ณ ช่วงเวลาราตรีอันเงียบสงบของวันที่ 45 เกมส์แห่งสงคราม
เหล่าผู้นำกองทัพพันธมิตรต่างได้จัดตั้งประชุมฉุกเฉินกันอย่าเร่งด่วน ณ ที่ค่ายของเผ่ายักษา
เหนือกำแพงเนินดินที่รายล้อมเมืองอาร์โธร์โพดานั้น ปัจจุบันมันได้กลายที่ตั้งค่ายบัญชาการรบของกองทัพพันธมิตรไปแล้ว
แสงจากคบเพลิงได้ส่องประกายเจิดจ้าไปทั่วเฉกเช่นดวงตะวันสาดส่องสู่ผืนดิน
เหล่าทหารหาญที่เหนื่อยล้า ต่างพักผ่อนเอาแรง และเตรียมรับมือศึกที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้กัน
มีเพียงแค่เหล่าผู้บัญชาการสูงสุดกับทหารยาม ที่มิยอมหลับนอนกันภายใต้สถานการณ์ที่น่าวิตกนี้
“หลังจากนี้จะเอายังไงกันต่อดี? วันนี้พวกเราเสียหายไปมากทีเดียว”
ด้วยล่ามแปลภาษาของเผ่าภูติ ทำให้พวกเขาสามารถเปิดการประชุมนี้ขึ้นมาได้
“ทอมแห่งยักษาน้อย ที่พูดมานั้นจงใจต่อว่าพวกเราใช่มั้ย? ”
ขุนนางแอปเปิ้ลพูดโต้ตอบทอมจากเผ่ามนุษย์ด้วยสีหน้าที่เยือกเย็น
เผ่ายักษาที่มีดวงตาสีดำ ผมสีฟ้ายาว ใบหน้าคมหล่อเหลา และมีผิวสีเขียวผู้นี้คือขุนนางแอปเปิ้ล
“เปล่า เราไม่ได้ต่อว่าท่าน แต่หมายความอย่างที่พูดจริง”
ทอมพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบออกมาจากชุดเกราะอัศวินสีเงินของเขา
ถึงจะเป็นการประชุม แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะถอดชุดเกราะออก ณ ใจกลางสนามรบเด็ดขาด
“กองกำลังปัจจุบันนี้เหลือแค่กองทัพมนุษย์สามแสนห้าหมื่น กองทัพภูติสามแสนหกหมื่น กองทัพปักษาหนึ่งแสน และกองทัพยักษาอีกห้าแสน เพียงแค่วันเดียว กองทัพจำนวนราวสองล้านกลับเหลือเพียงแค่หนึ่งล้านกว่าเท่านั้นดอง~”
เอสเทอพูดสรุปกองกำลังที่เหลืออยู่ให้ทุกคนฟัง
“พวกเราไม่สามารถใช้แผนล้อมเมืองและรอกำลังเสริมได้ ระหว่างที่รอกำลังเสริมจากผู้ที่เกิดใหม่ กองทัพของศัตรูคงได้กระหน่ำบุกก่อนนะดอง~”
เอสเทอพูดความจริงออกมา
กองทัพที่มากล้นนี้จะดูไร้สาระในทันที หากเทียบกับที่ว่าศัตรูสามารถเพิ่มจำนวนกองทัพกลับมาได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ในขณะที่พวกเขาต้องเสียเวลาเดินทัพกลับมาที่นี่ใหม่อีกครั้ง
“แผนการล้อมเมืองคงไม่น่าได้ผลด้วย”
ชาวปักษาผู้สวมผ้าคลุมที่ทำจากใบพืชได้เสนอความเห็น
ขนสีแดงสดที่ตัดกับชุดสีเขียวช่างดูโดดเด่นยิ่งนัก
“พวกมันสามารถมุดดินได้ ไม่ว่าพวกเราจะปิดล้อมยังไง พวกมันก็สามารถลอดผ่านสายตาออกมาได้ทุกที่นั่นละ”
คำพูดของโซเดียมทำให้ทุกคนต่างคิดหนัก
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราควรจะบุกต่อ”
“เห็นด้วย”
“เห็นด้วยดอง~”
ใช่แล้ว ไม่ว่าจะคิดยังไง การทำสงครามยืดเยื้อต่อไปนั้น รั้งมีแต่จะเสียเปรียบ
และศัตรูไม่ใช่คนโง่ที่ตั้งรับโดยไม่มีแผนการหรือกลยุทธ์รับมือ
กับดักที่พวกเขาเจอในวันนี้ได้พิสูจน์ระดับความฉลาดของศัตรูให้เห็นแล้ว
ผิดกับขุนนางของพวกยักษา ที่พอขุนนางแอปเปิ้ลพลาดสายตาเพียงครู่เดียว ก็พลาดท่าติดกับศัตรูไปเสียได้
“ว่าแต่การโจมตีที่ปราสาทวันนี้คืออะไร ใครเป็นคนยิงลูกไฟนั้นออกไปกัน? ”
ขุนนางแอปเปิ้ลถามขึ้นด้วยแววตาที่ดุดัน
เขากำลังคิดกลยุทธ์ที่จะใช้การโจมตีนี้รวมเข้าไปด้วย
“เป็นฝีมือของพวกเราชาวภูติเองดอง~ แต่ว่าใช้อีกไม่ได้แล้วดอง~ สารที่ใช้ในการยิงไม่เหลือแล้วดอง~”
“ขาดอะไรบอกมา เพื่อจะช่วยหาให้ได้”
แอปเปิ้ลเสนอความช่วยเหลือออกไปอย่างไม่ลังเล
ถ้ามีการโจมตีที่รุนแรงเช่นนั้น การยกทัพบุกก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป
“ไม่ได้ดอง มันต้องใช้กรรมวิธีผลิตพิเศษนะดอง~”
แต่เอสเทอกลับปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป
เธอกำลังโกหก
ถ้าหากเผ่าอื่นรู้ ว่าขอเพียงแค่มีสารติดไฟตั้งต้นที่รุนแรงพอ พวกเธอก็จะสามารถสร้างลูกไฟยักษ์เช่นนั้นได้ มีหรือที่จะไม่หันคมดาบมาหาพวกเธอมาในอนาคต
ดังนั้นเอสเทอจึงตัดสินใจที่จะปกปิดความสามารถของเผ่าตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด
ให้ทุกคนคิดไปเองว่า [ไม่ใช่การโจมตีที่ได้มาง่าย ๆ] นั่นละดีแล้ว
ขุนนางแอปเปิ้ลจ้องตาไปที่ดวงตาของเอสเทอเพื่อจับโกหก
แต่ดวงตากลมโตที่ดูใสซื่อน่ารักของเผ่าภูติโดยธรรมชาติ ทำให้เขาไม่อาจจับความเท็จใด ๆ จากเอสเทอได้เลย
“ช่วยไม่ได้…”
แอปเปิ้ลคิดว่าถ้าหากมีอาวุธที่สามารถถล่มจากระยะไกลได้คงจะดี
อาวุธของพวกเขานั้น ถ้าจะแสดงศักยภาพ ยังไงก็ต้องเข็นลงไปอยู่บนเรือหรือสะพานเพื่อให้เข้าระยะโจมตี
“ถ้าจะใช้แผนยิงถล่ม อาวุธของพวกเราสามารถทำได้อยู่นะ”
แต่ในตอนนั้นเองที่มีคนเสนอตัวเช่นนั้นออกมา
เขาคือทอมของเผ่ามนุษย์
“อาวุธของพวกเรานั้นยิงได้ไกล จะให้ยิงถล่มจากยอดกำแพงก็ยังไหว”
ทอมไม่คิดที่จะปิดบังศักยภาพอาวุธของกองทัพตัวเอง
อีกอย่าง ทอมเป็นนักรบ ไม่ใช่นักวางกลยุทธ์ที่รู้จักการใช้เล่ห์เหลี่ยมเท่าไหรนัก
เขาเป็นคนที่ซื่อตรงแบบนี้นั่นละ
“และถ้าหากต้องการหน่วยรบยิงสกัดการโจมตีของศัตรู ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราได้เช่นกัน”
ดังนั้นทอมจึงเสนอตัวทุกอย่างที่ทำได้ในกองทัพของเขาออกไป
“ดี งั้นปัญหาต่อไปคือสะพาน พวกเราชาวยักษาจะรับทำหน้าที่ในการสร้างสะพานเอง”
ขุนนางแอปเปิ้ลพูดพร้อมกับวางแท่นไม้ซึ่งเป็นตัวแทนสะพานลงบนแผนที่บนโต๊ะ
คูน้ำที่ล้อมเมืองนั้น ปัจจุบันนี้ได้ไหลบ่าเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ภายในเมืองแทน
ส่วนพื้นที่คูน้ำเดิม กลับเหือดแห้งจนปรากฏเห็นเป็นเส้นทางเขาวงกตขนาดยักษ์
พวกเขาไม่ทราบเลยว่ามีสิ่งนี้ถูกสร้างเอาไว้มาตั้งแต่แรก นอกจากเผ่ายักษากับภูติที่เคยส่งหน่วยสอดแนมมาดูเอาไว้ก่อนหน้านี้
เส้นทางเขาวงกตนั้น มันดูลึกลับซับซ้อนชวนขนหัวลุกอย่างน่าประหลาด
มีคนภายในกองทัพพันธมิตรที่คิดว่าเป็นโชคดีของตัวเองแล้ว ที่ไม่ต้องบุกผ่านเส้นทางเขาวงกตเหล่านั้นในวันนี้
กลับมาที่เรื่องคูน้ำซึ่งปัจจุบันกำลังท่วมอยู่ภายในเมือง
น้ำที่ท่วมเมืองอาร์โธร์โพดา ณ ปัจจุบันนี้ มันมีความลึกถึงสิบเมตร
แน่นอนว่าศัตรูคงไม่ยอมให้พวกเขาสร้างสะพานเชื่อมต่อไปที่ปราสาทได้โดยง่าย
แต่ปัญหาทั้งหมดเหล่านั้นจะจบลงทันที ถ้าหากเอสเทอยอมเปิดเผยความสามารถของเผ่าภูติออกมา
ยังไม่มีใครในที่นี้รู้ว่าพวกเธอสามารถแช่แข็งผืนน้ำตรงหน้าให้เป็นสะพานน้ำแข็งได้
สิ่งที่เอสเทอทำนั้น มีเพียงแค่นั่งดูแผนการรบเพื่อประเมินความสามารถของเผ่าอื่น ๆ เท่านั้น
พวกเขามีแนวคิดการรบแบบใด มีอาวุธประเภทไหนใช้งานกัน เอสเทอจะใช้โอกาสนี้ตักตวงให้ได้มากที่สุด
“พวกเราจะบุกโจมตีจากบนฟ้าให้เอง”
“พวกเราเองก็จะร่วมรบทางอากาศพร้อมกับชาวปักษาด้วยดอง~”
และเมื่อเห็นว่าโซเดียมของเผ่าปักษาเสนอตัวเองทำการรบทางอากาศ เอสเทอก็ทำเนียนตามน้ำไปพร้อมกับเขา
“งั้นต่อ----”
ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงหวีดร้องดังขึ้นมาจากนอกเต็นท์บัญชาการ
ผืนผ้าใบสีขาวได้ถูกย้อมไปด้วยแสงสีแดงที่วุ่นวายจากภายนอก
ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะถูกลอบโจมตีในช่วงยามราตรีเสียแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ณ ที่ค่ายของเผ่าภูติ
ค่ายของเผ่าภูติบนกำแพงดินด้านทิศตะวันออกนั้น ถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายด้วยผืนผ้าใบขนาดเล็ก กับแท่งโลหะที่เบา
และด้วยความที่พวกเขาเป็นเผ่าที่มีขนาดเล็กซึ่งสูงเพียงหนึ่งเมตร เลยทำให้ค่ายของพวกเขาดูเป็นกระจุกขนาดเล็กกระทัดรัดแลดูน่ารัก
น้ำหอมกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ได้ถูกพ่นเอาไว้ที่รอบค่าย พร้อมกับยามโกเลมสูงสองเมตรที่ยืนเฝ้าโดยรอบ
แน่นอนว่าพวกภูตินั้นมีนิสัยมักง่ายและเอาแต่เล่น จึงไม่มีภูติตัวเป็น ๆ ที่ยอมตื่นอยู่โยงเฝ้ายามแม้แต่คนเดียว
พวกที่ตื่นอยู่นั้น มีแต่พวกที่ออกมาเพื่อบินเล่นไล่จับกันเท่านั้น
“น่าเบื่อยัน~ ทำไมผู้นำสุดเท่เผ่ามนุษย์ถึงไม่มาด้วยนะยัน~”
ลิลลี่บ่นพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นอยู่บนเตียงเพียงคนเดียว
เธอรู้สึกเสียใจมาก ที่การออกมารบในแนวหน้าด้วยตัวเองครั้งนี้กลับเสียเที่ยวเปล่า
ที่เธอยอมออกมาในแนวหน้าตั้งแต่แรกนั้น ไม่ใช่เพื่อเพิ่มกำลังใจการรบอะไรหรอก
เธอแค่อยากมาเจอผู้นำสุดเท่ของเผ่ามนุษย์ [กัง] เท่านั้น
“น่าเบื่อยัน~ น่าเบื่อยัน~ น่าเบื่อยัน~”
เธอนอนกลิ้งหมุน ๆ อยู่บนเบาะที่นุ่มฟูอย่างน่ารักน่าชัง
ชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ที่เผยให้เห็นต้นขาและแขนอันอ่อนนุ่มของเธอนั้น ยิ่งทำให้เธอดูงดงามและน่ารักสดใสดั่งดอกลิลลี่ที่ผลิบานในยามเช้าตามชื่อของเธอ
แต่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ามีเผ่าอาร์โธร์โพดาตนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างนอกเต็นท์ของเธอ
มันปรากฏตัวอย่างไร้ซึ่งซุ่มเสียงพร้อมกับดาบเล่มยาวในมือ
มันง้างขึ้นสูงจากภายนอกเต็นท์ แล้วลงดาบไปที่ใจกลางหลังของประธานาธิบดีลิลลี่อย่างไม่มีลังเล
มันไม่สนใจรูปร่างอันน่ารักของเธอ ไม่สนว่าผมสีเงินยาวที่งดงามนั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดไร้สีของเธอเอง
ที่มันสนมีเพียงแต่การเอาชีวิตของศัตรูตรงหน้าเท่านั้น
“อ๊ะ!? ”
เจ้าสิ่งมีชีวิตที่มีสี่แขนสูงสามเมตร มันลงดาบอย่างรวดเร็ว และเอาชีวิตของลิลลี่ลงในเพียงดาบเดียว
ลิลลี่รู้สึกเพียงแค่ความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนที่ทุกสิ่งรอบตัวจะดับมืดลง
เธอไม่ทันได้แม้แต่จะกรีดเสียงร้องโหยหวนออกมาเสียด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนว่าแค่นี้จะยังไม่สาแก่ใจผู้บุกรุกที่โหดเหี้ยมคนนี้
มันไม่ยอมดึงดาบออกมา แล้วออกแรงจนใบดาบแทงทะลุร่างของลิลลี่
แล้วใช้มันในสภาพเช่นนั้นออกล่าสังหารเหยื่อรายต่อไป
หนึ่งศพ สองศพ สามศพ
มันออกล่าสังหารโหดจนใบดาบที่ยาวหนึ่งเมตรครึ่งทั้งสี่เล่มในมือ ท่วมไปด้วยเลือดไร้สีและร่างของเผ่าภูติที่ถูกแทงทะลุ
เสียบทับซ้อนเป็นชั้น ๆ ราวกับลูกชิ้นจนมิดด้าม
และเมื่อมิดด้าม มันก็ใช้ขาเหยียบกระแทกซากศพจนบี้แบนให้ติดด้ามดาบ เพื่อให้มันมีพื้นที่สำหรับแทงเหยื่อรายถัดไป
ร่างเนื้อที่น่ารักของพวกภูติ ถูกบี้แบนจนมีสภาพดั่งเนื้อบดไม่น่ามอง
“กรี๊ด!? ปีศาจ! มีปีศาจสีขาวอยู่ที่นี่ ดัม~”
เหล่าภูติที่เห็นภาพอันโหดร้ายนั้นต่างกรีดเสียงร้องพร้อมกับบินแตกรัง
ศพจำนวนมากถูกเสียบคาเอาไว้ที่ดาบของมัน
เปลวไฟที่จุดเผาค่ายได้ลุกโหมกระหน่ำเป็นฉากหลังของปีศาจสีขาวตัวนี้
ปีศาจที่มีนามว่า [ร้อยชีวิต คอมมิว]
***ร้อยชีวิต [คอมมิว]
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน
คุยกับผู้อ่านได้? มันก็แน่สิ เพราะว่าผมรู้ว่าข้างนอกนั้นยังมีโลกอีกใบหนึ่งกำลังมองดูพวกผมอยู่ยังไงละครับ
แต่เรื่องพวกนั้นต้องขอละไม่พูดถึงแล้วกันครับ
ตอนนี้ขอแก้ไขความเข้าใจผิดท่านผู้อ่านกันก่อน
พวกท่านอาจคิดว่าผมโคตรจะโหดร้าย แต่ขอบอกเลยว่าพวกท่านกำลังเข้าใจผมผิด
ผมแค่ทำตามคำสั่งต่างหาก
คำสั่งที่สเลบให้มานั้น คือการลอบสังหารคนที่ดูน่าจะเป็นระดับผู้บัญชาการของศัตรู
ดังนั้นผมจึงต้องจำใจลงดาบใส่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่น่ารักตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“ (ศพที่หนึ่ง) ”
เหยื่อรายแรกคือสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่มีปีกส่องแสงเป็นประกาย และมีผมสีเงินยาว
เพราะเห็นว่านอนในเต็นท์ที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ เลยมั่นใจได้ว่าคงเป็นคนระดับสูง
“เรียบร้อย”
ภารกิจเสร็จสิ้น…
เดียวก่อนสิ...ถ้าหากว่าเหยื่อรายนี้ไม่ใช่เป้าหมายอย่างที่คิดกันละ?
“แบบนี้ต้องล่าเหยื่อเพิ่ม”
ว่าแล้วผมก็พยายามดึงดาบออก
แต่กลายเป็นว่าดาบมันติดวะครับท่านผู้อ่าน
ดึงไม่ออกแถมยังจมลึกลงไปราวกับจะประชดตัวผม
“ชิบหาย เอายังไงดี”
แต่ดาบของผมมีสี่เล่ม งั้นก็ช่างมันแล้วกัน
ดังนั้นผมจึงเริ่มออกล่าเหยื่อต่อ
ฉึก… เหยื่อรายที่สอง
ฉึก… เหยื่อรายที่สาม
ฉึก ฉึก และฉึก ๆ อีกหลายสิบราย
เวรละ ไม่มีพื้นที่ให้ใช้ดาบต่ออีกแล้ว
ตอนนี้ดาบทุกเล่มของผมมีศพติดอยู่ประมาณสามถึงสี่คน
พึ่งจะล่าได้สิบสองคนเอง
แถมทำไมทุกศพต้องมาติดคาดาบกันด้วยครับเนี่ย?
“งั้นต้องเพิ่มพื้นที่”
ผมวางดาบลงแล้วใช้ขากระทืบ
กระทืบจนร่างของศพบี้แบนเป็นเนื้อบด
อืม… ได้พื้นที่ดาบเพิ่มแล้ว
“อ๊ะ? พวกลูกน้องเริ่มเผาค่ายกันแล้วเรอะ”
ที่ด้านหลังของผมกำลังมีกองเพลิงลุกโชนอยู่
ฝีมือของลูกน้องผมเองแหละ
ไม่เพียงแค่ที่บนกำแพงทิศตะวันตก แต่บนกำแพงทิศอื่น ๆ ก็มีไฟลุกขึ้นมาแล้วเช่นกัน
“อืม… พึ่งฆ่าได้แค่สิบสองคนเองนะ”
จำนวนไม่สวยเลยแฮะ
ล่าเพิ่มดีกว่า
ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้โหด แค่ทำตามคำสั่งของเจ้าสเลบเท่านั้น
ฉึก ฉึก และฉึก ฉึก กับฉึก แล้วก็ฉึก
หลังจากฆ่าไปได้สี่สิบศพ ดาบก็เริ่มทื่อ
เวลาจะฆาศัตรู เลยต้องแทงซ้ำหลาย ๆ ครั้งหน่อย
ว่าแล้วก็ออกล่าเหยื่อต่อ
พวกมันบางส่วนเริ่มบินหนีขึ้นฟ้า
ส่วนพวกที่ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือไม่ทันสถานการณ์ ก็จะกลายเป็นสนิมดาบของผมไป
จนกระทั้งถึงศพรายที่แปดสิบ
ดาบทั้งสี่เล่มของผมก็ได้หักลงมา
ยังไม่ถึงร้อยศพเลยนะ
ดังนั้นผมเลยใช้เขี้ยวของตัวเองในการเอาชีวิตเหยื่อ
ใช้เขี้ยวที่ยาวถึงหนึ่งเมตรแทงลงไปบนร่างของปีศาจแสง
งั่ม… อร่อย!
เนื้อพวกนี้อร่อยชิบหายเลยครับท่านผู้อ่าน
เนื้อนุ่ม ๆ ขนาดกำลังดีของพวกปีศาจแสงมันสุดยอดมากเลยจอร์จ
แต่อย่างที่บอก ผมไม่ได้ต้องการฆ่าพวกนี้จริง ๆ นะ
ทั้งหมดเป็นความผิดของสเลบคนเดียวที่สั่งผมให้มาลอบสังหารศัตรูนะ
ว่าแล้วก็ออกล่าต่อจนกระทั้งถึงศพที่หนึ่งร้อย
“อิ่ม…”
เนื้อของปีศาจแสงช่างเยี่ยมยอดนัก
แต่พอแค่นี้ก่อน เพราะว่าฆ่าครบหนึ่งร้อยศพแล้ว
“ (ท่านคอมมิวครับ พบอลูฟที่โดนจับตัวแล้วครับ) ”
“ (เยี่ยม กำลังไปหา ให้ทุกคนเปลี่ยนเป็นเกราะสีดำได้) ”
ผมรีบดำดินก่อนจะถอดชุดเกราะออก
ชุดเกราะหนังสัตว์ตัวนี้มีสองสี
ด้านหนึ่งคือสีขาว และหากพลิกเอาด้านในออกมา มันจะกลายเป็นชุดสีดำ
จากชุดสีขาวกลายเป็นชุดสีดำ ศัตรูที่จดจำว่าพวกเราสวมสีขาว ก็จะมองหาแต่สีขาวเท่านั้น
นักรบหน่วยพิเศษต่างได้เปลี่ยนเป็นชุดสีดำในทันที
“ที่นี่หรือ? ”
ผมมุดดินขึ้นมาปรากฏที่บนกำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่ซึ่งพวกลูกน้องจำนวนราวหนึ่งหมื่นคนได้มาเตรียมการรอก่อนแล้ว
ด้านหน้าห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร มีอลูฟกับลูกน้องของมันนั่งอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นคนเช่นกัน
พวกเขาถูกจับมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา
พวกปีศาจแสงจำนวนมากต่างบินล้อมพวกอลูฟเอาไว้
พวกปีศาจแสงไม่ได้ล้อมอลูฟเพื่อทรมานหรือเฝ้ายาม
แต่ทว่าพวกมันกำลังใช้ของบางอย่างเขียนเล่นบนร่างกายของพวกอลูฟแทนวะครับท่านผู้อ่าน
ร่างกายของพรรคพวกได้ถูกพวกปีศาจแสงเขียนเล่นจนมีสภาพที่น่าขบขันมาก
แถมยังหยามหน้าด้วยการใช้ภาษาของพวกเราอีกด้วย
[ตูด] [แตะฟรี] [โง่] [งี่เง่า] [ไอบ้า]
เขียนคำหยาบคายประมาณเช่นนั้นเอาไว้ไปทั่วทั้งร่าง
แถมยังมีเอาดอกไม้สวยงามที่ไม่เข้ากับใบหน้าโหด ๆ ของอลูฟ ประดับลงไปบนหัวของเขาด้วย
ค่ายของพวกเอ็งกำลังถูกเผา ยังมีอารมณ์มาวาดเล่นกันได้อีกนะไอพวกนี้
“ได้เวลาเริ่มภารกิจช่วยเหลือแล้ว”
ผมพูดกับตัวเอง
นี่ไม่ใช่ภารกิจตามคำสั่งของสเลบที่ใจจืดใจดำคนนั้น
“ในโลกที่ความตายไม่ใช่สิ่งสำคัญ อลูฟสามารถฆ่าตัวตายกลับมาได้ทุกเมื่อ ถ้าหากศัตรูต้องการจับเป็นเพื่อลดกองกำลังของเรา พวกมันก็ต้องพยายามอย่างหนักในการดูแลพวกอลูฟไม่ให้ตาย เชลยของพวกเราจะเป็นดั่งมะเร็งของพวกมัน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปช่วยหรอก”
เจ้าสเลบว่ามาเช่นนั้น
ใจดำเป็นบ้า
แต่ผมคือขุนพลคอมมิว ชายผู้อ่อนโยนยิ่งกว่าใคร
ผมจะช่วยพรรคพวกจากเงื้อมือมารให้ดูเอง
“ทุกคนเตรียมธนูไฟ เป้าหมายคือพวกอลูฟ”
“รับทราบ… เดียวก่อนสิครับท่าน!? ”
“? ”
“ไม่ต้องมางงเลยท่าน! ทำไมถึงให้เล็งไปที่พวกเดียวกันละครับ!? ”
พวกลูกน้องหันมาถามผมเป็นสายตาเดียวกัน
ใช้ไม่ได้เลยพวกนี้
“ดูตรงนั้น มีศัตรูอยู่เยอะเลยใช่ไหม? พวกเราแค่หนึ่งหมื่นคนไม่พอช่วยได้หรอกนะ”
“ครับ? ”
“ดังนั้น”
“ดังนั้น? ”
“การยิงธนูไฟเอาชีวิตพวกเดียวกันที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วให้พวกเขาไปเกิดใหม่แทน ย่อมง่ายกว่าจริงมั้ยละ? ”
“ลอจิกเชี่ยไรของท่านครับเนี่ย!? ”
ผมไม่สนการตบมุขของลูกน้องแล้วเริ่มง้างธนูออก
“คนมือว่างช่วยจุดไฟที่สิ”
“...”
ผ้าชุบน้ำมันได้ถูกนำมาห่อปลายลูกธนู ก่อนที่จะถูกจุดไฟขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง
“ (คลื่นสมองแบบนี้… เจ้าคอมมิวเรอะ?) “
“ (สมกับเป็นอลูฟ ผมกำลังจะช่วยพวกนายอยู่พอดีเลย) ”
“ (เยี่ยม! ฝากฆ่าให้เรียบร้อยหมดจดด้วยละ) ”
“ (สบายใจได้จะเผาให้ไม่เหลือซากเลย) ”
“ (ฮะ ฮะ ฮะ ขอบคุณมาก) ”
เขาดูดีใจมาก
ทำดีแล้วรู้สึกสบายใจจริง ๆ
“ยิง”
ธนูไฟได้ถูกยิงออกไป
วิ่งผ่านอากาศ แล้วไปปักลงบนหัวของขุนพลอลูฟอย่างแม่นยำ
ยิงแม่นชิบหายเลยตัวผมเนี่ย
“ (ไอคอมมิว มึงเล็งเชี่ยไรเนี่ย!) ”
“ (ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะช่วยพวกนายด้วยการส่งไปเกิดใหม่เอง ดังนั้นสบายใจได้) ”
“ (สบายใจพ่อง!) ”
น้ำเสียงของอลูฟดูเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ร่างของเขาถูกไฟแผดเผาลุกท่วมกาย
ร่างของเขาลุกขึ้นมาดิ้นพล่านไปทั่ว
นั่น...กำลังลุกขึ้นเต้นด้วยความปิติยินดีสินะ?
เปลวไฟได้ลามไปทั่วพื้นที่ จนกลายเป็นไฟลามทุ่งขนาดใหญ่ที่โหมกระหน่ำ
“เหวอ~”
พวกปีศาจแสงต่างบินหนีเป็นว่าเล่น
“ (ไอคอมมิวววววว!) ”
อลูฟตะโกนชื่อของผมจนดังก้องไปทั่วฟ้า
เรียกชื่อผมดังขนาดนั้น มันทำให้รู้สึกเขินนะ
“เอาละ ภารกิจช่วยเหลือเสร็จสมบูรณ์”
ที่ลานเชลยศึกนั้น ไม่หลงเหลือคลื่นสมองของฝ่ายพวกเราเหลืออยู่อีกแล้ว
ทุกคนต่างถูกผม [ช่วย] เอาไว้ได้ทุกคนเป็นที่เรียบร้อย
บอกแล้วว่าผมนะอ่อนโยนไม่เหมือนเจ้าสเลบที่ใจดำคนนั้น
ตอนนี้พวกเขาคงกำลังซาบซึ้งบุญคุณของผมอยู่อย่างแน่นอน
“ (เอาละ ทุกคนรายงานผลงานให้ฟังที่สิ?) ”
ผมยิงคลื่นสมองออกไปถามทุกคนในระหว่างที่ถอนตัวด้วยการดำดินหนี
“ (จากทางเหนือ นักฆ่าที่ถูกส่งมาที่นี่ตายเรียบเลยครับ ศัตรูมีการระวังภัยดีมาก แต่อย่างน้อยคิดว่าสามารถเผาเสบียงของพวกมันไปได้ส่วนหนึ่งครับ) ”
“ (จากทางใต้ พวกปีศาจปีกมันชิงบินหนีขึ้นฟ้าก่อน พวกเราเลยทำได้แค่เผาเสบียงพวกมันทิ้งไปเท่านั้นครับ) ”
“ (จากทางตะวันตก มีการปะทะรุนแรงเกิดขึ้น ฝ่ายเราเสียหายหนักมาก แต่อย่างน้อยก็สามารถเผาเสบียงของพวกมันได้สำเร็จครับ และสามารถขโมยอาวุธบางส่วนตามที่ท่านสเลบสั่งเอาไว้ได้ด้วยครับ) ”
“ (ทุกคนทำงานได้เยี่ยมมาก วันนี้ถอนตัวกลับฐานได้) ”
ผมออกคำสั่งกับทุกคนไปเช่นนั้น
ความจริงแล้ว หน่วยพิเศษจำนวนหนึ่งแสนนายนั้น เจ้าสเลบมันกลับสั่งให้เคลื่อนไหวเพียงแค่สี่ร้อยคนเท่านั้น
“งานลอบสังหารไม่ใช่การทำสงคราม จะส่งกำลังไปเป็นจำนวนมากให้พวกศัตรูรู้ตัวทำไม? ”
มันว่ามาเช่นนั้น
แต่ผมว่าเจ้าสเลบต้องเพี้ยนไปแล้วที่กล้าพูดแบบนั้นออกมา
พวกเรามาทำสงครามกันนะครับ
ดังนั้นผมเลยเคลื่อนทัพจำนวนหนึ่งแสนนายของตัวเองออกมาโดยไม่สนคำคัดค้านของเจ้าสเลบ
และเป็นเพราะผมสั่งให้เคลื่อนไหวทุกคน เลยทำให้ภารกิจนี้ประสบผลสำเร็จได้อย่างที่เห็น
ดูนี่สิ ไม่ว่าจะเป็นการเผาเสบียงก็ดี ขโมยอาวุธมาก็ดี ถ้าไม่สั่งให้เคลื่อนไหวทุกคน คงไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จหรอกนะ
“ (จำนวนความเสียหายฝั่งเรา น่าจะมีประมาณแปดหมื่นได้ ส่วนศัตรู… น่าจะสังหารไปได้ประมาณห้าพันชีวิตครับ) ”
“ (...ทำไมจำนวนความเสียหายฝั่งศัตรุมันน้อยจังละครับคุณลูกน้อง?) ”
ขนาดผมคนเดียวยังสามารถล่ามาได้หนึ่งร้อยศพเลย
“ (พวกศัตรูมันวางยามหนาแน่นมากครับ แถมเพราะพวกเราขนกำลังพลไปกันเยอะ พวกศัตรูเลยรับรู้ถึงตัวตนพวกเราเร็วกว่าที่คาดการเอาไว้ครับ) ”
อ้างไปเรื่อยนะวพกนี้
ไอพวกลูกน้องไม่ได้ความเอ้ย
“ (คิดไปเองมั้ง พวกมันคงแค่โชคดีมากกว่า) ”
“ (...) ”
ลูกน้องมันไม่ยอมตอบกลับมา (วะ) ครับ
ไม่รู้ใครสั่งใครสอน ช่างเสียมารยาทเสียจริง
แต่ช่างหัวมันเถอะ ผมยอมให้อภัยมัน
เพราะว่าผมคือขุนพลคอมมิว บุรุษที่อ่อนโยนที่สุดของกองทัพอาร์โธร์โพดายังไงละครับคุณผู้อ่านทุกท่าน