หลังจากที่เมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีกลับมาแล้ว ไป่ฉีวางของแล้วออกไปทันที เขาเปิดประตูมิติไปโผล่ที่บ้านในเมืองหลวง เมื่อไปถึงเขาได้เรียกไป่ชิ ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่มา
“นายน้อยเรียกพวกเรามามีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ชิกล่าว ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาปัจจุบันคล่องขึ้นบ้างแล้ว
“มีอะไรจะสั่งบอกมาได้เลยครับ” ไป่เชอะกล่าว
“พวกเจ้ากินสิ่งนี้เข้าไป แล้วจ้องภาพพวกนี้” ไป่ฉีส่งโอสถแปลงโฉมให้กับทั้ง 3 คนพร้อมกับรูปที่เขาวาดเตรียมเอาไว้ ซึ่งทั้ง 3 ทำตามอย่างว่าง่าย เพียงไม่นานพวกเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ไป่ฉีส่งกระจกให้กับทั้ง 3 คน
“นายน้อยคะ มันอัศจรรย์มาก สิ่งนี้สามารถเปลี่ยนใบหน้าของเราได้ถาวรเหรอคะ” ไป่โม่ลี่ถาม
“ไม่ถาวรหรอก ยาจะหมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง ที่ต้องให้เปลี่ยนหน้าแบบนี้เพราะเราจะไปยังโรงประมูลกันคืนนี้” ไป่ฉีกล่าว
“โอ้ ผมเคยอ่านเจอแต่ในบันทึกที่หอตำราของตระกูล นี่กำลังจะได้ไปเห็นของจริงเหรอครับ” ไป่เชอะกล่าว ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับเด็กน้อย
“นี่เป็นเสื้อของพวกเจ้า เอาไปใส่กัน อีกอย่างนึง หากไปที่นั่นแล้วจะเรียกนายน้อยก็ได้ ถ้าจะเรียกชื่อให้เรียกว่า อวี้กง” ไป่ฉีกล่าว
“ทำไมล่ะครับ นายน้อย” ไป่ชิถาม
“หากมีคนรู้ตัวจริงของฉัน คนธรรมดารอบข้างจะไม่ปลอดภัย” ไป่ฉีตอบ ซึ่งทั้ง 3 คนเข้าใจความหมายที่ไป่ฉีกล่าวและแยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุด
“เสร็จแล้วครับ/ค่ะ นายน้อย” ทั้ง 3 มายืนรอที่ห้องนั่งเล่นหลังจากเปลี่ยนชุดแล้ว ไป่ฉีเองก็อยู่ในรูปลักษณ์ของอวี้กงเรียบร้อย
เขาทำการเปิดประตูมิติทันที ก่อนจะเดินเข้าไปโดยมีไป่ชิ ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่เดินตามเข้าไป อีกฟากหนึ่งของประตูมิติคือห้องของจี๋หลินเฟิงเทียนนั่นเอง
เมื่อไป่ฉีปรากฏตัว เฟิงเทียนรีบเข้ามาคารวะทันที
“ท่านอาจารย์ ทั้ง 3 คนที่อยู่ข้างหลังท่านคือ…..” เฟิงเทียนถาม
“พวกเขาเป็นบ่าวรับใช้ของข้า วันนี้ข้าจะพาพวกเขาไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย” พูดจบไป่ฉีก็ยื่นการ์ดเชิญมาให้กับเฟิงเทียน ซึ่งเขารับมันไว้ก่อนจะกล่าวขอบคุณ
“เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว เจ้าแยกไปได้เลย หากพ่อของเจ้าเห็นเจ้าเดินกับข้า เขาจะระแวงเจ้าเปล่า ๆ ส่วนที่มาของการ์ดเชิญให้บอกไปว่าทางสมาคมการค้าตะวันจันทราเชิญเจ้ามาเอง เรื่องนี้ข้าได้คุยเตรียมการไว้กับผู้อาวุโสทุกคนในสมาคมการค้าแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านอาจารย์ช่างมีเส้นสายกว้างขวางนัก ศิษย์ขอขอบคุณอีกครั้ง” เฟิงเทียนกล่าว
จากนั้นไป่ฉีก็พาทั้งหมดผ่านประตูมิติมายังลานจอดรถหน้าทางเข้าสมาคมการค้าตะวันจันทรา เมื่อมาถึงเฟิงเทียนแยกตัวออกไปก่อนเป็นคนแรก ส่วนไป่ฉีกับบ่าว 3 คนเดินไปยังประตูทางเข้าสมาคมการค้า
ผู้อาวุโสจิ่วลี่ให้การต้อนรับและเดินไปส่งไป่ฉีที่ห้องวีไอพีด้วยตนเอง (พวกประมุขตำหนักเทพออกเดินทางไปก่อนหน้านั้นแล้ว 1-2 วัน ขณะที่อวี้กงเดินทางมารับเฟิงเทียนในวันจัดงานประมูลเลย)
ภายในห้องวีไอพี
ตอนนี้ไป่ฉีกับผู้อาวุโสจิ่วลี่กำลังเริ่มซื้อขายข้อมูลกัน จากข้อมูลที่ได้มากลุ่มเบญจดารานั้นทั้ง 5 คนถนัดธาตุดิน ไม้ ไฟ ทอง น้ำ คนละธาตุ แถมยังควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม ระดับปราณของคนเหล่านั้นตอนนี้คือระดับชั้นปราณนภา
พวกเบญจดารานั้นแม้จะชำนาญการใช้ธาตุ แต่พวกเขาใช้อักขระลมปราณไม่เป็น ปรุงโอสถไม่เป็น หรือแม้แต่การสร้างอาวุธลมปราณก็ทำได้ในระดับต่ำ เพียงแต่ในโลกใบนี้ระดับอาวุธลมปราณที่พวกเขาทำจัดว่าอยู่ในระดับสูง
'ถึงแบบนั้น พวกนั้นก็น่าจะหารายได้จากการสร้างอาวุธลมปราณระดับต่ำได้อยู่ เพียงแต่ถ้าผลิตมากเกินไปราคาคงจะตก จนกลายเป็นของที่มีกันเกลื่อนละนะ' ไป่ฉีคิด
ผู้อาวุโสจิ่วลี่จากไปแล้ว ในห้องจึงเหลือแต่ไป่ฉีกับผู้ติดตามอีก 3 คน และดูเหมือนทั้ง 3 คนจะตื่นเต้นมาก เพราะทั้ง 3 เกาะกันอยู่หน้ากระจกไม่ยอมไปไหนเลย
“นายน้อย ที่นี่ใหญ่มาก มองจากข้างนอกแล้วไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีห้องโถงที่ใหญ่ขนาดนี้อยู่ด้วย” ไป่ชิหันมาพูดกับไป่ฉี
“นั่นสิครับ คิดถูกจริง ๆ ที่ตามนายน้อยออกมาเปิดหูเปิดตา” ไป่เชอะกล่าวเสริม
“ผู้ชายของโลกภายนอกหน้าตาต่างกับคนในตระกูลเรามากเลยนะคะนายน้อย” โม่ลี่กล่าว
“แหงสิ คนในตระกูลเดียวกันแต่งกันมาหลายพันปี หน้าจะซ้ำ ๆ มันก็ไม่แปลก อีกอย่างดูเหมือนยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดหน้าตาของตระกูลส่วนใหญ่ยีนส์เด่นเป็นพวกหน้าตาไม่ดีกันทั้งนั้น ดูอย่างเจ้า 2 คนนี้เป็นตัวอย่าง” ไป่ฉีชี้ไปที่ไป่ชิกับไป่เชอะ
“ไหงผมถึงถูกยกตัวอย่างในเรื่องไม่ดีด้วยครับ ในตระกูลผมจัดว่าหน้าตาดีเลยนะ” ไป่ชียืดออกอย่างภูมิใจ
“นั่นสิครับ สาว ๆ ตามจีบพวกผมจนรับมือแทบไม่ไหว” ไป่เชอะกล่าวเสริม
“ไม่จริงหรอกค่ะนายน้อย 2 คนนี้น่ะเป็นพวกเช้าชามเย็นชาม ในสายตาผู้หญิงในตระกูลมองว่าเป็นพวกไม่มีอนาคต” ไป่โม่ลี่กล่าว
“เดี๋ยวเถอะ เจ้ากล้าว่าคนที่อายุมากกว่าเหรอโม่ลี่” ไป่เชอะชี้หน้า จนหลุดภาษาโบราณออกมา
“คนอะไรไม่มีความน่าเคารพแม้แต่น้อย ต้องให้ฉันแฉไหมว่าพวกคุณน่ะแอบดูสาว ๆ ในตระกูลอาบน้ำจนถูกท่านผู้นำลงโทษกักบริเวณ 3 เดือน พอพ้นโทษออกมาก็.....อุ๊บ อื้อ อื้อ” ไป่โม่ลี่ถูกทั้ง 2 เอามือปิดปาก เพื่อให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาในสายตานายน้อยไม่แย่ไปกว่านี้
เมื่อพวกเขามองไปที่นายน้อย ก็เห็นว่านายน้อยของเขาหรี่ตาจ้องมาที่พวกเขา ราวกับว่ากำลังอ่านใจพวกเขาอยู่ เพียงไม่นานสีหน้าของนายน้อยก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มขึ้นมาทันที
“อย่าได้นำนิสัยของพวกเจ้ามาใช้ที่บ้านข้า มิเช่นนั้นเกรงว่าข้าจะให้พวกเจ้าไปเป็นเครื่องจักรผลิตปราณให้ข้าแทน จงจำไว้ว่าอย่าได้ยุ่งกับคนรักของข้าเด็ดขาด” ไป่ฉีกล่าวเสียงต่ำ บ่งบอกว่าเขาเอาจริงกับสิ่งที่พูด
“คะ....ครับนายน้อย” ทั้ง 2 คนหมอบราบไปกับพื้น นายน้อยของพวกเขาช่างน่ากลัวกว่าท่านผู้นำตระกูลเสียอีก
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เฟิงเทียนกำลังเดินไปนั่งยังโซนที่นั่งทั่วไป คนอื่น ๆ ต่างไม่ได้สนใจอะไรเขามากนัก เพราะเขาไม่เคยปรากฏตัวที่โรงประมูลมาก่อน
หญิงสาวหลายคน แม้จะสนใจเฟิงเทียนที่เป็นชายหนุ่มรูปงามน่าจับทำสา… แคก ๆ แต่เพราะโลกยุทธภพ ความหล่อหรือจะสู้ความสามารถและอำนาจ พวกเธอจึงแค่ดูเป็นอาหารตาเพียงเท่านั้น ก่อนที่สายตาของพวกเธอจะจับจ้องไปตามห้องวีไอพีต่าง ๆ ซึ่งมีนายน้อยจากตำหนักเทพยืนอวดโฉมให้พวกเธอได้ฝันกลางวันกัน
“นั่นมันไอ้ลูกหมาเฟิงเทียนนี่” จี๋หลินเส้าเทียนเอ่ยขึ้น
“เฟิงเทียนก็เป็นลูกของฉัน เส้าเทียน แกว่าฉันเป็นหมารึไงกันหา” จี๋หลินเว่ยเทียนดุลูกชายจอมขี้เกียจของเขาทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปที่กระจกซึ่งสามารถมองเห็นที่นั่งข้างล่างได้
“เป็นนายน้องเฟิงเทียนจริง ๆ ด้วย แต่ว่าเขามาได้ยังไงกัน เป็นที่รู้กันว่าถ้าไม่มีบัตรเชิญจะไม่สามารถเข้าร่วมงานประมูลได้” ผู้อาวุโสกล่าว
“อาวุโสฟานไปถามผู้อาวุโสของสมาคมการค้ามาซิว่าทำไมลูกชายฉันถึงเข้ามาร่วมงานประมูลได้” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
“ครับ ท่านประมุข” กล่าวจบผู้อาวุโสฟานก็หายตัวไปจากห้อง ก่อนจะกลับมาในเวลาเพียงแค่ 4-5 ลมหายใจเท่านั้น
“ได้ความว่ายังไงบ้าง” จี๋หลินเว่ยเทียนถาม
“เรียนท่านประมุข ผู้อาวุโสจิ่วลี่บอกว่า ประมุขของสมาคมการค้าเป็นคนเชิญมาครับ” ผู้อาวุโสฟานกล่าว
“ว่ายังไงนะ ประมุขของสมาคมการค้ารึ” จี๋หลินเว่ยเทียนครุ่นคิด
'หรือเฟิงเทียนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรานะ อืม…กลับไปลองถามดูดีกว่า ถ้าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรา ฉันควรส่งเสริมให้เขาขึ้นเป็นประมุขคนต่อไปของตำหนักเทพกิเลน แทนเส้าเทียนที่ขี้เกียจและไม่ได้เรื่องดีไหม' จี๋หลินเว่ยเทียนคิด
“แล้วยังไงล่ะ เจ้าขยะนั่นแทบจะไม่ออกจากห้องของตัวเอง เก็บตัวยิ่งกว่าเดิม ไม่ออกมาฝึกฝนร่วมกับคนในตระกูล ผมว่าเจ้านั่นคงเห็นว่าไม่ถูกมองว่าเป็นขยะแล้ว เลยไม่ขยันฝึกเหมือนเมื่อก่อนละมั้ง ไม่เหมือนผมที่ตอนนี้ใกล้จะถึงระดับจักรพรรดิเต็มทีแล้ว” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว
“แกน่ะมีสิทธิ์พูดแบบนั้นกับคนอื่นด้วยรึไง พอรู้ว่าที่เฟิงเทียนไม่ก้าวหน้าเพราะถูกพิษของแม่แก แกกลัวว่าจะสูญเสียตำแหน่งนายน้อยไป ถึงได้กลับมาฝึกฝนอย่างตั้งใจอีกครั้ง อย่ามาพูดให้ฉันเห็นแกเป็นตัวตลกดีกว่า” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวประชด
“งั้นมาพิสูจน์กันเดี๋ยวนี้เลยดีกว่าว่ามันกับผมใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน” จี๋หลินเส้าเทียนเตรียมจะเดินออกจากห้องวีไอพี
“ห้ามก่อเรื่องที่นี่เด็ดขาด อีกไม่นานจะมีการแข่งขันจัดอันดับภายในของตระกูล ถ้าอยากวัดฝีมือก็ไปวัดกันในการแข่ง ห้ามก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่นี่ มันขายหน้าพวกตำหนักเทพอื่น” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวห้าม
“ชิ ก็ได้” จี๋หลินเส้าเทียนกลับไปนั่งที่ของตน
ในที่นั่งของผู้ประมูลทั่วไป ชายหนุ่ม 5 คนกำลังมองสำรวจตามห้องวีไอพีต่าง ๆ พวกเขาซื้อข้อมูลจากสมาคมการค้า ทำให้รู้ว่าขุมอำนาจของโลกยุทธภพในโลกนี้มีใครบ้าง และพวกเขาหยุดมองที่ห้องวีไอพีห้องหนึ่ง ขณะที่คนในห้องนั้นก็มองพวกเขาเช่นกัน
“นั่นน่ะเหรอ คนที่ถูกเรียกว่าเทพกระบี่ แต่ว่าท่านอวี้กงของต้าเซียนสิ้นอายุขัยไปก่อนเกิดเหตุหายนะหุบเขาเทพอสูรนี่นา” ฮั่วเทียนพูดขึ้น (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุไฟ)
“อาจจะเป็นคนละคนกันก็ได้ เท่าที่รู้ คนผู้นี้สามารถซัดประมุขของตำหนักเทพเต่ามังกรกระเด็นได้ในกระบวนท่าเดียว ระดับที่ทางสมาคมการค้าประเมินไว้คือ ราชันย์ทรราช หากเป็นท่านอวี้กงจากต้าเซียน ระดับไม่น่าจะสูงขนาดนี้ เพราะต้องมาเริ่มฝึกปราณใหม่เหมือนกับพวกเรา” สุ่ยเหอกล่าว (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุน้ำ)
“พวกเราควรหาโอกาสผูกมิตรกับเทพกระบี่ เพราะเขาเป็นคนที่พวกประมุขตำหนักเทพไม่กล้าสร้างความรำคาญให้” ถูหร่างกล่าว (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุดิน)
“แต่เราจะไปพบกับเทพกระบี่ได้ยังไงกัน” มู่โถวถาม (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุไม้)
“ฉันได้แจ้งผู้อาวุโสเอ้อซานไปแล้ว เขาบอกว่าจะพาไปพบท่านอวี้กงหลังจากงานประมูลจบลง” จินหลงตอบ (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุทอง)
ขณะเดียวกันผู้อาวุโสเอ้อซานก็มาหาอวี้กงเพื่อบอกว่ากลุ่มเบญจดาราต้องการสนทนาด้วยหลังจากงานประมูลจบลง
ยังไม่ทันที่ไป่ฉีจะตอบกลับ ผู้อาวุโสปาถูก็ขออนุญาตเข้ามา เพื่อบอกว่าประมุขตำหนักเทพอู่กุยหลงจินต้องการท้าประลองอย่างเป็นทางการที่สนามประลองของสมาคมการค้าตะวันจันทราหลังงานประมูลจบลง
“นายน้อย ท่านนี่ศัตรูเยอะจริง ๆ นะครับ” ไป่ชิกล่าว
“เงียบไปเลย ใครใช้ให้สอดปากตอนนายน้อยกำลังคุยกับผู้อาวุโสทั้ง 2 เดี๋ยวเขาจะหาว่านายน้อยไม่สั่งสอนมารยาทให้พวกบ่าวหรอก” ไป่โม่ลี่ดุไป่ชิทันที
“ขอโทษครับนายน้อย” ไป่ชิรีบขอโทษทันที
“ไม่เป็นไรหรอก เอาเป็นว่าผู้อาวุโสทั้ง 2 เรื่องกลุ่มเบญจดาราขอพบเรา เราอนุญาต ส่วนอู่กุยหลงจิน หากเขาอยากประลอง เรายินดี” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น
คำตอบของอวี้ทำให้ผู้อาวุโสปาถูกับเอ้อซานแปลกใจอย่างมาก ครั้งก่อนไม่ว่าอู่กุยหลงจินจะขอท้าประลองยังไง อวี้กงดูจะไม่สนใจการประลองแม้แต่น้อย อะไรที่ทำให้เทพกระบี่ที่มักปลีกวิเวกผู้นี้ยินดีรับคำท้าประลองกัน
___________________________
ฝากเพจนิยายด้วยครับ ^^
