ใครจะอยากติดแหง็กกับชีวิตเฮงซวย ถ้าเป็ไปได้ก็อยากออกไปตักไข่ปลาคาเวียร์ ดื่มไวน์อาบจากุชชี่เหมือนกันนั่นแหละ ฉันจะแช่ให้ตัวเปื่อยติดอ่างไปเลย
“นี่มันฆ่ากันชัดๆ ฉันแห้งจนจะกรอบตายแล้วนะ”
ฉันด้วย…แต่ไม่ได้ลงแดงเพราะขาดชาบูเหมือนจะขาดใจชักดิ้นชักงอคาโต๊ะทำงานแบบคนที่โอดโอยอยู่ข้างๆ นี่หรอก
ว่าแล้วก็ค่อยๆ แง้มกระเป๋าสตางค์ตัวเองเป็รอบที่ร้อยส่องความปลอดภัยของแบงก์พันสุดท้ายในกระเป๋า
อีกสิบวันกว่าจะสิ้นเดือน มาม่าแน่ๆ
“พวกเราคงได้ตายคาบริษัทนี่แหละ นังปรี บริษัทว่าเล็กแล้ว อนาคตฉันเล็กยิ่งกว่า” โต๊ะทางขวาฉันทำเสียงสะอึกสะอื้นเล่นใหญ่มากประหนึ่งชีวิตรันทดอดสูขั้นสุด
ฮัลโหล เงินเดือนน้อยสุดในแผนกนั่งอยู่นี่ค่ะ!
“นี่อะไรเนี่ย” โต๊ะทางซ้ายชะเง้อมองคนทำงานเงียบ ก่อนจะดึงบางอย่างขึ้นจากช่องโต๊ะ แถมยังพลิกซ้ายพลิกขวาไม่หยุดเหมือนจะยั่วโทสะกัน
“นั่นมัน… ของฉันนะพี่ปรี” มีมือเอื้อมมือมีเท้าก็เขย่งให้สุดเช่นกัน รีบฉกสมบัติคืน
“ก็แค่ดูนิดหน่อย โว้ย ยัยมะระ”
“มะปราง! เห็นฉันเป็เดอะฮักค์เหรอคะ เรียกชื่อให้ถูกด้วยค่ะ” พอเอาคืนมาได้ก็รีบเอาไปเก็บชิดอีกฝั่งโต๊ะให้ห่างๆ หันไปค้อนวงใหญ่ใส่ตบท้ายอีกรอบแบบไม่คิดจะให้อีกฝ่ายได้แตะต้องแม้แต่ปลายก้อย
“สภาพเยินขนาดนั้น ฉันแปลกใจมากที่มันยังมีชีวิตรอดอยู่ได้” คนที่เล่นบทโศกจนถึงเมื่อครู่นี้มองศึกเดือดระหว่างฉันกับพี่ปรีแล้วเอ่ยอย่างสังเวช
สาบานไหมว่าสีหน้าและแววตานั่นคือเก็บอาการแล้ว เด็กยังตีเนียนกว่าเลย
หันหน้ากลับเข้าหาคอมพิวเตอร์ “ซื้อใหม่อะไรล่ะ พี่เฟิร์น ฉันไม่ปล้นธนาคารก็ดีเท่าไหร่ แค่เงินค่ารถมาทำงานกับค่ากินก็ดูดเกลี้ยงอย่างกับเ้าหนี้” ตอบเสียงอ่อย
เท่านั้นแหละทั้งสองคนซ้ายขวาต่างก็รีบมาเกาะขอบโต๊ะทำงานฉันอย่างกับป้าข้างบ้าน
รู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิดยังไงไม่รู้
“อย่าบอกนะว่าแกอ่านนิยายเยินๆ นั่นวนลูปซ้ำๆ อ่ะ”
จึ๊ก! ถามแรงขนาดนี้ไม่เอามีดมาแทงกันเลยล่ะ
งานตรงหน้าก็ต้องทำ ป้าข้างบ้าน ไม่ใช่สิ พี่ๆ ข้างโต๊ะก็จะเผือก เงินคงเหลือในกระเป๋าก็ตอกย้ำ
หงุดหงิด!!!
และวิธีแก้ความหงุดหงิดของฉันก็คือ…เงียบ!!
จะให้เถียงอะไรก็มันเื่จริง เถียงได้ไหมล่ะ
“ทักทายครับสาวๆ วันนี้ผมมีงานนอกสถานที่กับผู้จัดการ ขอตัวก่อนนะครับ”
พ่อหนุ่มเฟรนลี่หน้าตาพอดูได้แต่ใจดีและสะอาดสะอ้านจนใครๆ ก็รู้สึกดีที่ได้เข้าใกล้เข้ามาร่ำลาคนในแผนก
แต่สำหรับฉัน…ขอเวลาเว้นระยะห่างแบบยาวๆ
ไม่ใช่เพราะเขาทำไม่ดีกับฉัน แต่…เขาก็ทำให้ฉันเสียใจจริงๆ แหละ ก็เขาเป็คนที่สอนให้ฉันรู้จักคำว่า ‘อกหัก’
พวกพี่ๆ ข้างโต๊ะพากันกลับไปนั่งที่เมื่อเห็นฉันเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหมือนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ไม่ค่ะ ใบหูฉันกระดิกดิ้กๆ จับทุกความเคลื่อนไหว
และความเคลื่อนไหวที่ว่าก็ไปกองกันอยู่ที่ตรงหน้าประตูที่คนคนนั้นอยู่
ไม่ได้สนใจจริงๆ นะ ฉันไม่ได้สนใจเลยสักนิด
คุณคิดว่าคนเราจะอกหักเพราะอะไรได้บ้าง เพราะเราไม่เคยคุยกัน เพราะมีนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ เพราะอายุ เพราะ…หยุดค่ะ หยุดเดา
สายตาตวัดไปหาเ้าหนังสือนิยายปกเยินที่แอบไว้ข้างโต๊ะให้ดึงกลับเข้ามือ
“เพราะแกเลย นิยายเฮงซวย!”
ใช่ นิยายเล่มนี้พรากรักแรกของฉันไป