ตอนที่ 120 ฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม
ไลท์ได้พาโทมัสไปยังร้านขายเนื้อที่เขาเคยแวะเวียนมาซื้อกับคุณตาเกล แน่นอนทันทีที่เจ้าของร้านพบหน้าไลท์ เจ้าของร้านดังกล่าวก็พลันจดจำเขาได้เป็นอย่างดี ก่อนจะรีบวางมือออกมาทักทาย ตามนิสัยของคนที่คิดจะปอกลอก
“พ่อหนุ่มที่เป็นญาติของตาเกลนั่นเอง เข้ามาในร้านก่อนสิ...แม้หายไปนานเลย ทำไมช่วงนี้ที่ร้านขายไม่ดีเหรอ?”
เจ้าของร้านเมื่อเปิดปากพูด ก็พูดจาเป็นต่อยหอย พลางเชื้อเชิญให้ไลท์และโทมัส เข้าไปด้านในของร้าน
“เหอะๆ ร้านของเราขายดีจะตาย”
“จุ๊ๆ ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำกับคนอื่นให้เสียเวลาหรอก ใครอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดกันไป” โทมัสรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาในทันทีที่ได้ยินคำพูดของเจ้าของร้านขายเนื้อ ที่กล่าวหาพูดจาเลอะเลือนว่าร้านอาหารสามเวลานั้นขายไม่ดี
ทั้งนี้ ยังไม่ทันได้พูดตอบโต้กลับไป ไลท์ที่อยู่ข้างๆ ก็พลันส่ายหน้า ช่วยห้ามโทมัสเอาไว้ไม่ให้ไปต่อปากต่อคำให้เสียเวลา
ไลท์นั้นก็รู้สึกไม่ชอบใจเหมือนกันที่มีคนมาพูดจาไม่ดีกับร้านอาหารของเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ที่เรามักจะไม่ชอบให้ใครมาด่าว่าร้าย
อีกทั้งเชื่อหรือไม่? ว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำ มันสามารถฆ่าคนหนึ่งให้ตายได้ ไม่ใช่ในทางร่างกาย หากแต่เป็นจิตใจที่ถูกทิ่มแทง
ยิ่งกอปรกับเขาเปิดร้านอาหารด้วยแล้ว มันย่อมต้องเจอกัยความคิดเห็น ที่เป็นในทางลบและบวกอยู่บ่อยครั้ง หากไลท์ดึงดันโต้แย้งไปกับความคิดด้านลบที่สาดเข้ามาไปเสียทั้งหมด
เขาอาจจะต้องเสียลูกค้า ที่ไม่ชอบพฤติกรรมแข็งกระด้าง ด้านนี้ของเขาไปเลยก็ได้ ฉะนั้นสู้เก็บน้ำขุ่นเอาไว้ในใจ เก็บน้ำใสเอาไว้ข้างนอก ถึงจะเป็นการปั้นแต่งขึ้นมาทั้งๆ ที่ตัวเองต้องลำบากใจ
แต่ไลท์ก็ยอมที่จะเลือกที่เก็บความโกรธและความไม่ชอบใจเอาไว้ในใจ พลางแสดงผ่านทางสีหน้าที่ยิ้มแย้มและคำพูดที่ดูเป็นมิตร ก็เพื่อรักษาบรรยากาศโดยรวมให้มันราบรื่นต่อไปได้
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ร้านอาหารสามเวลา นั้นเดินหน้าต่อไปได้นั่นเอง
“ขอโทษครับเชฟ” โทมัสเองก็พอจะรู้ว่าเหตุผลที่ไลท์ นั้นยินยอมและยอมรับตนเองกับจิมเป็นศิษย์ ส่วนหนึ่งก็เพราะโทมัสและจิม รู้จักและสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
ทั้งๆ ที่โดน มาร์คัส ร็อกและกลุ่มของมัน จงใจหาเรื่องเมื่อเดือนก่อน เพื่อที่ไม่ให้ร้านอาหารและไลท์ ได้รับผลกระทบจากการทะเลาะวิวาทของตน...พลางเก็บงำความไม่พอใจนี้ไปสะสางกันที่ป่าดาราฉาย จนป่านนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของร็อคและพรรคพวก
“มาๆ วันนี้รับเป็นอะไรดี ร้านของฉันสดใหม่เหมือนมาจากฟาร์มเลย” เถ้าแก่ได้เข้าไปหยิบเนื้อจากภายในห้องแช่เนื้อออกมาให้ไลท์และโทมัสได้เลือก
เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู ฯลฯ เนื้อจากสัตว์หลายชนิด ถูกนำมาวางเรียงให้ไลท์ได้เลือกเต็มไปหมด
หากแต่ว่า ไลท์กลับยังคงยืนนิ่ง พลางผลักดันให้โทมัสเป็นคนเข้าไปเลือกด้วยตัวเอง
โทมัสหันหน้ากลับมามองไลท์ด้วยสีหน้าแววตา ที่ดูเลิ่กลั่กและขาดความมั่นใจ เพราะหวั่นเกรงว่าจะเลือกเนื้อสัตว์ได้ไม่สดและผิดไปจากที่ไลท์เคยสั่งสอนอยู่นานสองนาน
“พ่อหนุ่มเอาเป็นเนื้อชิ้นนี้ไหม พึ่งแล่สดๆ เมื่อครู่นี้เอง”
เถ้าแก่เมื่อเห็นโทมัสยืนเก้กัง ก็พลันคะยั้นคะยอ เสนอเนื้อให้กับโทมัส
ซึ่งหากเป็นลูกค้าคนอื่นๆ ก็คงจะไขว้เขวและเลือกตามที่เถ้าแก่ร้านขายเนื้อผู้นี้เสนอมาให้ไปแล้ว
แต่ทว่า โทมัสกลับยังคงลังเล มองดูเนื้อทั้งหมดอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะหันหน้ากลับมาถามไลท์ว่าควรทำอย่างไรดี เพราะจากที่โทมัสนำคำสอนของไลท์ที่สอนถึงวิธีการดูเนื้อสัตว์มาประกอบกับเนื้อภายในร้านแห่งนี้
โทมัสก็พบว่า เนื้อทั้งหมด แทบไม่มีความสดอย่างที่เถ้าแก่แนะนำมาเลยสักนิด เนื้อพวกนี้ เปลือกนอกแค่ดูเหมือนคงสภาพว่าสดใหม่ แต่หากให้โทมัสได้จิ้มสัมผัสด้วยตัวเอง เนื้อพวกนี้คงจะบุ่มลึกลงไปขาดความเต้งตึ่งของเนื้ออย่างแน่นอน
“เชฟครับ เนื้อพวกนี้ มันไม่มีที่สดเลย...เราจะซื้อจริงๆ เหรอครับ?” โทมัสแอบกระซิบถามกับไลท์ที่ยืนจ้องมองดูลูกศิษย์ของเขาจากด้านหลัง
“เก่งมาก ที่ดูออกว่าเนื้อพวกนี้มันไม่สด…แต่ในบางครั้งหรือบางกรณีเราก็จำใจต้องเลือกในสิ่งที่มีไปก่อน ถ้าเช่นนั้นโจทย์ต่อไปของนายคือเลือกเนื้อที่พอจะดีที่สุด มาให้กับฉันก็แล้วกัน”
ไลท์พยักหน้าให้กับความหัวไวของโทมัส ที่ดูออกแทบจะในทันทีว่าเนื้อจากร้านนี้มันไม่สด อย่างไรก็ตามไลท์ก็ได้เพิ่มโจทย์เข้าไปอีกหนึ่งข้อให้กับโทมัส เพื่อเป็นแรงกดดันสำหรับบทเรียนในครั้งนี้
“อ้อแล้วก็ เนื้อที่นายเลือกมา มันจะถูกนำมาเป็นอาหารของพวกเราในตอนเช้า ในทุกๆ วันนะ” ไลท์พูดทิ้งท้าย
ใช่แล้ว นี้คือบทเรียนที่ต้องเลือกและกินไปพร้อมๆ กัน หากเลือกเนื้อได้ไม่ดีก็ต้องทนกินเนื้อนั้นไป
มันเป็นบทเรียนที่ กดดันโทมัสเป็นอย่างมาก แต่ความเป็นจริงแล้วนี่คือวิธีการสั่งสอนรูปแบบหนึ่งของเชฟในญี่ปุ่น
ที่กว่า คนหนึ่งๆ จะก้าวขึ้นมาเป็นเชฟ ในร้านอาหารญี่ปุ่นที่เก่าแก่สักร้านหนึ่ง ไลท์เคยได้ยินมาว่า เชฟคนนั้นต้องเรีนรู้การเลือกปลา เพียงอย่างเดียวถึง 5 ปี โดยที่ตลอด 5 ปี เขาไม่เคยได้จับมีดหรือเข้าครัวหลักเลยสักครั้ง
เขาเลือกปลาอยู่ 5 ปีเต็ม พร้อมกับหุงข้าว ทำงานจิปาถะไปพร้อมๆ กัน
นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ญี่ปุ่นนั้นจัดเป็นหนึ่งในประเทศ ที่พิถีพิถันกับอาหารมากพอสมควรนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไลท์ไม่ได้ต้องการจะปั้นให้โทมัสและจิม กลายเป็นดั่งสุดยอดเชฟที่ต้องเข้าใจศาสตร์ขั้นสูงขนาดนั้น
แม้ศาสตร์ขั้นสูงของชาวญี่ปุ่นจะเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรค่าแก่การเคารพ
แต่ในโลก The Gloria ศาสตร์ขั้นสูงเหล่านั้น อาจจะยังไม่มีใครเข้าใจและให้ความสำคัญดั่งเช่นที่ควรจะเป็น
ดังนั้นไลท์จึงนำเคล็ดลับและทางลัด มาปรับใช้กับโทมัสและจิม รวมไปถึงพนักงานคนอื่นของร้านในอนาคต ตามความเหมาะสม...ดูน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วในตอนนี้
โทมัสเลือกเนื้อสัตว์อยู่สักพักหนึ่ง เจ้าชายหนุ่มเลือกอยู่นานจนเถ้าแก่ของร้านแทบจะหงุดหงิดและรำคาญใจ แต่กระนั้นไม่ว่าจะพูดแนะนำไปเท่าไร
โทมัสก็เหมือนจะจดจ่ออยู่กับสมาธิของตัวเอง ไม่ฟังเสียงของผู้ใด แต่ภายในความคิดของโทมัสข้างในนั้น ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับกำลังเกิดสงครามที่ชุลมุนวุ่นวายเลยทีเดียว
เพราะเขาต้องนำสิ่งที่ไลท์ ได้สอนไว้ มาช่วยประกอบการตัดสินใจนั่นเอง
“ผมเลือกเนื้อชิ้นนี้ครับ” เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โทมัสก็เลือกเนื้อที่อยู่ภายในถาดใบหนึ่งขึ้นมา ส่งให้กับเถ้าแก่ที่ดูจะเริ่มหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับการเสียเวลาต้อนรับไลท์และโทมัส ก่อนจะพูดห้วนๆ เพื่อถามถึงปริมาณที่โทมัสต้องการ
“เอาเท่าไร” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด แต่หารู้ไม่ว่าคำตอบที่ได้รับจากโทมัส มันน่าหงุดหงิดเสียยิ่งกว่าเก่า
“3 ขีดครับ” โทมัสตอบกลับหน้าซื่อๆ
“สามขีด ฉันไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม?!” เถ้าแก่ถึงกับต้องทวนซ้ำ เพราะปริมาณที่โทมัสต้องการ หากเทียบกับเวลาที่ใช้เลือกอยู่นานสองนาน ดูยังไงมันก็เสียเวลาตนเองจริงๆ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เมื่อโทมัสก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิมที่จะเอาแค่ 3ขีด ตามเดิม
เถ้าแก่ยื่นเนื้อใส่ห่อใบไม้ พลางคิดเงินด้วยความหงุดหงิดและในทันทีที่ไลท์และโทมัส เดินหายออกจากร้านไป เถ้าแก่ก็พลันสบถด่าไล่หลังพวกเขาเลยทีเดียว
เฉกเช่นเดียวกับที่โทมัสก็แอบลอบด่าเถ้าแก่ร้านขายเนื้อนี้เช่นเดียวกัน “เนื้อก็ไม่สด แถมราคาก็แพงเสียเหลือเกิน” โทมัสบ่นงึมงำกับราคาที่แพงเกินไปของเนื้อดังกล่าว
ทั้งนี้แม้ตัวเองจะเป็นถึงเจ้าชายจากดินแดนพันธมิตรแดนเหนือ มีเงินและทรัพย์สินที่ไม่ขาดมือ
แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตกับไลท์ ในฐานะพนักงานของร้านคนหนึ่ง ได้ทำงานได้เรียนรู้ชีวิต โทมัสก็ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเงินขึ้นมามาก
เขาต้องเสียหยาดเหงื่อและแรงกาย มากกว่าออกผจญภัยเป็นไหนๆ แต่ค่าตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็เทียบไม่ได้เลยกับการออกล่าสัตว์อสูร ทว่า...ไม่รู้สิ โทมัสกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้ทำงานที่ร้านอาหารกับไลท์ แทนที่จะออกผจญภัย
“รู้สึกว่าแพงเกินไปใช่ไหม? รู้สึกว่ากำลังถูกเอาเปรียบใช่ไหม? นี้แหละคือความเป็นจริง ที่ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่ต้องเผชิญ หากนายไม่อยากให้คนอื่นต้องรู้สึกแย่แบบที่นายรู้สึก ก็อย่าใช้ชีวิตในแบบนั้นใส่คนอื่นก็พอแล้ว…เอาล่ะ คราวนี้ไปร้านขายผักกันต่อเถอะ”
ไลท์และโทมัสเดินไปยังร้านขายผัก ที่ไม่ใช่ร้านของคู่สามีภรรยา ไรอันและจีน่าที่พวกเขาซื้อขายประจำกันอีกครั้ง
ไลท์ยังคงให้โทมัสเป็นคนเลือกผักตามลำพังเช่นเดิม และก็เป็นอีกครั้งที่ โทมัสได้ถูกเจ้าของร้านขายผักโขกสับ กับราคาที่สูงเกินควร หากเทียบกับราคาผักจากร้านคู่สามีภรรยา
“เชฟไลท์ผมว่าพวกเรากลับไปซื้อที่ร้านของ คุณไรอันกับจีน่า ดีกว่าครับ ผมรู้สึกเสียดายเงินพวกนี้จริงๆ” โทมัสก้มลงมอง เนื้อสัตว์และผักที่ถืออยู่ด้วยรู้สึกความเสียดายกับเหรียญทองมณีที่เสียไป
“ไม่ต้องไปเสียดายเงินเหล่านั้นหรอก ให้คิดเสียว่ามันคือค่าความรู้ที่นายได้รับเป็นประสบการณ์ เพราะต่อจากนี้ในทุกๆ วัน นายกับจิมจะต้องมาซื้อเนื้อสัตว์และผักจากร้านพวกนี้กลับไปทำอาหารกินกันเอง” ได้ยินคำพูดของไลท์แบบนั้น
ทางด้านโทมัสก็พอรู้แล้วว่า ไลท์ตั้งใจจะฝึกสอนการทำอาหารให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าลมนั้นพัดมาจากทางไหน จู่ๆ ดวงตาของเจ้าชายหนุ่มก็เจือไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอออกมา
‘เชฟไลท์ช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ’
ไลท์และโทมัสนั้นยังพอมีเวลาเหลือ จึงได้เดินไปทักทายกับคู่สามีภรรยา ถึงที่ร้านของพวกเขา แต่น่าแปลกใจที่วันนี้ เวลานี้ร้านของพวกเขายังคงปิดประตูแน่น ไม่เปิดต้อนรับรับลูกค้าเหมือนเช่นทุกที
“ท่านไลท์ไม่ใช่เหรอครับ มาทำอะไรที่หมู่บ้านกันครับ?” ไรอันที่กำลังยุ่งอยู่กับงานภายในร้าน เผอิญเหลือบไปเห็น เจ้าโปริ่งที่สอดตัวเข้ามาในช่องประตูที่แหงมเปิดไว้
ไรอันที่เห็นดังนั้นจึงเปิดอ้าประตู ก่อนจะพบว่าไลท์และโทมัส ยืนอยู่หน้าร้าน อีกทั้งยังถึงเนื้อและวัตถุดิบที่อยู่ในมือของโทมัสอีกด้วย
และเพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิด ไลท์จึงได้บอกเล่าถึงเนื้อสัตว์และวัตถุดิบที่ซื้อมาจากร้านอื่นให้กับไรอันและจีน่าได้ฟัง ว่าเขาซื้อไปเพื่อเป็นบทเรียนให้กับโทมัสและจิม
เพราะบทเรียนที่ว่านี้ จะหาไม่ได้เลยจากร้านของสองสามีภรรยา ที่มักจะขายแต่ของสดนั่นเอง
“เชฟไลท์ก็พูดเกินไปครับ ร้านของเราที่ขายของสดได้แบบนี้ ก็เพราะท่านไลท์ ช่วยเหลืออุดหนุนเอาไว้มาก...กลับเป็นพวกเราเสียอีกที่ยังทำได้ไม่ดีพอ จนท่านไลท์ต้องเดินทางมาซื้อหาวัตถุดิบอยู่ตลอดทุกวัน” ไรอันและจีน่า ดูจะผิดหวังไปเล็กน้อย
ที่ร้านของพวกเขาในตอนนี้ แทบจะมีเนื้อไม่เพียงพอต่อความต้องการของร้านอาหารของไลท์ไปแล้ว...นี้จึงเป็นเหตุให้ทั้งสองคน แทบจะปิดร้านภายในหมู่บ้านดาราฉาย เพื่อต้องกันเนื้อเอาไว้ให้กับไลท์ ตามสัญญาคู่ค้ากันนั่นเอง
“เหมือนผมจะทำให้ร้านของคุณต้องลำบากเลยครับ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับท่านไลท์ พวกเราไม่ได้ลำบากเลย...เพราะปกติแล้ว ที่ร้านของผมก็ไม่ค่อยมีลูกค้ามาซื้อของกันอยู่แล้ว จะเปิดหรือปิดก็ไม่ต่างกัน ผมกับจีน่าและน้องชาย จึงตัดสินใจว่าต่อจากนี้พวกเราจะย้ายกันไปทำงานที่ฟาร์มและขายร้านนี้กันนะครับ”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy