Age of war

    ตอนที่ 49 ร้อยชีวิต [คอมมิว]

    ณ ช่วงเวลาราตรีอันเงียบสงบของวันที่ 45 เกมส์แห่งสงคราม

    เหล่าผู้นำกองทัพพันธมิตรต่างได้จัดตั้งประชุมฉุกเฉินกันอย่าเร่งด่วน ณ ที่ค่ายของเผ่ายักษา

    เหนือกำแพงเนินดินที่รายล้อมเมืองอาร์โธร์โพดานั้น ปัจจุบันมันได้กลายที่ตั้งค่ายบัญชาการรบของกองทัพพันธมิตรไปแล้ว

    แสงจากคบเพลิงได้ส่องประกายเจิดจ้าไปทั่วเฉกเช่นดวงตะวันสาดส่องสู่ผืนดิน

    เหล่าทหารหาญที่เหนื่อยล้า ต่างพักผ่อนเอาแรง และเตรียมรับมือศึกที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้กัน

    มีเพียงแค่เหล่าผู้บัญชาการสูงสุดกับทหารยาม ที่มิยอมหลับนอนกันภายใต้สถานการณ์ที่น่าวิตกนี้

    “หลังจากนี้จะเอายังไงกันต่อดี? วันนี้พวกเราเสียหายไปมากทีเดียว”

    ด้วยล่ามแปลภาษาของเผ่าภูติ ทำให้พวกเขาสามารถเปิดการประชุมนี้ขึ้นมาได้

    “ทอมแห่งยักษาน้อย ที่พูดมานั้นจงใจต่อว่าพวกเราใช่มั้ย? ”

    ขุนนางแอปเปิ้ลพูดโต้ตอบทอมจากเผ่ามนุษย์ด้วยสีหน้าที่เยือกเย็น

    เผ่ายักษาที่มีดวงตาสีดำ ผมสีฟ้ายาว ใบหน้าคมหล่อเหลา และมีผิวสีเขียวผู้นี้คือขุนนางแอปเปิ้ล

    “เปล่า เราไม่ได้ต่อว่าท่าน แต่หมายความอย่างที่พูดจริง”

    ทอมพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบออกมาจากชุดเกราะอัศวินสีเงินของเขา

    ถึงจะเป็นการประชุม แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะถอดชุดเกราะออก ณ ใจกลางสนามรบเด็ดขาด

    “กองกำลังปัจจุบันนี้เหลือแค่กองทัพมนุษย์สามแสนห้าหมื่น กองทัพภูติสามแสนหกหมื่น กองทัพปักษาหนึ่งแสน และกองทัพยักษาอีกห้าแสน เพียงแค่วันเดียว กองทัพจำนวนราวสองล้านกลับเหลือเพียงแค่หนึ่งล้านกว่าเท่านั้นดอง~”

    เอสเทอพูดสรุปกองกำลังที่เหลืออยู่ให้ทุกคนฟัง

    “พวกเราไม่สามารถใช้แผนล้อมเมืองและรอกำลังเสริมได้ ระหว่างที่รอกำลังเสริมจากผู้ที่เกิดใหม่ กองทัพของศัตรูคงได้กระหน่ำบุกก่อนนะดอง~”

    เอสเทอพูดความจริงออกมา

    กองทัพที่มากล้นนี้จะดูไร้สาระในทันที หากเทียบกับที่ว่าศัตรูสามารถเพิ่มจำนวนกองทัพกลับมาได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

    ในขณะที่พวกเขาต้องเสียเวลาเดินทัพกลับมาที่นี่ใหม่อีกครั้ง

    “แผนการล้อมเมืองคงไม่น่าได้ผลด้วย”

    ชาวปักษาผู้สวมผ้าคลุมที่ทำจากใบพืชได้เสนอความเห็น

    ขนสีแดงสดที่ตัดกับชุดสีเขียวช่างดูโดดเด่นยิ่งนัก

    “พวกมันสามารถมุดดินได้ ไม่ว่าพวกเราจะปิดล้อมยังไง พวกมันก็สามารถลอดผ่านสายตาออกมาได้ทุกที่นั่นละ”

    คำพูดของโซเดียมทำให้ทุกคนต่างคิดหนัก

    “พรุ่งนี้เช้าพวกเราควรจะบุกต่อ”

    “เห็นด้วย”

    “เห็นด้วยดอง~”

