ยอดยุทธ์จ้าวจักรวาล เทียนภาค 5 (จบแล้ว)

    ตอนที่ 31 หอคอยเซียน

    ทั้งสามคนเดินทางต่อไปจนกระทั่งตะวันตกดิน  ก็ถึงวังเซียนบุปผา พบว่ามีรถม้ามาจอดที่วังเซียนนับร้อยคัน ผู้คนที่เข้ามาคงจะนับ พันคนอย่างแน่นอน โดยที่วังเซียนบุปผานั้น อยู่บนเนินเขาที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง คนที่มา ก็สามารถตั้งกระโจมที่พักอยู่ด้านนอกได้อย่างสบาย  แต่ว่า วังบุปผายังไม่เปิด ต้องรอรุ่งเช้าเสียก่อน ทำให้ทุกคนต้องค้างคืนกันทุ่งหญ้าด้านหน้า 

    “ ศิษย์พี่เผิง ท่านเคยมาทดสอบมาก่อนหรือไม่?”

    “ มาทุกปี แต่ไม่เคยผ่านรอบแรกเลย”

    “ ยากขนาดนั้นเลยรึ?”

    “ ไม่รู้ซิ บางคนก็ไม่มีวิชายุทธ์กล้าแข็งอะไร แต่ก็กลับผ่านด่านแรกไปได้ เรื่องนี้เป็นเพราะ ท่านเทพเซียนเป็นผู้คัดเลือกด้วยตัวเองกระมัง”

    “ แล้วด่านแรกนี้เหมือนกันทุกปีไหม?”

    “ ก็เหมือนกัน คือ พอเจ้าเข้าไปในวังเซียนบุปผา ก็จะมีหอคอยเซียนอยู่ 10 หอคอย ทั้งสิบหอคอยเซียน จะส่งแรงกดดันออกมา หากเจ้าสามารถทนอยู่ได้จนครึ่งชั่วยาม เจ้าก็สามารถผ่านไปด่านที่สอง ขึ้นไปในหอคอยเซียนทั้งสิบ ด้านในนั้นข้าเองก็ไม่ทราบว่ามีอะไร เพราะ ข้าไม่เคยผ่านด่านแรกได้เลยสักปี”

    เฟยหลงคิดว่า ด่านต่อสู้ของเขา อีก สี่ด่านนั้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องเข้าไปที่แดนสวรรค์เพื่อฝึกฝนนั้นคิดว่า ไม่จำเป็นต้องใส่ใจนัก เพราะถ้าเขาสู้อีก สี่ครั้งผ่านไปได้เขาก็ต้องออกไปจากโลกนี้อยู่ดี

    ตอนเช้า ทุกคนเข้าไปในวังบุปผา พบกับหอคอยเซียนทั้งสิบ แล้วมีลานที่รอบๆ หอคอยจุคนได้มากกว่าห้าพันคน ตอนเช้านี้ คนเข้ามาเพิ่มกันอีกมากมายจนล้นไปหมด ทุกคนถูกส่งไปที่ หอคอยเซียนแต่ละที่ ส่วนเสี่ยวหงก็ตามติดเฟยหลงไม่ยอมห่าง เพราะว่าทิ้งไว้คนเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่า คนเข้ามากันมากมาย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร 

    “ คราวนี้คนมาเกือบหมื่นคน ไม่รู้ทำไมถึงมากมายยิ่งนัก ทั้งที่ผ่านมารับคนแค่เพียงหอคอยละคนเท่านั้น !” เผิงตี้เอ่ยด้วยความสงสัย

    เฟยหลงกลับมองไปสถานที่เรียกว่า วังเซียนบุปผา นอกจากฝั่งที่มีแต่หอคอยเซียนแล้ว ยังมีอีกซีกหนึ่งด้านซ้ายล้วนเป็นเหมือนทิพย์วิมานสวรรค์ มีดอกไม้สวยงามมากมายปลูกเอาไว้ ในสวนที่กว้างใหญ่ มีปราสาทหลังใหญ่หลายหลังคงเป็นที่ประทับเซียน ซึ่งมองมาก็เห็นหอคอยทั้งสิบได้หมด

    เฟยหลงสังเกตว่า เสี่ยวหงไม่เห็นสนใจดอกไม้ หรือ ที่ประทับปราสาทเซียนอะไรนี่เลย ผิดกับหญิงสาวทั่วๆไป ที่ต้องรู้สึกตื่นเต้นที่ เห็นของสวยงามเหล่านี้ กลับไปมองผู้คนที่มากันมากมาย อย่างตื่นเต้น เหมือนไม่ค่อยเจอผู้คนมากมายมาก่อน

    แล้วเฟยหลงและเผิงตี้ และ เสี่ยวหง ก็ถูกจัดให้ไปที่หอคอยสุดท้าย คือหอคอยเซียนที่สิบ มีชื่อว่า หอคอย สือเซียน ทั้งหมดถูกสั่งให้ยืนขึ้น แล้วเสียงจากหอคอยก็ประกาศออกมาว่า

    “ผู้ใดสามารถยืนอยู่ได้เกินหนึ่งชั่วยาม ก็สามารถเดินเข้าไปในหอคอยได้เลย”

    พอสิ้นเสียงประกาศ ก็มีพลังเซียนปล่อยแรงกดดันออกมา คนกว่าครึ่งถึงกับทรุด ลงไปคุกเข่ากับพื้น ไม่สามารถยืนขึ้นมาได้เลย เฟยหลงจับ เสี่ยวหงเอาไว้ แล้วถ่ายพลังเข้าไป ไม่ให้ทรุดตัวลงไป เพราะว่า แรงกดดันนี้ไม่สามารถทำอะไรเฟยหลงได้เลย เพราะในห้วงจิตวิญญาณของเขามีพลังของเทพเซโล อยู่นั่นเอง ส่วนศิษย์พี่เผิงตี้ หน้าแดงตัวสั่นไปทั้งตัวผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็จะไม่ไหวแล้ว เฟยหลง ส่งกระแสพลังเทพให้ไป ทำให้ศิษย์พี่เผิงอี้ ค่อยคลายความกดดันลงไป ทำให้ ทั้งสามคนยืนยาวครบ หนึ่งชั่วยาม มีสิทธิ์เข้าไปใน หอคอยเซียนที่สิบได้แล้ว

    “ นี่ข้าผ่านด่านแรกแล้วหรือนี่ ข้าฝันไปหรือไม่”

    เพี๊ยะ !!  เสี่ยวหงตบหน้าพี่เผิงตี้ไป หนึ่งที  แล้วบอกว่า

    “ ท่านไม่ได้ฝัน  นี่คือความจริง พวกเราเข้าไปในหอคอยที่สิบกันได้แล้ว”

    เฟยหลงมองไปรอบๆ พบว่า มีคนที่ผ่านพลังเซียนที่กดดันได้  มีเพียงแค่ไม่ถึงสามสิบคน จากสองพันคน

    เฟยหลง กับเผิงตี้และเสี่ยวหงเดินเข้าไปใน หอคอยเซียนที่สิบ ซึ่งไม่รู้เลยว่ามันจะมีกี่ชั้น เพราะไม่มีใครรู้มาก่อน พอเท้าเหยียบไปที่พื้นหอคอย ร่างของทุกคนก็เหมือนถูกกระชากหายไปคนละทิศละทาง ท่ามกลางความมืดมิด แล้วก็มีแสงส่องมา เฟยหลงไม่ต้องขยับตัว ร่างก็ถูกดึงให้ล่องลอยคล้ายกับอยู่ในอวกาศไร้แรงดึงดูดของโลก ลอยไปสู่แสงสีขาวที่ส่องมา  พรึบ!! 

    เฟยหลงมาปรากฏตัวบนสถานที่รกร้างแห่งหนึ่ง มองไปบนท้องฟ้า เห็นดวงดาวอยู่ใกล้กับตัวมาก  รอบๆ มีซากรูปปั้นเทพเซียนโบราณตัวใหญ่ยักษ์ ถูกทำลายสิ้น เหลือแต่หัว แขนขา เกลื่อนพื้นไปหมด  คล้ายกับเป็นสุสานเทพโบราณ   เฟยหลงมองหาเสี่ยวหงไม่รู้หายไปไหน  แต่คิดว่าไม่น่ามีอันตราย ถึงแม้ไม่ผ่าน ก็คงถูกผลักดันออกไปจาก หอคอยเซียนที่สิบ

    เฟยหลงเดินสำรวจไปรอบ ๆ ฉับพลันนั้น  หินศิลาที่อยู่รอบๆ ตัวกลับค่อยๆ มารวมตัวกันแล้วรวมเป็นเนื้อเดียว กลายเป็น มนุษย์นักรบผู้หนึ่งถือกระบี่ใหญ่ สวมเกราะเหล็ก ร่างใหญ่โตกว่า เฟยหลงสองเท่า ชี้กระบี่ใหญ่ใส่เฟยหลง ข้อความภารกิจด่านที่เจ็ด ปรากฏขึ้นมาว่า   พิชิตเทพนักรบโบราณ

    เฟยหลงไม่ทันจะเรียกกระบี่ หมัดเทพนักรบโบราณ ก็พุ่งลอยเข้าใส่หน้าอกเฟยหลงอย่างจัง  ตูม !!  เฟยหลงกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักเลือดออกมา

    “ ไอ้บ้าเอ้ย ไม่ทันตั้งตัวเลย”  เทพนักรบ ดึงหมัดกลับมาที่แขนของ แล้วกระโดดฟาดด้วยกระบี่ใหญ่เข้าใส่ซ้ำอีกที  เปรี้ยง ! แผ่นดินถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง แต่ว่าเฟยหลง หลบไปอยู่ด้านขวา แล้วกรีดกระบี่เข้าที่แขนขวาของเทพนักรบ แต่ว่ากระบี่แค่กรีดผิวเป็นรอยเท่านั้น เลยถูกหมัดซ้ายเทพนักรบเข้าเต็มหน้า เลือดกลบปาก

    “ฮึ่ม ! มาลองกันใหม่ เทพนักรบ” เฟยหลงปลอดพลังที่อัสนีเข้าไปใส่ในกระบี่ แล้ว ชี้เข้าใส่ เทพนักรบ เปรี้ยง !!  สายอัสนี ปะทะกับ กระบี่ใหญ่ สะท้อนออกไป แต่ไม่สามารถหยุดเทพนักรบได้ ยังคงพุ่งเข้าใส่ อย่างไม่หยุดยั้ง เฟยหลงเองก็ไม่กลัวเช่นกัน แทงกระบี่อัสนีปล่อยออกไป แล้วเกร็งพลังด้วยมือซ้าย ปล่อยพลังอัคคีเข้าใส่ไปอีกดอก ตูม !! คราวนี้ เทพนักรบกระบี่ใหญ่ ถึงกับ ตัวลอยกระเด็นออกไป เทพนักรบปัดเกราะที่ไฟลุกติดออกไป คล้ายกับว่าไม่นำพา ไฟที่ลุกกับตัว

    เทพนักรบไม่พูดจาอะไร กลับควงดาบลงไปๆ มา แล้วหมุนตัวเป็นใบพัด พุ่งเข้าใส่ เฟยหลงอีกครั้ง คราวนี้เกิดแรงลม ผสมใบมีดคล้ายเป็นกงจักร หมุนใส่เฟยหลงอย่างรวดเร็ว เฟยหลง ปล่อยกระบี่ออกไป เงากระบี่กระจายออกไปนับหมื่นกระบี่ทั่วทิศทาง มีประกายอัสนีติด อยู่ที่กระบี่ทุกเล่ม  แล้วใช้พลังจิตสั่งโจมตีทั้ง แปดทิศ

    ยังไม่พอ ยังใช้สองมือสร้างระเบิดอัคคีลูกใหญ่ แล้วปล่อยออกไป  ตูม !  ถูกกงจักรที่พัดมาแตกกระจาย กระบี่พุ่งมาจากด้านบน  และอีกรอบตัว ทะลุร่างนักรบ

    สวบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !! นักรบเทพโบราณยืนนิ่ง แล้วก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นผงธุลีดิน เช่นเดิม  เฟยหลงลงไปนั่งอย่างเหน็ดเหนื่อยหมดแรง

    ณ สำนักเซียนบุปผา มีชายชราผมสีเงิน นามว่าเซียนเยว่เหอ มองภาพที่หอคอยเซียนที่ 10 แล้วเอ่ยอย่างสงสัยว่า

    “ ทำไมเด็กคนนี้ ถึงได้ถูกส่งขึ้นไปสู้กับเทพนักรบที่ชั้น 7 แล้วชั้นที่1-6 เขายังไม่ได้ทำการทดสอบเลย?”

    “ เรื่องนี้ เป็นดุลพินิจของ หอคอยเซียนที่สิบ พวกเราเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ขอรับ” ชายหนุ่มที่คอยติดตามด้านข้างเอ่ย

    “ อืม ... แล้วเด็กคนนี้เป็นใครกัน สามารถเอาชนะ เทพนักรบได้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”

    ชายหนุ่มรับใช้รีบ เปิดหยกประวัติของเฟยหลงขึ้นมาทันที

    “ เจียงเฟยหลง อายุ 16 ปี เป็นศิษย์ของ สำนักเคียงฟ้าขอรับ”

    “นึกไม่ถึง การมาแดนมนุษย์ในครั้งนี้ ของท่านเซียนเยว่เหอ   กลับค้นพบอัจฉริยะฟ้าประทานได้ก่อนใคร”  เจ้าสำนักบุปผาเซียน เดินเข้ามาแล้วเอ่ยยินดีกับเซียนผมสีเงินผู้นี้

    “ นั่นซินะ กว่าพันปีมาแล้ว พวกเราไม่เคยพบมนุษย์อัจฉริยะเช่นนี้มาก่อน นับว่าโชคดีจริงๆ  ”  เซียนเยว่เหอ เอ่ยอย่างยินดี

    เฟยหลงพอหายเหนื่อยก็มองมาที่แขน มีแถบสีขาวขึ้นมา เป็นขั้นที่ 7 แสดงว่าผ่านขั้นที่ 7 มาแล้วเหลืออีกสามระดับ ก็ผ่านด่านได้หมดแล้ว

    ระหว่างนั้น แผ่นดินที่เขายืนอยู่ก็ค่อยๆ สลายไป แปรเปลี่ยนเป็นวิหารใหญ่โต

    เฟยหลงมองไปรอบๆ เหมือนอยู่ในวิหารทรงสามเหลี่ยมปิรามิด ไม่ทันได้คิดอะไรมาก  ก็มีชายผู้หนึ่งโผล่มาจากชั้นบน  ถือธนูสีทอง แล้วยิงใส่เฟยหลงทันทีไม่มีการทักทายใดๆ ทั้งสิ้น ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ !!  เฟยหลงได้แต่หลบสถานเดียว แล้วกระโดดขึ้นไปชั้นสอง แล้วแทงกระบี่เข้าใส่ แต่พอขึ้นไป ก็ต้องตกใจ เพราะชายผู้นี้ ร่างส่วนบนเป็นคน ส่วนล่างเป็นแมงป่อง มันสะบัดหางที่เป็นงูจงอางพิษ พ่นใส่หน้าเฟยหลง จนต้องหลบฉีกไปด้านข้าง มันยังยิงธนูใส่เฟยหลงอีก  ฉึก ๆ ๆ ๆ

    แต่เฟยหลงก็หลบได้อย่างรวดเร็ว และปล่อยกระบี่พุ่งออกไป แต่ว่ามันยังมีมืออีกสองมือที่ยาวออกมาคล้ายปลาหมึกอัดสวนเข้าหน้าอกเฟยหลง ตูม ! แต่ว่าเจ้ามนุษย์แมงป่องก็ถูกกระบี่แทงทะลุอกเช่นกัน  ส่วนเฟยหลงโดนอัดกระเด็นตกมาจากชั้นสอง ได้แต่กระอักเลือด ส่วนมันกลับไม่เป็นอะไร เฟยหลงเรียกกระบี่กลับมา

    แล้วเรียกพลังเพลิงอัคคีออกมาเป็นลูกใหญ่ แล้วขว้างใส่มันไป ตูม !! ร่างของมันไหม้ไฟไปทั้งร่าง จนผิวหนังลอกออก เหลือแต่โครงกระดูก แต่มันยังเคลื่อนไหวได้ แล้วเนื้อหนังมันก็ค่อยๆ กลับคืนมาเป็นเช่นเดิม

    แล้วทันใดนั้น ข้อความภารกิจด่านที่ 8 ก็ปรากฏขึ้นว่า  ให้สังหารราชันแมงป่อง 

    ราชันแมงป่อง พอเนื้อเยื่อกลับคืนมาก็กระโดดลงมาเผชิญหน้ากับเฟยหลงอีกครั้ง มันเริ่มปล่อยพิษกระจายไปทั่ว แต่เฟยหลงกระโดดหนีห่างพิษ  แล้วปล่อยพลังอัสนีใส่มันกลับไป ทำให้มันผงะถอยหลัง เหมือนหวาดกลัวอัสนีสายฟ้า เฟยหลงจับได้ถึงความผิดปกติ หรือว่ามันจะกลัวสายฟ้า  เฟยหลงเลยสังเกตสายฟ้าที่ฟาดใส่ไปโดนที่ร่างของมัน ซึ่งถูกไฟไหม้ และก็ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้

    “ งานนี้แกเสร็จข้าแน่ ราชันแมงป่อง” เฟยหลง เรียกกระบี่ออกมากลายเป็นแสงอัสนี วาร์ปเข้าไปตัดแขนของมันออกมา ข้างหนึ่ง ฉัวะ ! อ๊ากกกก !! แขนมันขาดข้างหนึ่ง   มันก็ไม่สามารถงอกกลับมาได้

    “ ใช่จริงๆ ด้วย ที่แท้จุดอ่อนของเจ้าคือ สายฟ้านี่เอง ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าอยู่เลย ตายไปซะ”   ราชันแมงป่องปล่องหางงูจงอางพุ่งเข้าใสเฟยหลง แต่ว่า กระบี่เฟยหลงผ่าหัวของมันเป็นสองซีก ด้วยกระบี่พลังอัสนี ทำให้หางงูของมันไหม้ไฟ กลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วเฟยหลง ปล่อยกระบี่ออกไป เป็นเงากระบี่อัสนี นับหมื่นพุ่งเจาะร่างของ ราชันแมงป่อง ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ  !  ร่างของมันถูดไฟไหม้ กลายเป็นเถ้าถ่านไม่มีเหลือ เฟยหลงผ่านด่านที่ 8 เรียบร้อย

    เฟยหลงจัดการกับราชันแมงป่องเสร็จ ก็มีเสียงจากหอคอยเซียนที่สิบ เอ่ยว่า

    “ ยินดีด้วย เจ้าผ่านด่านมาได้ถึงแปดด่านแล้ว เหลือด่านสุดท้าย หากเจ้าผ่านได้ เจ้าจะได้เป็นศิษย์เซียน ได้ร่ำเรียนวิชาเซียนบนแดนสวรรค์ เจ้าหลับตาข้าจะพาเจ้าไปด่านสุดท้ายเอง”

    เฟยหลงหลับตา ร่างของเขาก็ถูกดึงมาที่ แผ่นศิลาสีดำแผ่นหนึ่ง มีอักษรอักขระโบราณ สลักเอาไว้รอบๆ

    “ เจ้านั้งสมาธิอยู่บนศิลานี้ได้ ถึง สองชั่วยามโดยที่ไม่เป็นอะไร เจ้าก็ผ่านได้แล้ว”

    เฟยหลงก็ลองนั่งสมาธิตามไป คำสั่งภารกิจด่านที่ 9 ปรากฏขึ้นว่า  ขจัดจิตมาร

     แค่ สองชั่วยามไม่นานเท่าไร คงไม่เป็นอะไร แต่พอผ่านไปสักพัก เฟยหลง ก็รู้สึกตัวมาอยู่ที่หน้ากองทัพนับแสน ตนเองแต่งกายเป็นแม่ทัพ ด้านข้างมีศิษย์พี่ เผิงตี้ ศิษย์พี่เซกิ เป็นรองแม่ทัพ และ อาจารย์ซ่งซานเป็นขุนศึกข้างกาย มี เสี่ยวหง เป็นองครักษ์อยู่ด้านข้าง  ด้านหน้าเป็นกองทัพฝ่ายศัตรู ด้านหลังเป็นเมืองของฝ่ายศัตรู เสียงเป่าแตรดังเป็นสัญญาณรบ สองกองทัพพุ่งเข้าหากัน  เกิดการปะทะกันเลือดไหลนองไปทั่ว เปลี่ยนนท้องทุ่งหญ้ากลายเป็นทุ่งสังหาร ทหารตายกันนับร้อย นับพัน เสียงอาวุธกระทบกันผสมกับเสียงแผดร้อง ของมนุษย์ผสมกัน เฟยหลงเองก็เลือดท่วมตัว ถือง้าวมังกรเขียว

    ขี่ม้าฟาดฟัน ศัตรูตายไปตลอดทาง เผิงตี้ ถูกธนูยิงนับสิบยิงจนพรุนนอนตาย ด้านข้าง พี่เซกิ ก็ถูกหอกซักจนทะลุอก อาจารย์ซ่งซาน ก็ดาบฟันขาดสองท่อน

    เสี่ยวหง เอาตัวบังคมดาบให้เฟยหลง จนถูกฟันขาดกลาง ดวงตาของเฟยหลงแดงกล่ำด้วยความแค้น พุ่งง้าวขว้างออกไปใส่แม่ทัพฝ่ายตรงข้าม แม้นไม่ถูก แต่ก็ปล่อยพลังอัคคี สีฟ้าออกไป แผดเผาร่างแม่ทัพจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ทหารฝ่ายศัตรูเห็นแม่ทัพเสียชีวิต ก็รีบหนีแตกกระเจิงไม่สู้อีก เฟยหลงเห็นซากศพอาจารย์และศิษย์พี่ และเสี่ยวหง  ก็เริ่มบ้าคลั่งสั่งทหารด้วยเสียงอันดังว่า

    “ บุกเข้าไปในเมือง ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือสิ่งมีชีวิตแม้แต่คนเดียว”

    พร้อมกับ ยกมือชี้ไปบนฟ้า พร้อมจะปล่อยคลื่นอัสนี ทำลายล้างเมืองไปพร้อมๆ กัน แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้นมาเสียก่อนว่า

    “ พี่เฟยหลง พี่เฟยหลง ท่านลืมเซียงเอ๋อแล้วหรือไง ทำไมไม่มาหาเซียงเอ๋อเสียที” เป็นเสียงของ เซียงเอ๋อ ทำให้สติของเฟยหลงกลับคืนมาทันที

    “ เซียงเอ๋อ นั่นเจ้าใช่ไหม”

    “ ใช่ พี่เฟยหลงเป็นอะไร ทำไมเซียงเอ๋อรู้สึกว่า ท่านกำลังจะเป็นบ้าไปแล้ว?”

    “ ไม่ ไม่ ข้าไม่เป็นอะไร”  เฟยหลงค่อยๆ คืนสติกลับมา ภาพที่ จิตมารคิดทำลายตัวเขาให้มอดไหม้ไปพร้อมกับ เพลิงแค้นก็ค่อยๆ สลายไป พร้อมกับขีดที่ 9 ก็ปรากฏขึ้นมา

    “ ไม่เป็นไร ก็ดีแล้ว ทำธุระเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมมาหาเซียงเอ๋อนะ”

    “ ได้... ขอบใจนะ ข้าเสร็จธุระแล้วจะรีบไป” และแล้วเฟยหลงก็ลืมตาขึ้นมา

    “ เจ้าผ่านด่านสุดท้าย สามารถระงับโทสะ สุดท้ายได้ เจ้าได้เป็นศิษย์เซียนแล้ว ต่อไป ข้าจะส่งเจ้าไปที่เวที ประลองหาสุดยอดอันดับ 1 ของศิษย์ใหม่ของหอคอยเซียนทั้งสิบ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง” ร่างของเฟยหลงก็มายืนบนเวทีประลอง  รอผู้ชนะของอีก 9 หอคอยเซียน......