่งนี้ไม่มานะคะ เจอกันวันมะรืนค่าาา