จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 124 งานประมูลที่แสนวุ่นวาย 1 Re

            หลังจากที่เมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีกลับมาแล้ว  ไป่ฉีวางของแล้วออกไปทันที  เขาเปิดประตูมิติไปโผล่ที่บ้านในเมืองหลวง  เมื่อไปถึงเขาได้เรียกไป่ชิ  ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่มา


            “นายน้อยเรียกพวกเรามามีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ชิกล่าว  ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาปัจจุบันคล่องขึ้นบ้างแล้ว


            “มีอะไรจะสั่งบอกมาได้เลยครับ” ไป่เชอะกล่าว


            “พวกเจ้ากินสิ่งนี้เข้าไป  แล้วจ้องภาพพวกนี้” ไป่ฉีส่งโอสถแปลงโฉมให้กับทั้ง 3 คนพร้อมกับรูปที่เขาวาดเตรียมเอาไว้  ซึ่งทั้ง 3 ทำตามอย่างว่าง่าย  เพียงไม่นานพวกเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป  ไป่ฉีส่งกระจกให้กับทั้ง 3 คน


            “นายน้อยคะ  มันอัศจรรย์มาก  สิ่งนี้สามารถเปลี่ยนใบหน้าของเราได้ถาวรเหรอคะ” ไป่โม่ลี่ถาม


            “ไม่ถาวรหรอก  ยาจะหมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง  ที่ต้องให้เปลี่ยนหน้าแบบนี้เพราะเราจะไปยังโรงประมูลกันคืนนี้” ไป่ฉีกล่าว


            “โอ้  ผมเคยอ่านเจอแต่ในบันทึกที่หอตำราของตระกูล  นี่กำลังจะได้ไปเห็นของจริงเหรอครับ” ไป่เชอะกล่าว  ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับเด็กน้อย


            “นี่เป็นเสื้อของพวกเจ้า  เอาไปใส่กัน  อีกอย่างนึง  หากไปที่นั่นแล้วจะเรียกนายน้อยก็ได้  ถ้าจะเรียกชื่อให้เรียกว่า อวี้กง” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไมล่ะครับ  นายน้อย” ไป่ชิถาม


            “หากมีคนรู้ตัวจริงของฉัน  คนธรรมดารอบข้างจะไม่ปลอดภัย” ไป่ฉีตอบ  ซึ่งทั้ง 3 คนเข้าใจความหมายที่ไป่ฉีกล่าวและแยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุด


            “เสร็จแล้วครับ/ค่ะ นายน้อย” ทั้ง 3 มายืนรอที่ห้องนั่งเล่นหลังจากเปลี่ยนชุดแล้ว  ไป่ฉีเองก็อยู่ในรูปลักษณ์ของอวี้กงเรียบร้อย


            เขาทำการเปิดประตูมิติทันที  ก่อนจะเดินเข้าไปโดยมีไป่ชิ  ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่เดินตามเข้าไป  อีกฟากหนึ่งของประตูมิติคือห้องของจี๋หลินเฟิงเทียนนั่นเอง


            เมื่อไป่ฉีปรากฏตัว  เฟิงเทียนรีบเข้ามาคารวะทันที


            “ท่านอาจารย์  ทั้ง 3 คนที่อยู่ข้างหลังท่านคือ…..” เฟิงเทียนถาม


            “พวกเขาเป็นบ่าวรับใช้ของข้า   วันนี้ข้าจะพาพวกเขาไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย” พูดจบไป่ฉีก็ยื่นการ์ดเชิญมาให้กับเฟิงเทียน  ซึ่งเขารับมันไว้ก่อนจะกล่าวขอบคุณ


            “เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว  เจ้าแยกไปได้เลย  หากพ่อของเจ้าเห็นเจ้าเดินกับข้า  เขาจะระแวงเจ้าเปล่า ๆ  ส่วนที่มาของการ์ดเชิญให้บอกไปว่าทางสมาคมการค้าตะวันจันทราเชิญเจ้ามาเอง  เรื่องนี้ข้าได้คุยเตรียมการไว้กับผู้อาวุโสทุกคนในสมาคมการค้าแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “ท่านอาจารย์ช่างมีเส้นสายกว้างขวางนัก   ศิษย์ขอขอบคุณอีกครั้ง” เฟิงเทียนกล่าว


            จากนั้นไป่ฉีก็พาทั้งหมดผ่านประตูมิติมายังลานจอดรถหน้าทางเข้าสมาคมการค้าตะวันจันทรา  เมื่อมาถึงเฟิงเทียนแยกตัวออกไปก่อนเป็นคนแรก  ส่วนไป่ฉีกับบ่าว 3 คนเดินไปยังประตูทางเข้าสมาคมการค้า


            ผู้อาวุโสจิ่วลี่ให้การต้อนรับและเดินไปส่งไป่ฉีที่ห้องวีไอพีด้วยตนเอง (พวกประมุขตำหนักเทพออกเดินทางไปก่อนหน้านั้นแล้ว 1-2 วัน ขณะที่อวี้กงเดินทางมารับเฟิงเทียนในวันจัดงานประมูลเลย)


            ภายในห้องวีไอพี

            ตอนนี้ไป่ฉีกับผู้อาวุโสจิ่วลี่กำลังเริ่มซื้อขายข้อมูลกัน  จากข้อมูลที่ได้มากลุ่มเบญจดารานั้นทั้ง 5 คนถนัดธาตุดิน  ไม้  ไฟ  ทอง  น้ำ  คนละธาตุ  แถมยังควบคุมได้อย่างยอดเยี่ยม  ระดับปราณของคนเหล่านั้นตอนนี้คือระดับชั้นปราณนภา


            พวกเบญจดารานั้นแม้จะชำนาญการใช้ธาตุ  แต่พวกเขาใช้อักขระลมปราณไม่เป็น  ปรุงโอสถไม่เป็น หรือแม้แต่การสร้างอาวุธลมปราณก็ทำได้ในระดับต่ำ  เพียงแต่ในโลกใบนี้ระดับอาวุธลมปราณที่พวกเขาทำจัดว่าอยู่ในระดับสูง


            'ถึงแบบนั้น  พวกนั้นก็น่าจะหารายได้จากการสร้างอาวุธลมปราณระดับต่ำได้อยู่  เพียงแต่ถ้าผลิตมากเกินไปราคาคงจะตก  จนกลายเป็นของที่มีกันเกลื่อนละนะ' ไป่ฉีคิด


            ผู้อาวุโสจิ่วลี่จากไปแล้ว  ในห้องจึงเหลือแต่ไป่ฉีกับผู้ติดตามอีก 3 คน  และดูเหมือนทั้ง 3 คนจะตื่นเต้นมาก  เพราะทั้ง 3 เกาะกันอยู่หน้ากระจกไม่ยอมไปไหนเลย


            “นายน้อย  ที่นี่ใหญ่มาก  มองจากข้างนอกแล้วไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีห้องโถงที่ใหญ่ขนาดนี้อยู่ด้วย” ไป่ชิหันมาพูดกับไป่ฉี


            “นั่นสิครับ  คิดถูกจริง ๆ ที่ตามนายน้อยออกมาเปิดหูเปิดตา” ไป่เชอะกล่าวเสริม


            “ผู้ชายของโลกภายนอกหน้าตาต่างกับคนในตระกูลเรามากเลยนะคะนายน้อย” โม่ลี่กล่าว


            “แหงสิ  คนในตระกูลเดียวกันแต่งกันมาหลายพันปี  หน้าจะซ้ำ ๆ มันก็ไม่แปลก  อีกอย่างดูเหมือนยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดหน้าตาของตระกูลส่วนใหญ่ยีนส์เด่นเป็นพวกหน้าตาไม่ดีกันทั้งนั้น  ดูอย่างเจ้า 2 คนนี้เป็นตัวอย่าง” ไป่ฉีชี้ไปที่ไป่ชิกับไป่เชอะ


            “ไหงผมถึงถูกยกตัวอย่างในเรื่องไม่ดีด้วยครับ  ในตระกูลผมจัดว่าหน้าตาดีเลยนะ” ไป่ชียืดออกอย่างภูมิใจ


            “นั่นสิครับ  สาว ๆ ตามจีบพวกผมจนรับมือแทบไม่ไหว” ไป่เชอะกล่าวเสริม


            “ไม่จริงหรอกค่ะนายน้อย  2 คนนี้น่ะเป็นพวกเช้าชามเย็นชาม  ในสายตาผู้หญิงในตระกูลมองว่าเป็นพวกไม่มีอนาคต” ไป่โม่ลี่กล่าว


            “เดี๋ยวเถอะ  เจ้ากล้าว่าคนที่อายุมากกว่าเหรอโม่ลี่” ไป่เชอะชี้หน้า  จนหลุดภาษาโบราณออกมา


            “คนอะไรไม่มีความน่าเคารพแม้แต่น้อย  ต้องให้ฉันแฉไหมว่าพวกคุณน่ะแอบดูสาว ๆ ในตระกูลอาบน้ำจนถูกท่านผู้นำลงโทษกักบริเวณ 3 เดือน  พอพ้นโทษออกมาก็.....อุ๊บ  อื้อ  อื้อ” ไป่โม่ลี่ถูกทั้ง 2 เอามือปิดปาก  เพื่อให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาในสายตานายน้อยไม่แย่ไปกว่านี้


            เมื่อพวกเขามองไปที่นายน้อย  ก็เห็นว่านายน้อยของเขาหรี่ตาจ้องมาที่พวกเขา  ราวกับว่ากำลังอ่านใจพวกเขาอยู่  เพียงไม่นานสีหน้าของนายน้อยก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มขึ้นมาทันที


            “อย่าได้นำนิสัยของพวกเจ้ามาใช้ที่บ้านข้า  มิเช่นนั้นเกรงว่าข้าจะให้พวกเจ้าไปเป็นเครื่องจักรผลิตปราณให้ข้าแทน  จงจำไว้ว่าอย่าได้ยุ่งกับคนรักของข้าเด็ดขาด” ไป่ฉีกล่าวเสียงต่ำ  บ่งบอกว่าเขาเอาจริงกับสิ่งที่พูด


            “คะ....ครับนายน้อย” ทั้ง 2 คนหมอบราบไปกับพื้น  นายน้อยของพวกเขาช่างน่ากลัวกว่าท่านผู้นำตระกูลเสียอีก


            ขณะที่อีกด้านหนึ่ง  เฟิงเทียนกำลังเดินไปนั่งยังโซนที่นั่งทั่วไป  คนอื่น ๆ ต่างไม่ได้สนใจอะไรเขามากนัก  เพราะเขาไม่เคยปรากฏตัวที่โรงประมูลมาก่อน  


            หญิงสาวหลายคน  แม้จะสนใจเฟิงเทียนที่เป็นชายหนุ่มรูปงามน่าจับทำสา… แคก ๆ  แต่เพราะโลกยุทธภพ  ความหล่อหรือจะสู้ความสามารถและอำนาจ  พวกเธอจึงแค่ดูเป็นอาหารตาเพียงเท่านั้น  ก่อนที่สายตาของพวกเธอจะจับจ้องไปตามห้องวีไอพีต่าง ๆ ซึ่งมีนายน้อยจากตำหนักเทพยืนอวดโฉมให้พวกเธอได้ฝันกลางวันกัน


            “นั่นมันไอ้ลูกหมาเฟิงเทียนนี่” จี๋หลินเส้าเทียนเอ่ยขึ้น


            “เฟิงเทียนก็เป็นลูกของฉัน  เส้าเทียน  แกว่าฉันเป็นหมารึไงกันหา” จี๋หลินเว่ยเทียนดุลูกชายจอมขี้เกียจของเขาทันที  ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปที่กระจกซึ่งสามารถมองเห็นที่นั่งข้างล่างได้


            “เป็นนายน้องเฟิงเทียนจริง ๆ ด้วย  แต่ว่าเขามาได้ยังไงกัน  เป็นที่รู้กันว่าถ้าไม่มีบัตรเชิญจะไม่สามารถเข้าร่วมงานประมูลได้” ผู้อาวุโสกล่าว


            “อาวุโสฟานไปถามผู้อาวุโสของสมาคมการค้ามาซิว่าทำไมลูกชายฉันถึงเข้ามาร่วมงานประมูลได้” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            “ครับ  ท่านประมุข” กล่าวจบผู้อาวุโสฟานก็หายตัวไปจากห้อง  ก่อนจะกลับมาในเวลาเพียงแค่ 4-5 ลมหายใจเท่านั้น


            “ได้ความว่ายังไงบ้าง” จี๋หลินเว่ยเทียนถาม


            “เรียนท่านประมุข  ผู้อาวุโสจิ่วลี่บอกว่า  ประมุขของสมาคมการค้าเป็นคนเชิญมาครับ” ผู้อาวุโสฟานกล่าว


            “ว่ายังไงนะ  ประมุขของสมาคมการค้ารึ” จี๋หลินเว่ยเทียนครุ่นคิด


            'หรือเฟิงเทียนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรานะ  อืม…กลับไปลองถามดูดีกว่า  ถ้าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรา  ฉันควรส่งเสริมให้เขาขึ้นเป็นประมุขคนต่อไปของตำหนักเทพกิเลน  แทนเส้าเทียนที่ขี้เกียจและไม่ได้เรื่องดีไหม' จี๋หลินเว่ยเทียนคิด


            “แล้วยังไงล่ะ  เจ้าขยะนั่นแทบจะไม่ออกจากห้องของตัวเอง  เก็บตัวยิ่งกว่าเดิม  ไม่ออกมาฝึกฝนร่วมกับคนในตระกูล  ผมว่าเจ้านั่นคงเห็นว่าไม่ถูกมองว่าเป็นขยะแล้ว  เลยไม่ขยันฝึกเหมือนเมื่อก่อนละมั้ง  ไม่เหมือนผมที่ตอนนี้ใกล้จะถึงระดับจักรพรรดิเต็มทีแล้ว” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าว


            “แกน่ะมีสิทธิ์พูดแบบนั้นกับคนอื่นด้วยรึไง  พอรู้ว่าที่เฟิงเทียนไม่ก้าวหน้าเพราะถูกพิษของแม่แก  แกกลัวว่าจะสูญเสียตำแหน่งนายน้อยไป  ถึงได้กลับมาฝึกฝนอย่างตั้งใจอีกครั้ง  อย่ามาพูดให้ฉันเห็นแกเป็นตัวตลกดีกว่า” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวประชด


            “งั้นมาพิสูจน์กันเดี๋ยวนี้เลยดีกว่าว่ามันกับผมใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน” จี๋หลินเส้าเทียนเตรียมจะเดินออกจากห้องวีไอพี


            “ห้ามก่อเรื่องที่นี่เด็ดขาด  อีกไม่นานจะมีการแข่งขันจัดอันดับภายในของตระกูล  ถ้าอยากวัดฝีมือก็ไปวัดกันในการแข่ง  ห้ามก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่นี่  มันขายหน้าพวกตำหนักเทพอื่น” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวห้าม


            “ชิ ก็ได้” จี๋หลินเส้าเทียนกลับไปนั่งที่ของตน


            ในที่นั่งของผู้ประมูลทั่วไป  ชายหนุ่ม 5 คนกำลังมองสำรวจตามห้องวีไอพีต่าง ๆ  พวกเขาซื้อข้อมูลจากสมาคมการค้า  ทำให้รู้ว่าขุมอำนาจของโลกยุทธภพในโลกนี้มีใครบ้าง และพวกเขาหยุดมองที่ห้องวีไอพีห้องหนึ่ง  ขณะที่คนในห้องนั้นก็มองพวกเขาเช่นกัน


            “นั่นน่ะเหรอ  คนที่ถูกเรียกว่าเทพกระบี่  แต่ว่าท่านอวี้กงของต้าเซียนสิ้นอายุขัยไปก่อนเกิดเหตุหายนะหุบเขาเทพอสูรนี่นา” ฮั่วเทียนพูดขึ้น (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุไฟ)


            “อาจจะเป็นคนละคนกันก็ได้  เท่าที่รู้  คนผู้นี้สามารถซัดประมุขของตำหนักเทพเต่ามังกรกระเด็นได้ในกระบวนท่าเดียว  ระดับที่ทางสมาคมการค้าประเมินไว้คือ ราชันย์ทรราช  หากเป็นท่านอวี้กงจากต้าเซียน  ระดับไม่น่าจะสูงขนาดนี้  เพราะต้องมาเริ่มฝึกปราณใหม่เหมือนกับพวกเรา” สุ่ยเหอกล่าว (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุน้ำ)


            “พวกเราควรหาโอกาสผูกมิตรกับเทพกระบี่  เพราะเขาเป็นคนที่พวกประมุขตำหนักเทพไม่กล้าสร้างความรำคาญให้” ถูหร่างกล่าว (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุดิน)


            “แต่เราจะไปพบกับเทพกระบี่ได้ยังไงกัน” มู่โถวถาม (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุไม้)


            “ฉันได้แจ้งผู้อาวุโสเอ้อซานไปแล้ว  เขาบอกว่าจะพาไปพบท่านอวี้กงหลังจากงานประมูลจบลง” จินหลงตอบ (1 ในเบญจดารา ชำนาญปราณธาตุทอง)


            ขณะเดียวกันผู้อาวุโสเอ้อซานก็มาหาอวี้กงเพื่อบอกว่ากลุ่มเบญจดาราต้องการสนทนาด้วยหลังจากงานประมูลจบลง


            ยังไม่ทันที่ไป่ฉีจะตอบกลับ  ผู้อาวุโสปาถูก็ขออนุญาตเข้ามา  เพื่อบอกว่าประมุขตำหนักเทพอู่กุยหลงจินต้องการท้าประลองอย่างเป็นทางการที่สนามประลองของสมาคมการค้าตะวันจันทราหลังงานประมูลจบลง


            “นายน้อย  ท่านนี่ศัตรูเยอะจริง ๆ นะครับ” ไป่ชิกล่าว


            “เงียบไปเลย  ใครใช้ให้สอดปากตอนนายน้อยกำลังคุยกับผู้อาวุโสทั้ง 2  เดี๋ยวเขาจะหาว่านายน้อยไม่สั่งสอนมารยาทให้พวกบ่าวหรอก” ไป่โม่ลี่ดุไป่ชิทันที


            “ขอโทษครับนายน้อย” ไป่ชิรีบขอโทษทันที


            “ไม่เป็นไรหรอก  เอาเป็นว่าผู้อาวุโสทั้ง 2 เรื่องกลุ่มเบญจดาราขอพบเรา  เราอนุญาต  ส่วนอู่กุยหลงจิน  หากเขาอยากประลอง  เรายินดี” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น


            คำตอบของอวี้ทำให้ผู้อาวุโสปาถูกับเอ้อซานแปลกใจอย่างมาก  ครั้งก่อนไม่ว่าอู่กุยหลงจินจะขอท้าประลองยังไง  อวี้กงดูจะไม่สนใจการประลองแม้แต่น้อย  อะไรที่ทำให้เทพกระบี่ที่มักปลีกวิเวกผู้นี้ยินดีรับคำท้าประลองกัน

    ___________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยครับ ^^


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน