หลังจากที่ไลราออกจากโรงเตี๊ยม เธอก็เดินไปตามทิศทางที่ชายหนุ่มได้บอกไว้ แม้จะพยายามจดจำตัวอักษรที่เขาเขียนและทิศทางที่เขาชี้ แต่การเดินอยู่ในเมืองหลวงที่ไม่คุ้นเคยในยามค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ถนนหลายสายดูคล้ายคลึงกัน และป้ายบอกทางก็เป็ตัวอักษรที่เธออ่านไม่ออก เธอต้องคอยหยุดถามทางจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยใช้ภาษาจีนกลางที่เธอพอจะรู้ ซึ่งหลายครั้งก็สื่อสารกันไม่เข้าใจหรือไม่ก็ได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไป
แสงไฟจากตะเกียงที่ส่องสว่างเป็หย่อมๆ ตามร้านค้าและบ้านเรือน ทำให้เกิดเงาทอดยาวบนถนน สร้างบรรยากาศที่ดูลึกลับและน่าหวาดหวั่นสำหรับคนแปลกหน้าอย่างเธอ บางครั้งเธอต้องเดินผ่านตรอกซอยที่มืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นทาง ทำให้เธอต้องคลำทางไปอย่างระมัดระวังด้วยความกังวลว่าจะสะดุดล้มหรือไม่ก็หลงทาง
กลิ่นต่างๆ ที่ลอยมาตามอากาศก็แปลกใหม่สำหรับเธอ มีทั้งกลิ่นเครื่องเทศฉุนๆ กลิ่นอาหารที่เธอไม่รู้จัก และกลิ่นควันไฟที่มาจากเตาผิงของบ้านเรือน เธอพยายามสังเกตลักษณะของบ้านเรือน สถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากโลกอนาคตของเธอ เพื่อใช้เป็จุดสังเกตในการจดจำเส้นทาง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูแปลกตาไปหมด
ระหว่างทาง เธอสังเกตเห็นผู้คนที่มองมาที่เธอด้วยความสงสัย บางคนซุบซิบกันเมื่อเห็นเสื้อผ้าและท่าทางที่ดูแตกต่างของเธอ เธอพยายามทำตัวให้เป็ปกติและไม่แสดงความกระวนกระวายออกมา แต่ในใจก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและเหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุด หลังจากที่เดินวกวนไปมาอยู่พักใหญ่ โดยอาศัยความพยายามในการจดจำทิศทางจากแสงจันทร์และลักษณะของสิ่งก่อสร้างรอบข้าง เธอก็เริ่มสังเกตเห็นว่าถนนเริ่มเงียบสงบมากขึ้น ผู้คนสัญจรน้อยลง และบ้านเรือนก็ดูมีลักษณะเหมือนย่านที่อยู่อาศัย เธอรู้สึกว่าเธออาจจะใกล้ถึงจุดหมายที่ชายหนุ่มได้บอกไว้แล้ว
และแล้ว เธอก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็ย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบ แสงจันทร์สาดส่องลงบนถนนดินที่ทอดยาว มีบ้านไม้หลังเล็กๆ ปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทาง แต่ละหลังดูเงียบเชียบ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังมาจากพุ่มไม้ริมรั้วเป็เพื่อน
ไลราหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูเก่าแก่กว่าหลังอื่นๆ เล็กน้อย รั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ล้อมรอบบริเวณบ้าน ภายในมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา บรรยากาศดูเงียบสงบและร่มรื่น ที่ประตูไม้บานเก่า มีป้ายไม้ขนาดเล็กแขวนอยู่ ผิวไม้สีซีดจางจนแทบจะมองไม่เห็นตัวอักษร แต่เมื่อไลราเพ่งมองดีๆ ด้วยแสงจันทร์ที่ส่องลงมา เธอก็พบว่ามีตัวอักษรบางอย่างสลักอยู่ ซึ่งดูคล้ายคลึงกับตัวอักษรที่ชายหนุ่มในโรงเตี๊ยมเขียนให้เธออย่างมาก แม้จะไม่มั่นใจทั้งหมด แต่ความรู้สึกบางอย่างในใจบอกเธอว่าที่นี่อาจจะเป็ที่ที่เธอตามหาอยู่
หัวใจของไลราเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าฮัวโต๋จะอยู่ที่นี่จริงหรือไม่ และถ้าเขาอยู่ที่นี่ เธอจะสื่อสารกับเขาอย่างไร เธอจะอธิบายเื่ราวที่เธอมาจากอนาคตได้อย่างไร ความคิดมากมายถาโถมเข้ามาในหัวของเธอจนรู้สึกสับสน
เธอเงยหน้ามองไปยังหน้าต่างของบ้านที่ปิดสนิท ไม่มีแสงไฟลอดออกมาจากภายใน เธอพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงแมลงกลางคืน
ไลรายกมือขึ้นเพื่อที่จะเคาะประตู แต่แล้วเธอก็ชะงัก เธอรู้สึกไม่แน่ใจ เธอควรจะเข้าไปโดยตรงเลยหรือไม่ หรือว่าเธอควรจะรอจนถึงเช้า เผื่อว่าจะมีใครออกมาจากบ้าน เธอคิดถึงคำสอนของพ่อที่ให้ระมัดระวังและไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เธอไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้จะเป็มิตรหรือไม่
ในขณะที่เธอกำลังลังเลอยู่นั้นเอง หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เธอรีบหันไปมอง แต่ก็ไม่เห็นอะไรชัดเจน ความรู้สึกว่าถูกจับจ้องยังคงตามหลอกหลอนเธออยู่ เธอตัดสินใจว่าเธอไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไป
ไลราสูดหายใจลึกๆ อีกครั้ง รวบรวมความกล้า เธอตัดสินใจที่จะเสี่ยง เธอก้าวเข้าไปใกล้ประตู แล้วเคาะเบาๆ สามครั้ง รออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เธอเคาะอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเงียบสนิท
เธอเริ่มรู้สึกผิดหวัง บางทีเธออาจจะมาผิดที่ หรือฮัวโต๋อาจจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว ในขณะที่เธอกำลังจะถอยกลับ เธอก็ได้ยินเสียงไม้ลั่นมาจากข้างในบ้าน พร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ที่ฟังไม่ชัดเจน
ความหวังของไลรากลับมาอีกครั้ง บางทีอาจจะมีใครอยู่ในบ้านจริงๆ ก็ได้ และพวกเขากำลังมาเปิดประตูให้เธอ