    ใช่แล้ว ไม่ว่าจะคิดยังไง การทำสงครามยืดเยื้อต่อไปนั้น รั้งมีแต่จะเสียเปรียบ

    และศัตรูไม่ใช่คนโง่ที่ตั้งรับโดยไม่มีแผนการหรือกลยุทธ์รับมือ

    กับดักที่พวกเขาเจอในวันนี้ได้พิสูจน์ระดับความฉลาดของศัตรูให้เห็นแล้ว

    ผิดกับขุนนางของพวกยักษา ที่พอขุนนางแอปเปิ้ลพลาดสายตาเพียงครู่เดียว ก็พลาดท่าติดกับศัตรูไปเสียได้

    “ว่าแต่การโจมตีที่ปราสาทวันนี้คืออะไร ใครเป็นคนยิงลูกไฟนั้นออกไปกัน? ”

    ขุนนางแอปเปิ้ลถามขึ้นด้วยแววตาที่ดุดัน

    เขากำลังคิดกลยุทธ์ที่จะใช้การโจมตีนี้รวมเข้าไปด้วย

    “เป็นฝีมือของพวกเราชาวภูติเองดอง~ แต่ว่าใช้อีกไม่ได้แล้วดอง~ สารที่ใช้ในการยิงไม่เหลือแล้วดอง~”

    “ขาดอะไรบอกมา เพื่อจะช่วยหาให้ได้”

    แอปเปิ้ลเสนอความช่วยเหลือออกไปอย่างไม่ลังเล

    ถ้ามีการโจมตีที่รุนแรงเช่นนั้น การยกทัพบุกก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป

    “ไม่ได้ดอง มันต้องใช้กรรมวิธีผลิตพิเศษนะดอง~”

    แต่เอสเทอกลับปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป

    เธอกำลังโกหก

    ถ้าหากเผ่าอื่นรู้ ว่าขอเพียงแค่มีสารติดไฟตั้งต้นที่รุนแรงพอ พวกเธอก็จะสามารถสร้างลูกไฟยักษ์เช่นนั้นได้ มีหรือที่จะไม่หันคมดาบมาหาพวกเธอมาในอนาคต

    ดังนั้นเอสเทอจึงตัดสินใจที่จะปกปิดความสามารถของเผ่าตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด

    ให้ทุกคนคิดไปเองว่า [ไม่ใช่การโจมตีที่ได้มาง่าย ๆ] นั่นละดีแล้ว

    ขุนนางแอปเปิ้ลจ้องตาไปที่ดวงตาของเอสเทอเพื่อจับโกหก

    แต่ดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อน่ารักของเผ่าภูติโดยธรรมชาติ ทำให้เขาไม่อาจจับความเท็จใด ๆ จากเอสเทอได้เลย

    “ช่วยไม่ได้…”

    แอปเปิ้ลคิดว่าถ้าหากมีอาวุธที่สามารถถล่มจากระยะไกลได้คงจะดี

    อาวุธของพวกเขานั้น ถ้าจะแสดงศักยภาพ ยังไงก็ต้องเข็นลงไปอยู่บนเรือหรือสะพานเพื่อให้เข้าระยะโจมตี

    “ถ้าจะใช้แผนยิงถล่ม อาวุธของพวกเราสามารถทำได้อยู่นะ”

    แต่ในตอนนั้นเองที่มีคนเสนอตัวเช่นนั้นออกมา

    เขาคือทอมของเผ่ามนุษย์

    “อาวุธของพวกเรานั้นยิงได้ไกล จะให้ยิงถล่มจากยอดกำแพงก็ยังไหว”

    ทอมไม่คิดที่จะปิดบังศักยภาพอาวุธของกองทัพตัวเอง

    อีกอย่าง ทอมเป็นนักรบ ไม่ใช่นักวางกลยุทธ์ที่รู้จักการใช้เล่ห์เหลี่ยมเท่าไหรนัก

    เขาเป็นคนที่ซื่อตรงแบบนี้นั่นละ

    “และถ้าหากต้องการหน่วยรบยิงสกัดการโจมตีของศัตรู ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราได้เช่นกัน”

    ดังนั้นทอมจึงเสนอตัวทุกอย่างที่ทำได้ในกองทัพของเขาออกไป

    “ดี งั้นปัญหาต่อไปคือสะพาน พวกเราชาวยักษาจะรับทำหน้าที่ในการสร้างสะพานเอง”

    ขุนนางแอปเปิ้ลพูดพร้อมกับวางแท่นไม้ซึ่งเป็นตัวแทนสะพานลงบนแผนที่บนโต๊ะ

    คูน้ำที่ล้อมเมืองนั้น ปัจจุบันนี้ได้ไหลบ่าเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ภายในเมืองแทน

    ส่วนพื้นที่คูน้ำเดิม กลับเหือดแห้งจนปรากฏเห็นเป็นเส้นทางเขาวงกตขนาดยักษ์

    พวกเขาไม่ทราบเลยว่ามีสิ่งนี้ถูกสร้างเอาไว้มาตั้งแต่แรก นอกจากเผ่ายักษากับภูติที่เคยส่งหน่วยสอดแนมมาดูเอาไว้ก่อนหน้านี้

    เส้นทางเขาวงกตนั้น มันดูลึกลับซับซ้อนชวนขนหัวลุกอย่างน่าประหลาด

    มีคนภายในกองทัพพันธมิตรที่คิดว่าเป็นโชคดีของตัวเองแล้ว ที่ไม่ต้องบุกผ่านเส้นทางเขาวงกตเหล่านั้นในวันนี้

    กลับมาที่เรื่องคูน้ำซึ่งปัจจุบันกำลังท่วมอยู่ภายในเมือง

    น้ำที่ท่วมเมืองอาร์โธร์โพดา ณ ปัจจุบันนี้ มันมีความลึกถึงสิบเมตร

    แน่นอนว่าศัตรูคงไม่ยอมให้พวกเขาสร้างสะพานเชื่อมต่อไปที่ปราสาทได้โดยง่าย

    แต่ปัญหาทั้งหมดเหล่านั้นจะจบลงทันที ถ้าหากเอสเทอยอมเปิดเผยความสามารถของเผ่าภูติออกมา

    ยังไม่มีใครในที่นี้รู้ว่าพวกเธอสามารถแช่แข็งผืนน้ำตรงหน้าให้เป็นสะพานน้ำแข็งได้

    สิ่งที่เอสเทอทำนั้น มีเพียงแค่นั่งดูแผนการรบเพื่อประเมินความสามารถของเผ่าอื่น ๆ เท่านั้น

    พวกเขามีแนวคิดการรบแบบใด มีอาวุธประเภทไหนใช้งานกัน เอสเทอจะใช้โอกาสนี้ตักตวงให้ได้มากที่สุด

    “พวกเราจะบุกโจมตีจากบนฟ้าให้เอง”

    “พวกเราเองก็จะร่วมรบทางอากาศพร้อมกับชาวปักษาด้วยดอง~”

    และเมื่อเห็นว่าโซเดียมของเผ่าปักษาเสนอตัวเองทำการรบทางอากาศ เอสเทอก็ทำเนียนตามน้ำไปพร้อมกับเขา

    “งั้นต่อ----”

    ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงหวีดร้องดังขึ้นมาจากนอกเต็นท์บัญชาการ

    ผืนผ้าใบสีขาวได้ถูกย้อมไปด้วยแสงสีแดงที่วุ่นวายจากภายนอก

    ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะถูกลอบโจมตีในช่วงยามราตรีเสียแล้ว



    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

    ณ ที่ค่ายของเผ่าภูติ

    ค่ายของเผ่าภูติบนกำแพงดินด้านทิศตะวันออกนั้น ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยผืนผ้าใบขนาดเล็ก กับแท่งโลหะที่เบา

    และด้วยความที่พวกเขาเป็นเผ่าที่มีขนาดเล็กซึ่งสูงเพียงหนึ่งเมตร เลยทำให้ค่ายของพวกเขาดูเป็นกระจุกขนาดเล็กกระทัดรัดแลดูน่ารัก

    น้ำหอมกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ได้ถูกพ่นเอาไว้ที่รอบค่าย พร้อมกับยามโกเลมสูงสองเมตรที่ยืนเฝ้าโดยรอบ

    แน่นอนว่าพวกภูตินั้นมีนิสัยมักง่ายและเอาแต่เล่น จึงไม่มีภูติตัวเป็น ๆ ที่ยอมตื่นอยู่โยงเฝ้ายามแม้แต่คนเดียว

    พวกที่ตื่นอยู่นั้น มีแต่พวกที่ออกมาเพื่อบินเล่นไล่จับกันเท่านั้น

    “น่าเบื่อยัน~ ทำไมผู้นำสุดเท่เผ่ามนุษย์ถึงไม่มาด้วยนะยัน~”

    ลิลลี่บ่นพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นอยู่บนเตียงเพียงคนเดียว

    เธอรู้สึกเสียใจมาก ที่การออกมารบในแนวหน้าด้วยตัวเองครั้งนี้กลับเสียเที่ยวเปล่า

    ที่เธอยอมออกมาในแนวหน้าตั้งแต่แรกนั้น ไม่ใช่เพื่อเพิ่มกำลังใจการรบอะไรหรอก

    เธอแค่อยากมาเจอผู้นำสุดเท่ของเผ่ามนุษย์ [กัง] เท่านั้น

    “น่าเบื่อยัน~ น่าเบื่อยัน~ น่าเบื่อยัน~”

    เธอนอนกลิ้งหมุน ๆ อยู่บนเบาะที่นุ่มฟูอย่างน่ารักน่าชัง

    ชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ที่เผยให้เห็นต้นขาและแขนอันอ่อนนุ่มของเธอนั้น ยิ่งทำให้เธอดูงดงามและน่ารักสดใสดั่งดอกลิลลี่ที่ผลิบานในยามเช้าตามชื่อของเธอ

    แต่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ามีเผ่าอาร์โธร์โพดาตนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างนอกเต็นท์ของเธอ

    มันปรากฏตัวอย่างไร้ซึ่งซุ่มเสียงพร้อมกับดาบเล่มยาวในมือ

    มันง้างขึ้นสูงจากภายนอกเต็นท์ แล้วลงดาบไปที่ใจกลางหลังของประธานาธิบดีลิลลี่อย่างไม่มีลังเล

    มันไม่สนใจรูปร่างอันน่ารักของเธอ ไม่สนว่าผมสีเงินยาวที่งดงามนั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดไร้สีของเธอเอง

    ที่มันสนมีเพียงแต่การเอาชีวิตของศัตรูตรงหน้าเท่านั้น

    “อ๊ะ!? ”

    เจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีสี่แขนสูงสามเมตร มันลงดาบอย่างรวดเร็ว และเอาชีวิตของลิลลี่ลงในเพียงดาบเดียว

    ลิลลี่รู้สึกเพียงแค่ความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนที่ทุกสิ่งรอบตัวจะดับมืดลง

    เธอไม่ทันได้แม้แต่จะกรีดเสียงร้องโหยหวนออกมาเสียด้วยซ้ำ

    แต่ดูเหมือนว่าแค่นี้จะยังไม่สาแก่ใจผู้บุกรุกที่โหดเหี้ยมคนนี้

    มันไม่ยอมดึงดาบออกมา แล้วออกแรงจนใบดาบแทงทะลุร่างของลิลลี่

    แล้วใช้มันในสภาพเช่นนั้นออกล่าสังหารเหยื่อรายต่อไป

    หนึ่งศพ สองศพ สามศพ

    มันออกล่าสังหารโหดจนใบดาบที่ยาวหนึ่งเมตรครึ่งทั้งสี่เล่มในมือ ท่วมไปด้วยเลือดไร้สีและร่างของเผ่าภูติที่ถูกแทงทะลุ

    เสียบทับซ้อนเป็นชั้น ๆ ราวกับลูกชิ้นจนมิดด้าม

    และเมื่อมิดด้าม มันก็ใช้ขาเหยียบกระแทกซากศพจนบี้แบนให้ติดด้ามดาบ เพื่อให้มันมีพื้นที่สำหรับแทงเหยื่อรายถัดไป

    ร่างเนื้อที่น่ารักของพวกภูติ ถูกบี้แบนจนมีสภาพดั่งเนื้อบดไม่น่ามอง

    “กรี๊ด!? ปีศาจ! มีปีศาจสีขาวอยู่ที่นี่ ดัม~”

    เหล่าภูติที่เห็นภาพอันโหดร้ายนั้นต่างกรีดเสียงร้องพร้อมกับบินแตกรัง

    ศพจำนวนมากถูกเสียบคาเอาไว้ที่ดาบของมัน

    เปลวไฟที่จุดเผาค่ายได้ลุกโหมกระหน่ำเป็นฉากหลังของปีศาจสีขาวตัวนี้

    ปีศาจที่มีนามว่า [ร้อยชีวิต คอมมิว]



    ***ร้อยชีวิต [คอมมิว]

    สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน

    คุยกับผู้อ่านได้? มันก็แน่สิ เพราะว่าผมรู้ว่าข้างนอกนั้นยังมีโลกอีกใบหนึ่งกำลังมองดูพวกผมอยู่ยังไงละครับ

    แต่เรื่องพวกนั้นต้องขอละไม่พูดถึงแล้วกันครับ

    ตอนนี้ขอแก้ไขความเข้าใจผิดท่านผู้อ่านกันก่อน

    พวกท่านอาจคิดว่าผมโคตรจะโหดร้าย แต่ขอบอกเลยว่าพวกท่านกำลังเข้าใจผมผิด

    ผมแค่ทำตามคำสั่งต่างหาก

    คำสั่งที่สเลบให้มานั้น คือการลอบสังหารคนที่ดูน่าจะเป็นระดับผู้บัญชาการของศัตรู

    ดังนั้นผมจึงต้องจำใจลงดาบใส่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่น่ารักตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้

    “ (ศพที่หนึ่ง) ”

    เหยื่อรายแรกคือสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่มีปีกส่องแสงเป็นประกาย และมีผมสีเงินยาว

    เพราะเห็นว่านอนในเต็นท์ที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ เลยมั่นใจได้ว่าคงเป็นคนระดับสูง

    “เรียบร้อย”

    ภารกิจเสร็จสิ้น…

    เดียวก่อนสิ...ถ้าหากว่าเหยื่อรายนี้ไม่ใช่เป้าหมายอย่างที่คิดกันละ?

    “แบบนี้ต้องล่าเหยื่อเพิ่ม”

    ว่าแล้วผมก็พยายามดึงดาบออก

    แต่กลายเป็นว่าดาบมันติดวะครับท่านผู้อ่าน

    ดึงไม่ออกแถมยังจมลึกลงไปราวกับจะประชดตัวผม

    “ชิบหาย เอายังไงดี”

    แต่ดาบของผมมีสี่เล่ม งั้นก็ช่างมันแล้วกัน

    ดังนั้นผมจึงเริ่มออกล่าเหยื่อต่อ

    ฉึก… เหยื่อรายที่สอง

    ฉึก… เหยื่อรายที่สาม

    ฉึก ฉึก และฉึก ๆ อีกหลายสิบราย

    เวรละ ไม่มีพื้นที่ให้ใช้ดาบต่ออีกแล้ว

    ตอนนี้ดาบทุกเล่มของผมมีศพติดอยู่ประมาณสามถึงสี่คน

    พึ่งจะล่าได้สิบสองคนเอง

    แถมทำไมทุกศพต้องมาติดคาดาบกันด้วยครับเนี่ย?

    “งั้นต้องเพิ่มพื้นที่”

    ผมวางดาบลงแล้วใช้ขากระทืบ

    กระทืบจนร่างของศพบี้แบนเป็นเนื้อบด

    อืม… ได้พื้นที่ดาบเพิ่มแล้ว

    “อ๊ะ? พวกลูกน้องเริ่มเผาค่ายกันแล้วเรอะ”

    ที่ด้านหลังของผมกำลังมีกองเพลิงลุกโชนอยู่

    ฝีมือของลูกน้องผมเองแหละ

    ไม่เพียงแค่ที่บนกำแพงทิศตะวันตก แต่บนกำแพงทิศอื่น ๆ ก็มีไฟลุกขึ้นมาแล้วเช่นกัน

    “อืม… พึ่งฆ่าได้แค่สิบสองคนเองนะ”

    จำนวนไม่สวยเลยแฮะ

    ล่าเพิ่มดีกว่า

    ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้โหด แค่ทำตามคำสั่งของเจ้าสเลบเท่านั้น

    ฉึก ฉึก และฉึก ฉึก กับฉึก แล้วก็ฉึก

    หลังจากฆ่าไปได้สี่สิบศพ ดาบก็เริ่มทื่อ

    เวลาจะฆาศัตรู เลยต้องแทงซ้ำหลาย ๆ ครั้งหน่อย

    ว่าแล้วก็ออกล่าเหยื่อต่อ

    พวกมันบางส่วนเริ่มบินหนีขึ้นฟ้า

    ส่วนพวกที่ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือไม่ทันสถานการณ์ ก็จะกลายเป็นสนิมดาบของผมไป

    จนกระทั้งถึงศพรายที่แปดสิบ

    ดาบทั้งสี่เล่มของผมก็ได้หักลงมา

    ยังไม่ถึงร้อยศพเลยนะ

    ดังนั้นผมเลยใช้เขี้ยวของตัวเองในการเอาชีวิตเหยื่อ

    ใช้เขี้ยวที่ยาวถึงหนึ่งเมตรแทงลงไปบนร่างของปีศาจแสง

    งั่ม… อร่อย!

    เนื้อพวกนี้อร่อยชิบหายเลยครับท่านผู้อ่าน

    เนื้อนุ่ม ๆ ขนาดกำลังดีของพวกปีศาจแสงมันสุดยอดมากเลยจอร์จ

    แต่อย่างที่บอก ผมไม่ได้ต้องการฆ่าพวกนี้จริง ๆ นะ

    ทั้งหมดเป็นความผิดของสเลบคนเดียวที่สั่งผมให้มาลอบสังหารศัตรูนะ

    ว่าแล้วก็ออกล่าต่อจนกระทั้งถึงศพที่หนึ่งร้อย

    “อิ่ม…”

    เนื้อของปีศาจแสงช่างเยี่ยมยอดนัก

    แต่พอแค่นี้ก่อน เพราะว่าฆ่าครบหนึ่งร้อยศพแล้ว

    “ (ท่านคอมมิวครับ พบอลูฟที่โดนจับตัวแล้วครับ) ”

    “ (เยี่ยม กำลังไปหา ให้ทุกคนเปลี่ยนเป็นเกราะสีดำได้) ”

    ผมรีบดำดินก่อนจะถอดชุดเกราะออก

    ชุดเกราะหนังสัตว์ตัวนี้มีสองสี

    ด้านหนึ่งคือสีขาว และหากพลิกเอาด้านในออกมา มันจะกลายเป็นชุดสีดำ

    จากชุดสีขาวกลายเป็นชุดสีดำ ศัตรูที่จดจำว่าพวกเราสวมสีขาว ก็จะมองหาแต่สีขาวเท่านั้น

    นักรบหน่วยพิเศษต่างได้เปลี่ยนเป็นชุดสีดำในทันที

    “ที่นี่หรือ? ”

    ผมมุดดินขึ้นมาปรากฏที่บนกำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่ซึ่งพวกลูกน้องจำนวนราวหนึ่งหมื่นคนได้มาเตรียมการรอก่อนแล้ว

    ด้านหน้าห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร มีอลูฟกับลูกน้องของมันนั่งอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นคนเช่นกัน

    พวกเขาถูกจับมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา

    พวกปีศาจแสงจำนวนมากต่างบินล้อมพวกอลูฟเอาไว้

    พวกปีศาจแสงไม่ได้ล้อมอลูฟเพื่อทรมานหรือเฝ้ายาม

    แต่ทว่าพวกมันกำลังใช้ของบางอย่างเขียนเล่นบนร่างกายของพวกอลูฟแทนวะครับท่านผู้อ่าน

    ร่างกายของพรรคพวกได้ถูกพวกปีศาจแสงเขียนเล่นจนมีสภาพที่น่าขบขันมาก

    แถมยังหยามหน้าด้วยการใช้ภาษาของพวกเราอีกด้วย

    [ตูด] [แตะฟรี] [โง่] [งี่เง่า] [ไอบ้า]

    เขียนคำหยาบคายประมาณเช่นนั้นเอาไว้ไปทั่วทั้งร่าง

    แถมยังมีเอาดอกไม้สวยงามที่ไม่เข้ากับใบหน้าโหด ๆ ของอลูฟ ประดับลงไปบนหัวของเขาด้วย

    ค่ายของพวกเอ็งกำลังถูกเผา ยังมีอารมณ์มาวาดเล่นกันได้อีกนะไอพวกนี้

    “ได้เวลาเริ่มภารกิจช่วยเหลือแล้ว”

    ผมพูดกับตัวเอง

    นี่ไม่ใช่ภารกิจตามคำสั่งของสเลบที่ใจจืดใจดำคนนั้น

    “ในโลกที่ความตายไม่ใช่สิ่งสำคัญ อลูฟสามารถฆ่าตัวตายกลับมาได้ทุกเมื่อ ถ้าหากศัตรูต้องการจับเป็นเพื่อลดกองกำลังของเรา พวกมันก็ต้องพยายามอย่างหนักในการดูแลพวกอลูฟไม่ให้ตาย เชลยของพวกเราจะเป็นดั่งมะเร็งของพวกมัน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปช่วยหรอก”

    เจ้าสเลบว่ามาเช่นนั้น

    ใจดำเป็นบ้า

    แต่ผมคือขุนพลคอมมิว ชายผู้อ่อนโยนยิ่งกว่าใคร

    ผมจะช่วยพรรคพวกจากเงื้อมือมารให้ดูเอง

    “ทุกคนเตรียมธนูไฟ เป้าหมายคือพวกอลูฟ”

    “รับทราบ… เดียวก่อนสิครับท่าน!? ”

    “? ”

    “ไม่ต้องมางงเลยท่าน! ทำไมถึงให้เล็งไปที่พวกเดียวกันละครับ!? ”

    พวกลูกน้องหันมาถามผมเป็นสายตาเดียวกัน

    ใช้ไม่ได้เลยพวกนี้

    “ดูตรงนั้น มีศัตรูอยู่เยอะเลยใช่ไหม? พวกเราแค่หนึ่งหมื่นคนไม่พอช่วยได้หรอกนะ”

    “ครับ? ”

    “ดังนั้น”

    “ดังนั้น? ”

    “การยิงธนูไฟเอาชีวิตพวกเดียวกันที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วให้พวกเขาไปเกิดใหม่แทน ย่อมง่ายกว่าจริงมั้ยละ? ”

    “ลอจิกเชี่ยไรของท่านครับเนี่ย!? ”

    ผมไม่สนการตบมุขของลูกน้องแล้วเริ่มง้างธนูออก

    “คนมือว่างช่วยจุดไฟที่สิ”

    “...”

    ผ้าชุบน้ำมันได้ถูกนำมาห่อปลายลูกธนู ก่อนที่จะถูกจุดไฟขึ้นมา

    ในตอนนั้นเอง

    “ (คลื่นสมองแบบนี้… เจ้าคอมมิวเรอะ?) “

    “ (สมกับเป็นอลูฟ ผมกำลังจะช่วยพวกนายอยู่พอดีเลย) ”

    “ (เยี่ยม! ฝากฆ่าให้เรียบร้อยหมดจดด้วยละ) ”

    “ (สบายใจได้จะเผาให้ไม่เหลือซากเลย) ”

    “ (ฮะ ฮะ ฮะ ขอบคุณมาก) ”

    เขาดูดีใจมาก

    ทำดีแล้วรู้สึกสบายใจจริง ๆ

    “ยิง”

    ธนูไฟได้ถูกยิงออกไป

    วิ่งผ่านอากาศ แล้วไปปักลงบนหัวของขุนพลอลูฟอย่างแม่นยำ

    ยิงแม่นชิบหายเลยตัวผมเนี่ย

    “ (ไอคอมมิว มึงเล็งเชี่ยไรเนี่ย!) ”

    “ (ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะช่วยพวกนายด้วยการส่งไปเกิดใหม่เอง ดังนั้นสบายใจได้) ”

    “ (สบายใจพ่อง!) ”

    น้ำเสียงของอลูฟดูเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

    ร่างของเขาถูกไฟแผดเผาลุกท่วมกาย

    ร่างของเขาลุกขึ้นมาดิ้นพล่านไปทั่ว

    นั่น...กำลังลุกขึ้นเต้นด้วยความปิติยินดีสินะ?

    เปลวไฟได้ลามไปทั่วพื้นที่ จนกลายเป็นไฟลามทุ่งขนาดใหญ่ที่โหมกระหน่ำ

    “เหวอ~”

    พวกปีศาจแสงต่างบินหนีเป็นว่าเล่น

    “ (ไอคอมมิวววววว!) ”

    อลูฟตะโกนชื่อของผมจนดังก้องไปทั่วฟ้า

    เรียกชื่อผมดังขนาดนั้น มันทำให้รู้สึกเขินนะ

    “เอาละ ภารกิจช่วยเหลือเสร็จสมบูรณ์”

    ที่ลานเชลยศึกนั้น ไม่หลงเหลือคลื่นสมองของฝ่ายพวกเราเหลืออยู่อีกแล้ว

    ทุกคนต่างถูกผม [ช่วย] เอาไว้ได้ทุกคนเป็นที่เรียบร้อย

    บอกแล้วว่าผมนะอ่อนโยนไม่เหมือนเจ้าสเลบที่ใจดำคนนั้น

    ตอนนี้พวกเขาคงกำลังซาบซึ้งบุญคุณของผมอยู่อย่างแน่นอน

    “ (เอาละ ทุกคนรายงานผลงานให้ฟังที่สิ?) ”

    ผมยิงคลื่นสมองออกไปถามทุกคนในระหว่างที่ถอนตัวด้วยการดำดินหนี

    “ (จากทางเหนือ นักฆ่าที่ถูกส่งมาที่นี่ตายเรียบเลยครับ ศัตรูมีการระวังภัยดีมาก แต่อย่างน้อยคิดว่าสามารถเผาเสบียงของพวกมันไปได้ส่วนหนึ่งครับ) ”

    “ (จากทางใต้ พวกปีศาจปีกมันชิงบินหนีขึ้นฟ้าก่อน พวกเราเลยทำได้แค่เผาเสบียงพวกมันทิ้งไปเท่านั้นครับ) ”

    “ (จากทางตะวันตก มีการปะทะรุนแรงเกิดขึ้น ฝ่ายเราเสียหายหนักมาก แต่อย่างน้อยก็สามารถเผาเสบียงของพวกมันได้สำเร็จครับ และสามารถขโมยอาวุธบางส่วนตามที่ท่านสเลบสั่งเอาไว้ได้ด้วยครับ) ”

    “ (ทุกคนทำงานได้เยี่ยมมาก วันนี้ถอนตัวกลับฐานได้) ”

    ผมออกคำสั่งกับทุกคนไปเช่นนั้น

    ความจริงแล้ว หน่วยพิเศษจำนวนหนึ่งแสนนายนั้น เจ้าสเลบมันกลับสั่งให้เคลื่อนไหวเพียงแค่สี่ร้อยคนเท่านั้น

    “งานลอบสังหารไม่ใช่การทำสงคราม จะส่งกำลังไปเป็นจำนวนมากให้พวกศัตรูรู้ตัวทำไม? ”

    มันว่ามาเช่นนั้น

    แต่ผมว่าเจ้าสเลบต้องเพี้ยนไปแล้วที่กล้าพูดแบบนั้นออกมา

    พวกเรามาทำสงครามกันนะครับ

    ดังนั้นผมเลยเคลื่อนทัพจำนวนหนึ่งแสนนายของตัวเองออกมาโดยไม่สนคำคัดค้านของเจ้าสเลบ

    และเป็นเพราะผมสั่งให้เคลื่อนไหวทุกคน เลยทำให้ภารกิจนี้ประสบผลสำเร็จได้อย่างที่เห็น

    ดูนี่สิ ไม่ว่าจะเป็นการเผาเสบียงก็ดี ขโมยอาวุธมาก็ดี ถ้าไม่สั่งให้เคลื่อนไหวทุกคน คงไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จหรอกนะ

    “ (จำนวนความเสียหายฝั่งเรา น่าจะมีประมาณแปดหมื่นได้ ส่วนศัตรู… น่าจะสังหารไปได้ประมาณห้าพันชีวิตครับ) ”

    “ (...ทำไมจำนวนความเสียหายฝั่งศัตรุมันน้อยจังละครับคุณลูกน้อง?) ”

    ขนาดผมคนเดียวยังสามารถล่ามาได้หนึ่งร้อยศพเลย

    “ (พวกศัตรูมันวางยามหนาแน่นมากครับ แถมเพราะพวกเราขนกำลังพลไปกันเยอะ พวกศัตรูเลยรับรู้ถึงตัวตนพวกเราเร็วกว่าที่คาดการเอาไว้ครับ) ”

    อ้างไปเรื่อยนะวพกนี้

    ไอพวกลูกน้องไม่ได้ความเอ้ย

    “ (คิดไปเองมั้ง พวกมันคงแค่โชคดีมากกว่า) ”

    “ (...) ”

    ลูกน้องมันไม่ยอมตอบกลับมา (วะ) ครับ

    ไม่รู้ใครสั่งใครสอน ช่างเสียมารยาทเสียจริง

    แต่ช่างหัวมันเถอะ ผมยอมให้อภัยมัน

    เพราะว่าผมคือขุนพลคอมมิว บุรุษที่อ่อนโยนที่สุดของกองทัพอาร์โธร์โพดายังไงละครับคุณผู้อ่านทุกท่าน

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน