ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่520 หนึ่งชั่วยาม

      แม้แต่หมู่ชนพวกเขายังไม่อยากเชื่อสายตา ว่ามารพุทธทงอี้ จะถอนตัวออกไปจากลานประลอง ดื้อๆ เช่นนี้ สายตาของหมู่ชนยามนี้จึงจับจ้องไปที่ ราชันสิบทิศจ้าวเฟิงกันเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนของ 4 เผ่าพันธุ์บรรพกาล ต่างก็จับจ้องความเป็นไปของศึกชี้ชะตาว่าจะจบลงเช่นไร
 


      แต่เมื่อเหล่าผู้อาวุโสชรา เหลือบไปมองทิศทางอี้เฉินที่สภาพไม่สู้ดีนะ ต่างก็พากันถอนหายใจออกมายาว แม้แต่องค์หญิงอิงฮวา ที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ฝ่ามือของนางยังกำหมัดไว้จนแน่น หากชายหนุ่มอยู่ในสภาพที่พร้อมต่อสู้คงจะดีไม่น้อย

 


       ราชันสิบทิศจ้าวเฟิง เขาผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย กวาดสายตาออกไปหามารพุทธ ทงอี้ ก่อนส่งปราณจิตส่งข้อความส่วนตัวออกไปหาในทันใด "เหมือนว่าเจ้ากับข้าเราจะไม่ได้ตัดสินกันอีกแล้วสินะ หากเจ้าอยากท้าข้าประลองเมื่อใด เจ้าส่งคำเชิญมาหาข้าได้ทุกเมื่อ ทงอี้"

 


        หมู่ชนที่รับรู้ว่า ราชันสิบทิศจ้าวเฟิง พูดคุยอะไรบางอย่าง กับมารพุทธ ทงอี้ พวกเขาต่างก็พากันคาดเดาไม่ยากเย็นนัก เนื่องด้วยพวกเขาอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน ยังไม่เคยประลองผู้ใด เป็นผู้ยืนหนึ่งแห่งยุคสมัยที่แท้จริง ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่อาจเรียกขาน ตนเองได้ว่าผู้เป็นอันดับหนึ่ง อย่างแท้จริงในยามนี้

 


         ก่อนราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง จะสืบฝีเท้ามาอย่างรวดเร็ว มายืนหน้าหม้อเพลิงใบใหญ่ ก่อนส่งแผ่นป้าย เข้าไปภายในเปลวเพลิง ที่ลุกโชติช่วงชัชวาล โลหิตภายในแผ่นป้ายถูกแผดเผา ก่อร่างเป็นเพลิงรูปร่างมดแดงสวรรค์ คำรามออกมากู่ก้องในทันใด

 


         ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง ครั้นหันมามองอี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง เขากล่าวเสียงเรียบนิ่งออกมาโดยพลัน ทำให้หมู่ชนต่างก็พากันประหลาดใจไม่น้อย"อี้เฉิน ข้าให้เวลาเจ้า1ชั่วยาม เจ้าจงรีบรักษาบาดแผลของเจ้าเสีย ..ข้าเองก็ไม่คิดอยากเอาเปรียบเจ้าเช่นกัน"

 


        ทว่าก็มีหลายคนพยักหน้า "อืมๆ ดี" ขานรับกับคำพูดของ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง กันไม่น้อย ทว่ามีเพียงจ้าววังมดแดงสวรรค์เท่านั้นที่ไม่สบอารมณ์ เมื่อชัยชนะอยู่ต่อหน้าตัวเขาแล้วแท้ๆ ทว่ายามนี้เขาจะทำอะไรได้ เมื่อได้ยินน้ำเสียงกระแอมไอของเหล่าผู้อาวุโสชรา

 


       ด้านอี้เฉิน ที่ได้ยินเขายกยิ้มไปให้ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง ในทันที "หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลังนะ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้ว" สิ้นเสียงอี้เฉินเขานั่งลงในทันใด ก่อนหมุนวนฝ่ามือ โคจรปราณพลังอย่างไม่เกรงใจ สายตาหมู่ชน

 


        แม้แต่หมู่ชนที่เห็นการกระทำของอี้เฉิน ที่ไร้ซึ่งมารยาท ถึงกับพากันส่ายหัว มีแม้บางคนอยากจะเข้าไปตบ สั่งสอนอี้เฉิน เสียด้วยซ้ำ "ไอ้เวรนี่มันช่างใจกล้าห่อฟ้าปิดขั้นพลัง ต่อหน้าคู่แข่งอย่างไม่มีหวาดเกรง"

 


        มารพุทธ ทงอี้ ยังอดขำไม่ได้กับการกระทำของอี้เฉิน "ฮ่าๆ ไอ้เวรอี้เฉิน มันช่างโอหังจริงๆ กล้าหลับตาพริ้ม ต่อหน้าผู้สูงส่งอย่างนั้นหรือ" แม้แต่ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง ตัวเขายังหนังตากระตุกน้อยๆ จริงอยู่ว่าเขาให้ อี้เฉินรักษาบาดแผล แต่ไม่ได้ให้มานั่งสบายอยู่เช่นนี้ ทว่ายามนี้เขาจะกลืนคำพูดตนเอง ได้เช่นไรเล่า

 


...เวลาที่ไหลผ่านหมู่ชนโดยรอบต่างก็รับรู้ถึงปราณพลังฟ้าดิน หนาแน่นกว่าในยามก่อน บางคนที่พักสายตาเฝ้ารอชมการต่อสู้ ครั้นเปิดเปลือกตาขึ้นมามอง มันก็ทำให้หลายๆ คนหัวใจสั่นสะท้าน เมื่อเห็นการฟื้นตัวของอี้เฉิน รวดเร็วกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่า เต๋าแห่งชีวิตหลั่งไหลอยู่บริเวณตัวของชายหนุ่มไม่ขาด บาดแผลปราณพลังค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาช้าๆ เนืองๆ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

 


"เหตุใด อี้เฉินถึงมีการฟื้นตั วรวดเร็วถึงเพียงนี้เล่า" หมู่ชนต่างก็พากันพูดคุยออกมาไม่ขาดสาย จนรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจ



      ซีเผิง เขายกยิ้มออกมา เมื่อสายตาเฝ้าสังเกตการณ์ กายาอี้เฉินอยู่ตลอด "ข้าเห็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วของอี้เฉินทีไร ข้าก็ยังไม่ชินตาเสียที"ก่อนชายหนุ่มจะถอนหายใจออกมายาว

 


      เยว่ชิงเซียน นางเองก็พยักหน้าขานรับ คำพูดซีเผิงเช่นกัน นางเองก็เคยเห็นอี้เฉินบาดเจ็บมาอยู่หลายครั้งหลายครา ...ทว่าคำพูดของเมี่ยนจือ กลับทำให้ พวกซีเผิง ซีเยว่ กงหนาน เยว่ เยว่ แม้แต่ เยว่ชิงเซียน ยังตกตะลึงกันไม่น้อย

 


"มันเป็นเศษเสี้ยวของเต๋าแห่งการฟื้นฟูที่อี้เฉินเคยได้มา หากเขามีผลเต๋าแห่งการฟื้นฟูอยู่ภายในกายเหมือนเมื่อยามอดีต เพียงอี้เฉินกระดิกนิ้วเขาก็หายแล้ว"

 


       คำพูดนั้นของเมี่ยนจือ ทำให้กลุ่มเพื่อนของอี้เฉิน ต่างก็พากันตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่เยว่ชิงเซียนที่อ้าปากค้าง แม้ว่าคำพูดที่เมี่ยนจือกล่าวพูดมา จะไม่ได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย แต่ทว่าใบหน้าของเมี่ยนจือในยามนี้ ราวกับเป็นคนคุยโวใหญ่โต เสียมากกว่า

 


ก่อนเมี่ยนจือ จะมองค้อนไปที่พวกเยว่ชิงเซียน ซีเผิง "พวกเจ้ามองอะไร หรือคิดว่าข้าโม้อย่างนั้นหรือ?"

 


เยว่ชิงเซียน เอ่ยน้ำเสียงใสออกมาในทันใด "ก็ไม่มีอะไรนิ เมี่ยนจือ แต่เจ้าควรเก็บท่าทางเวลาเจ้าคุยโว ไว้หน่อยก็เท่านั้น"

 


"เจ้า! เจ้า!" เมี่ยนจือนางกำฝ่ามือไว้จนแน่น อยากจะตบใบหน้าใส ราวกระเบื้องแก้วของเยว่ชิงเซียนสักทีสองที ก่อนนางจะรีบเก็บโทสะ เมื่อรับรู้ถึงสายตาพวกเขาเหล่านั้นส่งจิตสังหาร เล็ดลอดออกมา



       ด้านลานประลองศึกชี้ชะตา "หืม!! อี้เฉินเจ้าฟื้นคืนปราณพลังมาได้5ส่วนแล้วอย่างนั้นหรือ" ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง กล่าวออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อไม่คิดเวลาหนึ่งชั่วยามอี้เฉิน จะฟื้นคืนปราณพลังมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ แม้ว่า กายาของเขาจะยังเผยให้เห็น บาดแผลที่มีอยู่ทั่วร่างก็ตาม

 


อี้เฉินลุกขึ้นยืนในทันใด ดวงตาที่อิดโรย กลับมาสุกสกาวอีกครา กล่าวพูดออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "เรามาจบศึกการประลองครานี้กันเถอะ"

 


ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง กล่าวขานรับในทันใด "ดี ..ดี เช่นนั้นข้าไม่ออมแรงแล้วนะอี้เฉิน"

 


        สิ้นเสียงนั้นทั้งสองต่างก็ไม่พูดพล่ามกันอีกต่อไป พุ่งปราดปานสายฟ้าฟาดเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง ราวอสูรร้ายที่หลุดออกจากกรงขัง เข้าประหัตประหารลงทัณฑ์ ประหนึ่งมองเห็นราชันหนุ่ม ทั้งสองยุคสมัย ช่วงชิงความเป็นหนึ่ง ราวกับร่างเงาที่พุ่งปราดเข้าเข่นข้ากันออกไปอย่างบ้าคลั่ง จนไปถึงชั้นฟ้า สวรรค์ถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ ในเสี้ยวพริบตา หมู่ชนที่เห็นยังต้องปาดเหงื่อเย็นบนใบหน้า เมื่อเห็นการต่อสู้ที่ทรงพลัง

 


ส่งเสียงปัง! ปัง! ปัง! ดังออกมาก้องเก้าชั้นฟ้าไม่ขาดสาย พร้อมแค่นเสียงคำราม "ฆ่า!" ออกมาดังกึกก้อง

 


       ด้วยฤทธิรณที่มากล้น ของพวกเขาทั้งสอง ปราณพลังจึงพุ่งสูงเหนือชั้นฟ้า ส่งให้มิติแตกร้าวเป็นทางยาว จากรัศมีหมัดแห่งการเข่นฆ่า เศษปราณพลังกระจัดกระจายออกไปทั่วทิศ กดข่มผู้คนโดยรอบไว้อย่างสมบูรณ์ ในไม่กี่เสี้ยวอึดใจ

 


รับรู้ได้เลยว่าพลังของอี้เฉินกับ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง เกือบจะไปแตะอยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ได้ในยามนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสชราที่ดูชมการต่อสู้ ยังต้องหรี่ดวงตาจนเล็กแคบ

 


..ทว่าเสียงปังเสียงหนึ่ง มันก็ทำให้หมู่ชนหัวใจสั่นสะท้าน เมื่อเห็นหมัดราวกับเป็นฝนดาวตก ส่งให้ฝ่ามืออี้เฉินเกิดการแตกร้าว กระดูกภายในร่าง ลั่นไปทั้งตัวในทันใด ที่ถูกวิชาหมัดอุกกาบาตของ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง "เจ้าจงเอาหมัดของข้าไปกินเสียอี้เฉิน หมัดอุกกาบาต!"

 


หมู่ชนต่างก็ส่งเสียงกันออกมาก้อง เมื่อเห็นเลือดที่หลั่งไหล เปรอะเปื้อน ลานประลอง"ดูนั้นเร็ว เหมือนว่าอี้เฉินกำลังจะพลาดท่าแล้ว"

 


       ร่างอี้เฉิน ถอยร่นเลือดสาดกระเซ็นในทันใด แม้แต่ฝ่ามือ สีดำสนิทยังเกิดรอยแตกร้าว แขนสั่นไหวไม่หยุด จากหมัดที่ทรงพลัง ก่อนอี้เฉินจะสำแดงวิชา กายามังกร ทำให้พลังต่อสู้ของเขาพุ่งสูงไปอย่างฉับพลัน ช่วงแขนที่เต็มไปด้วยเกล็ดมังกร ส่งหมัดอัดกระแทก ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง อย่างไม่มีหวาดเกรง

 


       ปัง! ปัง! ปัง!ดังออกมาก้อง9ชั้นฟ้า เสียงกระดูกแตกร้าวยิ่งดังออกมาก้อง จนทำให้หมู่ชนถึงกับต้อง เบิกตาออกมากว้างเมื่อเห็นแขนของ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง เกิดการสั่นไหวน้อยๆ ส่งให้เลือดของเขา เริ่มที่จะหลั่งไหลอาบย้อมลานประลอง

 


"เหมือนว่า ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง เขาเองก็จะเริ่มบาดเจ็บแล้วนะ"

 


       "มันเป็นไปได้อย่างไรอี้เฉินจะมีพลังทัดเทียม เหล่าผู้คนที่จำศีลมานานเช่นนั้นหรือ" ผู้คนที่เห็นเองกับตาต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตาตนเองในยามนี้ ประหนึ่งมองเห็นเซียนโบราณฟื้นตื่นจากความตาย เข้าประหัตประหาร

 


        ก่อนหมัดทั้งสองจะหมุนควงเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง ในคราสุดท้ายของการปะทะกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณพลังที่ปะทุ โพยพุ่งลอยเหนือชั้นฟ้า อัดกระแทกใส่กันอย่างรุนแรง ปัง!! วัดปราณพลังกันอยู่หลายชั่วอึดใจ ริมฝีปากอี้เฉิน ราชันสิบทิศ จ้างเฟิง แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่อย่างไม่มีใครยอมใคร แม้จะเห็นแขนเกิดรอยแตกร้าวลุกลามไปทั่วก็ตาม

 


        ต่างฝ่ายก็ต่างดันหมัดเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง อย่างไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว รอบบริเวณ ก่อให้เกิดแรงระเบิด อย่างรุนแรงเมื่อปราณพลังทั้งสองหักล้างกันในเสี้ยววินาที ส่งให้หุบเขา แม่น้ำ สั่นไหวไม่หยุด มิติแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ มองเห็นเป็นช่องโหว่ใหญ่ในพริบตา

 


         ก่อนร่างทั้งสองจะลอยกระเด็นออกไป ราวกับสายป่านว่าวที่ขาด ส่งให้ริมฝีปากกระอักเลือดสด ออกมาไม่หยุด เสียงหมู่ชนที่เบิกตาออกกว้าง กล่าวพูดออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ "ช่างทรงพลังเหลือเกิน"

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน