บทที่ 17 การกลืนกินอีกครั้ง
หลังจากที่หวังเหยียนเฟิงชี้แนะการฝึกฝนหมาป่าวายุสถิตร่างให้กับถังซานและอีกสี่คนแล้ว ก็ให้พวกเขากลับไปฝึกฝนในห้องของตัวเอง
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น หวังเหยียนเฟิงก็พูดกับหวังต้า หวังเอ้อร์ และหวังซานว่า "ข้าคิดดูแล้ว ควรตั้งชื่อให้พวกเ้า เพื่อให้พวกเ้ามีชื่อเป็ของตัวเอง พวกเ้าเห็นด้วยหรือไม่"
"เห็นด้วยขอรับ" หวังต้าพยักหน้าอย่างซื่อ ๆ
หวังเอ้อร์กะพริบตา "ได้เลยขอรับ"
หวังซานเป็คนที่รูปร่างสูงที่สุดในกลุ่ม สูงกว่าถังซานเสียอีก แต่ผอมมากราวกับไม้ไผ่ "จะดีหรือขอรับ"
"ดีสิ!" หวังต้าจ้องหวังซานอย่างดุ ๆ
"อืม" หวังซานดูเหมือนจะกลัวหวังต้าอยู่บ้าง จึงได้แต่พยักหน้า
หวังเหยียนเฟิงกล่าว "ถ้าเช่นนั้น ข้าคิดชื่อให้พวกเ้าแล้ว หวังต้า ต่อไปเ้าจะชื่อว่าหวังเชา หวังเอ้อร์จะชื่อว่าหวังจง ส่วนหวังซานจะชื่อว่าหวังเสียวเหล่ย"
หวังเชาพูดอย่างดีใจ "เยี่ยมไปเลย ขอบคุณท่านอาจารย์ ในที่สุดข้าก็มีชื่อของตัวเองแล้ว"
หวังจงกะพริบตาแต่ไม่พูดอะไร เขาก็ผอมเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับหวังต้าและหวังซานแล้ว เขาดูเก็บตัวกว่า ทว่าไม่ได้เป็คนขี้ขลาด ในบรรดาสามคนนี้ ตอนเผชิญหน้ากับพิธีเซ่นไหว้นั่น มีเพียงในแววตาของหวังจงเท่านั้นที่ถังซานจับความรู้สึกแค้นเคืองได้ ไม่ใช่แค่ความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว
หวังเสียวเหล่ยขมวดคิ้วพูด "ชื่อข้าสามพยางค์ จะยากเกินไปหรือไม่"
"เ้าพูดมากจริง เอาแบบนี้แหละ ขอบคุณท่านอาจารย์" หวังเชาจ้องเขาอย่างดุ ๆ วางมาดเป็พี่ใหญ่ ซึ่งเขาก็เป็คนอายุมากที่สุดด้วย
"ถังซาน ให้ท่านอาจารย์ตั้งชื่อให้เ้าด้วยไหม" หวังเชาพูดด้วยความหวังดี
ถังซานส่ายหน้า "ไม่ต้องหรอก ข้าชื่อถังซานก็ดีอยู่แล้ว"
"อืม เอาแบบนี้แหละ กินข้าวกันเถอะ"
หลังอาหารเย็น ทุกคนก็กลับห้องไปฝึกฝน พี่น้องแซ่หวังทั้งสามยังต้องให้หวังเหยียนเฟิงคอยชี้แนะเป็การส่วนตัว จึงจะเข้าสู่สภาวะกระตุ้นสายเืในการฝึกฝนได้ แน่นอนว่าถังซานไม่จำเป็ และสิ่งที่ทำให้หวังเหยียนเฟิงประหลาดใจก็คือ หลังจากที่เขาชี้แนะครั้งเดียว หลิงมู่เสวี่ยก็สามารถกระตุ้นสายเืเพื่อฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง นี่เป็สิ่งที่เกินความคาดหมายของเขา
ม่านราตรีค่อย ๆ ปกคลุม ถังซานที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
บนเตียงฝั่งตรงข้าม หวังจงยังคงฝึกฝนอย่างจริงจัง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอมาก ถังซานััได้ถึงสายเืที่เต้นเป็จังหวะในร่างกายของเขา และรอบ ๆ ตัวมีธาตุวายุแ่เบาอยู่
ถังซานลงจากเตียงอย่างเงียบ ๆ แววตาของเขาเฉียบคมขึ้น ในบรรดาเด็กทั้งห้าคน เขาอายุน้อยที่สุด
หวังเชาอายุสิบเจ็ดแล้ว หวังจงสิบสี่ หวังเสียวเหล่ยสิบสอง หลิงมู่เสวี่ยสิบขวบ มีเพียงเขาที่อายุแปดขวบ
ในที่สุดชีวิตก็เปลี่ยนแปลง อย่างน้อยก็มั่นคงแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะกลายเป็อาหารอีก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเพิ่มพลัง
สามปี เขาให้เวลาตัวเองแค่สามปี หลังจากสามปี จะถึงเวลาที่ต้องจากที่นี่ไป และในเวลาเดียวกัน ก็เป็เวลาแก้แค้น
ถังซานมองไปทางลานกว้างของเมืองหมาป่าวายุพลางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ท่านแม่ที่เขาเพิ่งได้พบเพียงครั้งเดียว ตายในมือของตระกูลหมาป่าวายุ นั่นก็หมายความว่า ระหว่างเขากับตระกูลหมาป่าวายุไม่มีทางประนีประนอมอีกต่อไป
เขาแง้มหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ ะโออกไป แล้วหันกลับมาปิดหน้าต่างอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าวรยุทธ์ของหวังเหยียนเฟิงจะสูงกว่าเขา แต่ด้วยวิชาลับของสำนักถังที่เขานำติดตัวมาจากชาติก่อน เขามั่นใจว่าจะไม่ถูกจับได้
ถังซานค่อย ๆ เดินออกห่างจากที่พัก โดยไม่ได้มุ่งหน้าไปทางลานกว้าง เพราะกลัวว่าหากไปถึงแล้วเห็นกระดูกใต้แท่นบูชา จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
เขาเดินไปตามมุมมืดริมกำแพง ระมัดระวังปกปิดร่างกายของตัวเอง
เขาเคยมาที่เมืองหมาป่าวายุหลายครั้งแล้ว แม้จะไม่คุ้นเคยกับทุกที่ แต่ก็รู้จักภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็อย่างดี
ไม่นานเขาก็มาถึงบริเวณบ้านหินหลังใหญ่ มองเห็นแสงไฟสว่างไสวจากระยะไกล และได้ยินเสียงอึกทึกจากข้างใน
หากมองด้วยสายตาจากชาติก่อน ที่นี่ก็คือโรงสุรา ถังซานไม่รู้ว่าสุราในโลกนี้เป็อย่างไร แต่ที่นี่คือสถานที่ที่พวกหมาป่าวายุในเมืองชอบมามากที่สุด
ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แต่ที่นี่ยังคงคึกคัก นั่นหมายความว่าถังซานมาถูกที่แล้ว
เขาย่อตัวลงในมุมมืด เฝ้ามองทางเข้าโรงสุราเงียบ ๆ รอคอยอย่างอดทน
อาจเพราะเวลาดึกแล้ว เขาจึงไม่ต้องรอนาน ร่างสูงใหญ่หลายร่างเดินโอบไหล่กันออกมาจากโรงสุรา
เสียงของพวกมันดังแต่ฟังไม่ชัด แสดงให้เห็นว่าเมามายพอสมควร
ปีศาจหมาป่าเหล่านี้เดินไปพลางหัวเราะด่าทออะไรบางอย่างไปพลาง ถังซานมองตามพวกมันเดินเข้าเมือง
ที่ทางแยก ปีศาจหมาป่าแยกย้ายกันกลับบ้าน
ถังซานเล็งเป้าไปที่ปีศาจหมาป่าขนาดกลางตัวหนึ่ง แล้วรีบตามไปอย่างรวดเร็ว เขาย่องฝีเท้าอย่างแ่เบา และอีกฝ่ายก็เมามาย จึงไม่ทันสังเกตเห็น
ตระกูลหมาป่าวายุสามารถดูระดับพลังได้จากรูปร่าง โดยทั่วไป ร่างเล็กคือหมาป่าวายุระดับสอง ร่างใหญ่คือระดับสาม ส่วนร่างกำยำเป็พิเศษอาจเป็ระดับที่สูงกว่า แต่ในเมืองนี้ หมาป่าวายุร่างกำยำมีน้อยมาก เช่นเ้าเมืองหมาป่าวายุที่สูงกว่าหนึ่งจั้ง ก็มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น
เป้าหมายที่ถังซานเลือกเป็หมาป่าวายุระดับสาม ซึ่งเป็หมาป่าวายุแข็งแรงที่พบได้ทั่วไปในเมืองหมาป่าวายุ
เขารีบตามไปใกล้ ๆ แล้วเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบมาอยู่ด้านหลัง มือขวาทำท่าดึงไปที่ฝีเท้าโซเซของหมาป่าวายุนั้น ปล่อยพลังเสวียนเทียนอ่อนโยนออกมา ใช้วิชาลับคุมนกกระเรียนจับัของสำนักถัง
หมาป่าวายุสะดุดเท้าตัวเอง กำลังจะล้มคะมำไปข้างหน้า
แต่หมาป่าวายุระดับสามนั้นว่องไวมาก แม้จะเมา แต่ก็ยังใช้มือทั้งสองยันพื้นะโขึ้นมา
ถังซานฉวยจังหวะนี้ พุ่งเข้าไป ใช้ปลายเท้าแตะเบา ๆ ที่จุดอ่อนบริเวณเอวของหมาป่าวายุระดับสาม
สำหรับสัตว์ตระกูลสุนัขและหมาป่า เอวคือจุดอ่อนที่สุด หมาป่าวายุที่เป็ปีศาจหมาป่าก็เช่นกัน
ปีศาจหมาป่าถูกเตะเข้าที่เอวอย่างจัง ร่างกายอ่อนยวบทันที ล้มไปด้านข้าง จะอ้าปากกำลังจะด่า ต้นคอก็ถูกฝ่ามือหยกเร้นลับของถังซานจับ สายเืถูกปิดกั้น หมดสติไปทันที
การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เร็วมาก ใช้เวลาแค่สองสามวินาที หมาป่าวายุระดับสามก็ล้มพับลงกับพื้น
ถังซานมองรอบ ๆ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงรีบลากหมาป่าวายุระดับสามไปที่มุมมืด วางมือขวาบนหน้าอกของมัน
หลังจากฝึกฝนมาหลายปี เขาก็คุ้นเคยกับธาตุวายุในสายเืของตระกูลหมาป่าวายุเป็อย่างดี เมื่อส่งพลังเสวียนเทียนเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ก็รู้สึกถึงธาตุวายุในสายเืของมันทันที
สิ่งที่ทำให้ถังซานดีใจคือ พลังสายเืของหมาป่าวายุที่ยังมีชีวิตเข้มข้นกว่าหมาป่าวายุสองตัวที่ตายไปเมื่อสองปีก่อนมาก เขาส่งพลังเสวียนเทียนเข้าไปแล้วก็กลืนกินพลังสายเืเหล่านี้อย่างไม่เกรงใจ ดึงเข้าไปในพลังเสวียนเทียน รวมกับตราประทับพลังคมมีดวายุที่เขาดูดซับมาก่อนหน้านี้
พลังสองสายที่มีต้นกำเนิดเดียวกันเริ่มหลอมรวมกันทันที แม้จะมีการสูญเสียบ้างระหว่างการหลอมรวม แต่ถังซานก็รู้สึกได้ชัดว่าคลื่นพลังคมมีดวายุของตนแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่ตัวคมมีดวายุที่แข็งแกร่งขึ้น แต่เป็ตราประทับของคมมีดวายุที่แข็งแกร่งขึ้น
นั่นหมายความว่า เมื่อเขาใช้พลังเสวียนเทียนแปรเปลี่ยนเป็คมมีดวายุ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็คมมีดวายุที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้ถังซานประหลาดใจที่สุดคือ พลังเสวียนเทียนที่ติดอยู่ที่ขั้นที่สามมานาน เมื่อดูดซับพลังนี้เข้าไป ในที่สุดก็มีสัญญาณของการคลายตัว ดูเหมือนกำลังจะทะลวงไปสู่ขั้นที่สี่
เขาสังเกตหมาป่าวายุตัวนี้อย่างละเอียด จดจำลักษณะเด่นเอาไว้ แต่ไม่ได้สังหารมัน หลังจากนั้นก็รีบกลับไปยังที่พัก
ไม่ใช่ว่าไม่อยากฆ่าปีศาจหมาป่าตัวนี้ แต่คนเมาที่นอนอยู่ข้างถนนคงไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ถ้าปีศาจหมาป่าระดับสามตนนี้ตายในเมือง มันจะก่อให้เกิดความโกลาหลอย่างแน่นอน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม