รอยแตกร้าวนั้นเกิดเป็รูกว้างพอประมาณ พอที่ปราณกระบี่หนักของชายชราชุดม่วงจะทะลวงผ่านไปได้
หยางซุนจี้กระอักโลหิตพ่นกระจายเป็ไอหมอก แต่ทว่าสองเท้าของเขาก็มิอาจจะถอยร่นไปได้แม้แต่เพียงครึ่งก้าว และเขาก็ทำได้แค่เพียงชำเลืองหางตามองไปยังร่างของเฟยอวิ๋นที่นอนแน่นิ่งไร้สติเพียงชั่วครู่
ตอนนี้ทุกคนก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาแล้ว!
ในขณะที่ปราณกระบี่หนักเล่มนั้นกำลังคืบคลานทะลวงออกไป
ฟุ่บ!!!...
วิ้งงงงง !!!
เงาปราณกระบี่หนักเล่มที่ห้าร้อย พุ่งทะลุรอยแยกม่านตาข่ายปราณออกไปอย่างรวดเร็ว
และ่เวลาเดียวกัน ปลอกแขนอันเส็งเคร็งสีดำที่แตกลายงาก็เกิดรอยแยกกว้างเพิ่มขึ้นมาอีกเพียงเล็กน้อยแต่ทว่าครั้งนี้มันสว่างวาบมากกว่าครั้งแรก
ขณะที่ปราณกระบี่หนักพุ่งหวีดหวือกรีดอากาศ มุ่งตรงหมายเสียบทะลุร่างอันไร้สติของเด็กหนุ่ม
อีกฝั่งหนึ่งระหว่างเหลียงเฉินและซุนเป่าชิง ซึ่งกำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้ที่แสนหนักหน่วงกับศัตรูผู้มาเยือนโดยไม่แม้จะผ่อนลมหายใจได้ชั่วครู่เช่นกันต่างก็ไม่ได้หันมามองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ส่วนชายชุดม่วงอาการาเ็ของเขาในตอนนี้ ก็ดูจะสาหัสสากรรจ์เพิ่มมากขึ้นกระทั่งดวงตาทั้งสองข้าง ก็เริ่มพร่ามัวดูเลือนราง หลังจากหยางซุนจี้อัดพลังปราณิญญาเพิ่มเท่าทวี หวังเพื่อบดขยี้ให้เขาตกตายโดยเร็ว
แต่ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว
เพราะทันทีที่ปราณกระบี่เล่มที่ห้าร้อย พุ่งมาอยู่ห่างเพียงแค่ไม่ถึงคืบมือใกล้ร่างของเด็กหนุ่ม
ฟุ่บ!!!
ทว่าแค่ระยะห่างไม่ถึงสิบชุ่นดีเมื่อปลายกระบี่กำลังจะเสียบทะลุร่างของเฟยอวิ๋น ร่างนั้นกลับหายไปในชั่วพริบตาราวกับว่าเป็อากาศธาตุ!คงเหลือทิ้งเอาไว้แค่เพียงแค่กลุ่มหมอกสีขาวเท่านั้น
และเมื่อร่างเฟยอวิ๋นหายไป ปราณกระบี่จึงทำได้แค่เพียงวูบหายลงไปยังพื้นดินแทนและเกิดการะเิรุนแรงสนั่นะเืขึ้น จนกระทั่งกลายเป็หลุมลึกกว้างราวกับว่าเป็หลุมฝังศพขนาดใหญ่
เสียงะเิก้องกัมปนาทนี้ ทำให้พวกเขาทั้งหมดที่กำลังต่อสู้กัน ต่างคนก็ต่างพลันชะงักงันผงะถอยหลังกระอักโลหิตออกมาและ่เวลาเดียวกัน ที่หยางซุนจี้เองก็ะเิพลังปราณิญญาครั้งสุดท้ายถอยร่นมาหนึ่งก้าวพร้อมกับเข่าข้างหนึ่งทรุดลงเล็กน้อยมุมปากของเขามีโลหิตไหลซึมออกมา
ส่วนชายชุดม่วงกระเด็นร่วงลงสู่พื้นบนลานกว้างพร้อมกับนกอินทรีขนทองคู่กาย เข่าสองข้างทรุดติดแนบชิดกับพื้น กระทั่งจมดินลงกว่าครึ่งคืบส่วนมือขวาก็กุมหน้าอกสำลักโลหิตออกมาไม่หยุดหย่อน แต่ถึงยังงั้นก็ยังฝืนข่มใจหยัดกายลุกขึ้นยืนทั้งที่ร่างยังโอนเอนไปมา มองจ้องไปยังหลุมดินขนาดใหญ่ที่เกิดจากการะเิก่อนหน้านั้น
คนทั้งหกล้วนเบนสายตาไปรวมที่จุดเดียว โดยกลุ่มของศัตรู ต่างยิ้มแย้มที่มุมปากอาบโลหิตด้วยสีหน้าปลื้มปีติยินดี
แต่ทว่าจากการะเิของพลังปราณมหาศาล รอบๆ หลุมดินขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็เศษเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือเศษเนื้อหนังของมนุษย์ล้วนไม่มีให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียวในครรลองสายตาของพวกเขา
“...?...”
“มะ...มันหายไปไหน?!!!...”
เพราะร่างของเด็กหนุ่มเมื่อครู่ ที่ยังนอนแน่นิ่งไร้สติมันกับหายไปต่อหน้าต่อตาอย่างฉับพลันเช่นนั้นหรือ?
ชายชราชุดม่วงคำรามเสียงแหบลั่น ใบหน้าแดงก่ำราวกับคนบ้าคลั่งดวงตาของเขาเบิกกว้างแทบจะล้นออกจากเบ้าตา เข่าสองข้างทรุดลงกับพื้นดินอีกครั้งดังตุบร่างกายเองก็สั่นเทาราวกับว่ามันถูกฉีกออกจากกันเป็ชิ้นๆ และเสียงหัวใจก็เริ่มรวยรินใกล้แทบจะดับสูญลงในไม่ช้า
หยางซุนจี้สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับประกายตาลุกวาวจิตใจของเขากลับมาดูฮึกหิมขึ้นอีกครั้ง เหลียงเฉิน ซุนเป่าชิงก็เช่นกันถึงแม้ว่าพวกเขาจะกังวลใจเล็กน้อย ที่ร่างของเฟยอวิ๋นหายไปอย่างน่าทึ่งระคนสงสัยและก็ไม่รู้เช่นกันว่าเด็กหนุ่มหายไปได้ยังไง? และก็ไม่รู้อีกเช่นกัน ว่าจะตามหาเขาได้ที่ใดแต่ทว่ามันกลับเป็การดีอย่างมากสำหรับพวกเขา ที่จะจะจบศึกครั้งนี้โดยไร้ซึ่งภาระให้ห่วงหน้าพะวงหลัง
ทั้งสามได้แต่ภาวนาในใจขอแค่อย่างเดียว อย่างเดียวเท่านั้น!...
ขอให้เฟยอวิ๋นปลอดภัยไว้ก่อนเป็ดีที่สุด!
.....
- เมืองสุริยะนิรันดร์ –
เสียงจ้อกแจ้กจอแจจากผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างกำลังเดินจับจ่ายซื้อของตามร้านรวงริมสองข้างทางและบนถนนสายหลักของตัวเมือง ซึ่งถนนสายหลักเส้นนี้ มันกว้างจนกระทั่งรถเทียมม้าสิบคันก็สามารถวิ่งสวนกันได้อย่างสบาย
ณ มุมหนึ่งตรงปากทางเข้าตรอกเล็กอันดำมืด ซึ่งอยู่ข้างโรงเตี๊ยมซอมซ่อเก่าแก่หลังหนึ่งที่ถูกปล่อยเอาไว้ราวกับทิ้งร้าง แต่ทว่าพื้นที่ทั้งหมดกับกว้างใหญ่พอประมาณ ดูแล้วอายุของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดน่าจะผ่านร้อนผ่านฝนมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี
โดยที่ข้างตรอกเล็กแคบข้างโรงเตี๊ยม มีชายชราเครายาวสีดอกเลานั่งอยู่ เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบขาดวิ่นแถมยังมีรอยปะซุนที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก จนดูแทบไม่มีที่ว่างหลงเหลือให้ปะทับ และในขณะนั้นก็กำลังนั่งง่วนอยู่กับธุรกิจขายตรงของเขาอย่างขะมักขเม้น และเปล่งคำพูดที่แสนจะน่าสงสารเวทนาก็พลันหยุดชะงักปากอ้าค้างลงในทันที
“ผู้เฒ่าคนนี้ขอขอบพระคุณผู้ใจบุญทั้งหลาย ที่ได้มอบเศษเงิน เศษทะ...”ยังไม่ทันที่ประโยคสุดท้ายจะจบลง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาบดูลุ่มลึกขึ้น และภายใต้หนังตาที่เหี่ยวย่นก็กระตุกเบาเล็กน้อย
นั้นเพราะอันเนื่องมาจากเสียงโครมคราม ได้ดังขึ้นในตรอกเล็กด้านหลังอันมืดมิดสลัวซึ่งอยู่ห่างจากเขาออกไปหลายสิบจั้ง กระทั่งคนภายนอกหากแม้นที่จะตั้งใจฟังยังแทบไม่ได้ยินแต่ทว่าเขากลับได้ยินมันเต็มสองข้างของรูหู
ในขณะนั้นสองมือที่ดูเหี่ยวย่น ก็พลันรีบรวบกวาดถ้วยชามกระเบื้องที่แตกลายงาเก็บทันทีแล้วยัดส่งเดชเข้าไปยังสาบเสื้อด้านในอย่างเร่งรีบ ก่อนเดินหลังค่อมก้าวเท้าสั่นเทิ้มหายลับเข้าไปในตรอกเล็กนั้น
เมื่อแสงสว่างเลือนรางที่ด้านหลังเริ่มหม่นแสงลงจนตอนนี้เหลือแต่เพียงความมืดมิดสลัว แค่ชั่วพริบตาเขาก็ยืนหลังตรงดวงตาที่ดูน่าสงสารก่อนหน้านั้น พลันสว่างวาบราวกับค้นพบมหาสมบัติ์กองใหญ่อยู่ตรงหน้าก่อนจะหดแคบหรี่ลงแล้วยกยิ้มที่มุมปากแวบหนึ่งมือทั้งสองไพล่หลังมองไปยังถังขยะสามสี่ใบ ที่ส่วนมากมันจะเต็มไปด้วยผักนานาชนิด ทว่าตอนนี้มันล้มระเนระนาดจนผักเกลื่อนกลาดพื้นกระจายไปทั่ว
และในกองผัก
มีร่างของเด็กหนุ่มนอนคว่ำหน้าไร้สติแต่ทว่าเขาดูแล้วเหมือนจะสลบไปเพียงไม่นาน หรือไม่ก็สิ้นลมหายใจไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ก่อนที่ผู้เฒ่าจะย่อเข่าก้มลงมองอย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นก็อุ้มซ้อนเด็กหนุ่มที่ไร้สติแนบเอาไว้ในอ้อมอก เดินหายลับไปในความมืดสลัวพร้อมกับเอ่ยพึมพำเสียงเบา
“จิติญญาดวงใหม่ได้สิงสถิตลงไปแล้วอีกหลายวันกว่าที่เ้าถึงจะตื่นขึ้นมาใหม่อีกครั้งและลืมเลือนอดีตตัวตนเก่าไปสักระยะหนึ่ง นับต่อจากนี้เป็ต้นไป บททดสอบที่เ้าจะได้รับนั้นข้าหวังว่าเ้าจะทนรับมันได้เหมือนเฉกเช่นในโลกเก่าที่เ้าจากมา”
...
บนยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าหรืออาจจะเรียกได้ว่าสูงที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหมดนับหมื่นแสนยอดเขาที่อยู่รายรอบเหล่าวิหคตัวเล็กส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ฟังแล้วก็เพลินหูไม่เงียบเหงา แต่กับดูรื่นรมย์ทำให้ผ่อนคลายยิ่งโดยมีนกกระเรียนฝูงใหญ่โบยบินสง่างามผ่านท้องฟ้าข้ามยอดเขากลิ่นของดอกไม้นานาพันธุ์ ก็ล้วนตลบอบอวลคละคลุ้งส่งกลิ่นหอม และยังมีน้ำตกหลายสายระรินไหลลงสู่เบื้องล่างราวกับว่ามันไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด ดั่งเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้อยู่บนดินแดนที่เรียกว่าสรวง์
ยอดบนสุดของขุนเขาลูกนี้ มีตำหนักใหญ่โตสวยงามตั้งตระหง่านอยู่ ดูเหมือนกับว่าที่แห่งนี้มันเป็ที่พำนักพักพิงของทวยเทพบน์ และด้านหน้าตำหนักที่ปูด้วยหินสีขาว ก็กว้างใหญ่ราวกับลานด้านหน้าของพระราชวังสุดลานกว้างด้านหน้าเป็หน้าผาสูงชัน ที่หากแม้ตกลงไป ก็คงกินเวลาหลายก้านธูปไหม้ถึงจะดิ่งลงถึงพื้นเบื้องล่างได้
บนชะง่อนหินอันเปราะบาง
ดูแล้วอาจจะหักลงได้แค่ลมพัดผ่าน วางทอดยาวยื่นออกไปราวห้าจั้งจากหน้าผาสูงทว่ากับมีบุรุษสองคนที่ไม่กลัวตาย กำลังนั่งดื่มชาบนศาลาหลังเล็กที่ตั้งอยู่บนชะง่อนหิน วาจากล่าวคุยกันอย่างออกรส สีก็หน้าดูไร้ซึ่งความทุกข์โศกอันใดไม่
“นี้เ้ายังดื่มชาพวกนี้อยู่อีกเหรอ?”บุรุษผมสีทองกล่าวขณะฝืนใจกลืนน้ำลายลงคอ ด้วยสีหน้าอันบิดเบี้ยวบอกบุญไม่รับขณะมองฝ่ายตรงข้าม กำลังซดชาอย่างอร่อยในถ้วยกระเบื้องหรูสีหยก
“อืมม...ข้าก็ดื่มมันทุกวันนั้นล่ะ รสชาติอันหอมหวานเช่นนี้ข้ามิอาจลืมเลือนมันไปได้แม้แต่เพียงน้อยนิดถึงแม้อายุของข้าจะผ่านเลยหลุมฝังมาแล้วหลายหมื่นปี” บุรุษผู้นั้นตอบพลางหลับตาทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“ชาของเ้าข้ากินทีไรรู้สึกขมฝาดปากทุกที ข้าไม่เข้าใจว่ามันอร่อยตรงไหนเหอะๆ” หลังจากนั้นเขาก็โบกมือครั้งหนึ่งไปมั่วๆ “เอ่ออ...ข้าว่าเ้าลองไวน์องุ่นนี้ดูไหม?นี่ข้าอุตส่าห์หิ้วมาฝากจากแดนไกลเลยเชียวนะ”กล่าวเสร็จพลางยื่นขวดที่มีน้ำสีอำพันนั้นออกไป ก่อนวางตั้งลงอยู่ยังด้านหน้าของบุรุษที่สวมชุดสีทองอร่ามพร้อมกับดวงตาส่องประกายหมายเชื้อเชิญ
“ตอนนี้ยัง..แต่ถ้าหากเ้าชนะหมากตานี้ของข้าได้ข้าจะขอเก็บมันไว้กินวันหลังดีหรือไม่?” บุรุษชุดสีทองแย้มยิ้มโบกมือไปมาก่อนจะกล่าวสำทับขึ้นอีกครั้ง แล้วจ้องมองดูหมากกระดานตรงหน้า
“เอาละ...หมากตานี้เ้าจะพนันอะไรกับข้า? ว่ามา!”
.
.
.
.
.
………………………………