เสียงผู้จัดการของปิงเยว่ดังจนทำให้ทุกคนหันมามอง ก่อนที่เขาจะขอโทษที่ส่งเสียงดัง
ที่เขาส่งเสียงดังแบบนี้เพราะไม่คิดว่าฉากที่ไป่ฉีต้องแสดงจะถ่ายเสร็จหมดแล้ว นี่เขาก็ไม่ได้มาช้ามาก ทำไมถึงถ่ายเสร็จแล้วล่ะ
“ไป่ฉี เธอไม่ได้อำฉันใช่ไหม” ผู้จัดการของปิงเยว่ถาม
“ไม่ได้อำหรอก ฉันรับรองได้” เฉินเฟิงเดินเข้ามาหาผู้จัดการของปิงเยว่
“เป็นไปได้ยังไงครับ ถ้าเร็วขนาดนั้น.......หรือว่า…..” ผู้จัดการของปิงเยว่เหมือนนึกอะไรออก เขาหันไปมองเฉินเฟิงเหมือนจะถามว่าใช่อย่างที่เขาคิดรึเปล่า
“ใช่ เทคเดียวผ่านทุกฉาก” เมื่อเฉินเฟิงพูดออกมา เขาถึงกับทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ใกล้ ๆ
“นี่มัน สุดยอดเลย” เป็นคำเดียวที่หลุดออกจากปากของผู้จัดการปิงเยว่
หลังจากนั้นปิงเย่วก็โผล่มาในชุดสาวออฟฟิศและเดินตรงมายังผู้จัดการของเธอ พร้อมกับมองมาที่ไป่ฉี เธอเดินมาแล้วหมุนตัวให้ดูเป็นเชิงถามว่าชุดนี้เป็นยังไง แต่ไป่ฉีกลับมองนิ่ง ๆ ไม่ได้พูดอะไร ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“น้องไป่ฉี นายน่าจะชมฉันสักนิดให้ฉันมีกำลังใจหน่อยนะ” ปิงเยว่กล่าว
“ไม่เอาครับ วันนี้แม่ผมมา” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับชี้ไปทางเมิ่งชิงชิง ด้วยใบหน้านิ่ง
“ฉันไม่แก่ขนาดนั้นนะย๊ะ” เมิ่งชิงชิงตีเข้าที่แขนของไป่ฉี
“ถ้าผมชมใครว่าน่ารัก เดี๋ยวคุณแม่จะเข้าใจผิดน่ะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ยังไม่หยุดเล่นอีกนะ” เมิ่งชิงชิงส่งรอยยิ้มที่ชวนสยองออกมา
“ไม่เล่นแล้วคร้าบ” ไป่ฉีกล่าว
“ทั้ง 2 คนดูสนิทกันจังเลยนะ” ปิงเยว่กล่าว
“ถ้าอยากสนิทกับผู้จัดการพี่ไม่เห็นยากเลยครับ พี่ก็แค่ขอค.....อื้อ ๆ” ไป่ฉีพูดยังไม่ทันจบเมิ่งชิงชิงก็เข้ามาจากข้างหลังแล้วเอาสองมือปิดปากไป่ฉีอย่างรวดเร็ว
“ขอคุยกันเป็นการส่วนตัวบ่อย ๆ นะ แหะ ๆ” เมิ่งชิงชิงหันเป็นมองไป่ฉีเป็นเชิงให้หยุดพูด ซึ่งไป่ฉีก็พยักหน้า อันที่จริงที่เขาพูดขึ้นมาเพราะต้องการแกล้งเมิ่งชิงชิงเท่านั้น
“ปิงเยว่คุยกันแค่นี้ เธอกับไป่ฉีจะลองต่อบทกันดูก่อนไหม” ผู้กำกับเดินเข้ามาเพราะเห็นปิงเยว่ยังไม่ยอมเริ่มงานของตัวเองสักที
“ค่ะผู้กำกับ ไป่ฉีเรามาต่อบทกันก่อนไหม” ปิงเยว่ปรับตัวทันที เธอรีบถามไป่ฉีอย่างกระตือรือร้น
“ให้เวลา 10 นาทีสำหรับฉากนี้ ถ้าพร้อมก่อนก็บอกละกัน” ผู้กำกับพูดจบก็เดินจากไปทันที
ไป่ฉีกับปิงเยว่ต่อบทกัน 2-3 รอบ ก่อนจะเดินไปหาผู้กำกับเพื่อบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้ว ซึ่งฉากนี้เป็นฉากเดียวกับตอนงานแถลงข่าว ปิงเยว่แม้จะตั้งใจฝึกอย่างหนักหลังจากงานแถลงข่าวครั้งนั้น แต่พอเริ่มแสดง เธอก็ถูกนำการแสดงไปโดยไป่ฉีเหมือนเดิม
“ฉันมันไรความสามารถ” หลังแสดงเสร็จปิงเยว่ทรุดลงนั่งพับเพียบ พร้อมกับสะอื้นออกมา เธอเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหางตาเล็กน้อย
“เล่นใหญ่เกินไปมั้งพี่ปิงเยว่ อีกอย่างถ้าพี่ไม่รีบปรับอารมณ์ล่ะก็มันจะเป็นปัญหาเอานะครับ” ไป่ฉีกล่าวเตือน
บทต่อไปเป็นฉากที่พระเอกป่วย แล้วนางเอกเดินทางมาดูแล ฉากนี้ถือว่ายากสำหรับปิงเยว่ เพราะเธอต้องทำอาหารด้วยตัวเอง
การแสดงเริ่มต้นขึ้นโดยปิงเยว่ที่แสดงเป็นนางเอกนั้นต้องลงไปที่ชั้น 1 เพื่อกดลิฟต์มายังชั้นที่ห้องของพระเอกอยู่ ตรงจุดนี้เธอโดนไปหลายเทคจนผู้กำกับหงุดหงิด ต้องสั่งให้เธอมาถ่ายซ่อมทีหลัง และให้ปิงเยว่มายืนอยู่หน้าห้องของพระเอก เพื่อกดกริ่งหน้าห้อง
“ปิงเยว่ ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ กับแค่การกระทำง่าย ๆ ทำไมถึงทำไม่ได้กัน ดวงตาเธอมันไม่ได้แสดงถึงความประหม่าที่มาหาผู้ชายถึงที่บ้านเลย ฉากนี้เป็นตอนที่นางเอกเริ่มมีใจให้กับพระเอกแล้ว สายตานิ่งเป็นปลาตายแบบนั้นมันใช้ไม่ได้ โอ๊ย ฉันจะทำยังไงกับเธอดีเนี่ย” ผู้กำกับเริ่มปรอทแตก ตอนนี้เขาราวกับเป็นเพชรฆาตที่ลงดาบใส่ปิงเยว่อย่างไร้ความปราณี
“ขอโทษค่ะ ฉันจะทำให้ดีขึ้นนะคะ” ปิงเยว่หน้าเสีย ได้แต่ก้มหัวขอโทษ ส่วนไป่ฉีที่มองเหตุการณ์อยู่ก็หันไปสะกิดเมิ่งชิงชิง
“อะไรเหรอไป่ฉี” เมิ่งฟชิงชิงถาม
“อินเนอร์ไม่มีแบบนี้ ถ้าไม่มีคนสร้างอารมณ์ให้เธอเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครล่ะก็ วันนี้ผมได้นอนที่นี่แน่” ไป่ฉีกล่าว
“หะ ทั้งคืนเลยเหรอ” ชิงชิงทำหน้าแหยง ๆ
“พี่ชิงชิง ผมต้องจัดการเรื่องนี้ซะแล้ว ผมไม่อยากอยู่กองถ่ายนานหรอกนะ มันเสียเวลาอ่ะ” ไป่ฉีทำหน้าเบื่อ ๆ เขาเจอปิงเยว่ทำเสียเวลามามากพอแล้ว
“นายมีวิธีเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“มี เดี๋ยวจะลากพี่ปิงเยว่ไปจัดการเรื่องอารมณ์ตัวละครในบทก่อน พอได้อารมณ์แล้วแค่บอกให้พี่เขาประคองอารมณ์นั้นไว้” ไป่ฉีกล่าวจบก็เดินไปขออนุญาตผู้กำกับ เพื่อลากปิงเยว่ไปยังห้องนอนทันที โดยเขาบอกว่าเดี๋ยวจะช่วยปรับอารมณ์ให้
“จะไหวไหมเนี่ย มือใหม่ทั้งคู่เลย” ผู้จัดการของปิงเยว่ค่อนข้างวิตกกังวัล เพราะวันนี้ปิงเยว่ทำไป่ฉีเสียเวลามากจริง ๆ ถึงหลังจากนี้ปิงเยว่จะไม่มีงานเพราะตัวเขาจัดให้ตารางว่างไว้แล้ว แต่สำหรับไป่ฉี เท่าที่เขารู้ไป่ฉียังคงเรียนและตามงานที่อาจารย์สั่งอยู่ การต้องมาอยู่ที่กองถ่ายและเสียเวลาถ่ายซ่อมเยอะ ๆ ถ้าเป็นเขาคงโกรธมากที่ทำเขาเสียเวลาแบบนี้
“พวกทีมงานดูเหมือนจะเริ่มหงุดหงิดกันแล้วด้วยนะคะ การถ่ายทำไม่คืบหน้าเลย ขนาดคุณเฉินเฟิงที่ทำท่าร่าเริงตอนแรก ตอนนี้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเหมือนกัน” เมิ่งชิงชิงกล่าว
ภายในห้องนอน
“น้องไป่ฉีพาพี่มาปรับอารมณ์ที่นี่เหรอ” ปิงเยว่ถาม
“ใช่ครับ เริ่มจาก….” ไป่ฉีไม่ได้บอกกล่าวอะไร เขาทำการรวบปิงเยว่เข้ามากอดแนบชิดกับเขา
“อ๊ะ น้องไป่ฉีทำอะไรน่ะ” ปิงเยว่ดูตกใจไม่น้อย เธอถามไป่ฉีถึงวัตถุประสงค์ที่ดึงเธอมากอดแบบนี้
“พี่เงยหน้ามองที่ดวงตาของผมนะ” ไป่ฉีกล่าว ปิงเยว่เงยหน้าขึ้นตามที่ไป่ฉีบอก สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่ไป่ฉีที่เธอรู้จัก บุคลิกเย็นชาที่แสดงออกมาทางดวงตานั้น เธอเคยเห็นมาก่อน ใช่แล้วตอนงานแถลงเปิดกล้องละคร
“ที่เธอมาดูแลฉัน เพราะเธอต้องการให้ฉันรักเธอจนยอมบอกข้อมูลทุกอย่างของบริษัทให้กับเธอใช่ไหม” เสียงไป่ฉีแสดงออกถึงความเจ็บปวดและน้อยใจ
ส่วนปิงเยว่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เธอรู้สึกสงสารชายหนุ่มตรงหน้านี้ขึ้นมา ทำไมกันล่ะ ตามบทฉันเล่นเป็นนางเอกที่เป็นคนรักของตัวร้ายมาก่อน ทำไมถึงเห็นใจเขาได้ล่ะ
เมื่อเห็นปิงเยว่มีท่าทางสับสน ไป่ฉีจึงได้เริ่มกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น พร้อมกับเอาหน้าซบลงบนบ่าของปิงเยว่ จากนั้นปิงเยว่ก็รู้สึกถึงน้ำอุ่น ๆ ที่ไหลลงมาเปียกเสื้อผ้าที่บ่าของเธอ
“คุณทำให้ผมเจ็บปวด คุณทำให้ผมรัก คุณทำให้ชีวิตผมมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ทำให้ผมต้องทุกข์ทรมาน ใจของคุณทำด้วยอะไร” ไป่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หลากหลายอารมณ์ สุดท้ายปิงเยว่ก็เหมือนจะเห็นบทของนางเอกลอยเข้ามาในหัวของเธอ
“ฉันขอโทษ” นั่นเป็นคำเดียวในบทที่นางเอกพูดออกมา เธอสวมกอดตอบชายหนุ่มตรงหน้า มือของเธอกำเสื้อข้างหลังของเขาเอาไว้แน่น ใบหน้าซุกลงกับอกแกร่งของชายหนุ่ม สุดท้ายเธอก็เริ่มร้องไห้ออกมา
ข้างนอกทุกคนต่างมองไปยังประตูห้องนอน ไม่นานประตูถูกเปิดออก ปิงเยว่เดินออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านการร้องไห้มา ช่างแต่งหน้ารีบเข้าไปเติมเครื่องสำอางค์ให้ทันที
“ผมว่าเธอพร้อมสำหรับฉากนี้แล้วครับผู้กำกับ” ไป่ฉีเดินตามออกมาจากห้องนอน
“ฉันจะลองเชื่อเธอดู” ผู้กำกับกล่าว จากนั้นเขาให้ทีมงานพาปิงเยว่ลงไปข้างล่างเพื่อถ่ายฉากขึ้นลิฟต์อีกครั้ง
ครั้งนี้ปิงเยว่สามารถผ่านแต่ละฉากมาได้จนถึงฉากที่ต้องกดกริ่งหน้าประตูห้องของพระเอก ปิงเยว่ครั้งนี้ไม่ได้ยื่นมือกดกริ่งแบบทื่อ ๆ แต่ครั้งนี้เธอทำท่าลังเลว่าจะกดไม่กด จนสุดท้ายเธอสะบัดหัวไปมา ก่อนจะหลับตากดลงไปที่กริ่งหน้าประตูห้อง แต่สิ่งที่ได้รับคือความเงียบ
“ทำไงดี เขาตายแล้วรึเปล่า เราควรแจ้งกู้ภัย ไม่ ๆ ตำรวจ หรือว่า......” ขณะที่เธอกำลังสติแตก (การแสดงนะจ๊า) ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มร่างสูงยืนเอาแขนพิงประตู เขาใส่ชุดนอนมีปก ผ้าเนื้อบาง ไม่ติดกระดุมซักเม็ด ตามตัวและใบหน้ามีแต่เหงื่อ สีหน้าดูอิดโรยมาก
“ทำไมสภาพเป็นแบบนั้นล่ะ นี่คุณไม่สบายหนักขนาดนี้ ทำไมไม่ไปหาหมอล่ะ” ปิงเยว่ถาม
“ไม่ ฉันไม่เป็นอะไร แล้วเธอล่ะมาทำไม” ไป่ฉีถาม
“เอ่อ คือได้ยินว่าคุณอยู่คนเดียว เลยคิดว่าจะมีคนหาอะไรให้ทานรึยังก็เลยมา เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้างน่ะค่ะ” ปิงเยว่กล่าว หลังจากนั้นเธอก็ถูกไป่ฉีดึงเข้าห้องแล้วปิดประตูทันที
“ว๊าย ทำอะไรน่ะ เบามือกับผู้หญิงหน่อยได้ไหม” ปิงเยว่ที่ถูกเหวี่ยงลงที่โซฟาหันมาดุไป่ฉี แต่สิ่งที่เธอเห็นคือเขายืนโงนเงน ก่อนจะล้มลง ทำให้เธอต้องค่อย ๆ พยุงเขาให้ลุกขึ้น
“เธอจะมาช่วยฉันทำไม ในเมื่อพวกเราเป็นแค่เจ้านายกับลูกจ้างเท่านั้น” ไป่ฉีถาม
“คุณกับฉันสนิทกันจนเล่นหัวกันได้ขนาดนี้ คุณยังคิดแบบนั้นเหรอ ที่ฉันมา ฉันมาในฐานะเพื่อนต่างหาก ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้าง” ปิงเยว่กล่าว ก่อนจะประคองไป่ฉีไปที่ห้องนอน
ตอนนี้ทีมงานกำลังมองไปที่ผู้กำกับว่าจะสั่งคัทรึยัง ถึงพวกเขาจะเตรียมกล้องไว้ในห้องนอนแล้วก็ตาม แต่กลับยังไม่มีคำสั่งคัทออกมาจากปากของผู้กำกับ พวกเขาเห็นผู้กำกับดูจอที่มาจากกล้องในห้องนอน พร้อมกับเปลี่ยนหูฟังเป็นหูฟังที่เชื่อมกับไมค์ที่อยู่ในห้อง
ภายในห้อง
ปิงเยว่ประคองไป่ฉีมาที่เตียง ก่อนจะถอดเสื้อที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อออก จากนั้นเธอก็เดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กสำหรับเช็ดผม กับเสื้อนอนอีกตัวนึงออกมา
เธอนำเสื้อวางไว้ที่เตียงกับผ้าขนหนู แล้วเดินออกไปนอกห้อง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกะละมังขนาดเล็ก เธอนำผ้าขนหนูมาชุบน้ำแล้วเช็ดไปตามตัวของไป่ฉีที่ตอนนี้หายใจหอบอยู่ ทำให้เธอเขินอายมาก ขนาดแฟนของเธอที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับชายตรงหน้าเธอ เธอยังไม่เคยได้เห็นตอนเขาถอดเสื้อผ้าแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะได้ใกล้ชิดแบบนี้
เมื่อเช็ดตัวเสร็จแล้ว ปิงเย่วก็วางกะละมังลง พร้อมกับใส่เสื้อให้กับไป่ฉี ก่อนจะให้เขานอนลง และเธอก็หยิบกะละมังเดินออกไปข้างนอก แต่ก็ถูกไป่ฉีรั้งเอาไว้ เธอจึงหันกลับมามอง และสิ่งที่เธอเห็นคือสายตาที่อ่อนโยนกำลังจ้องมองเธออยู่
“ขอบคุณนะ” ไป่ฉีกล่าวออกมา ก่อนจะปล่อยมือที่รั้งปิงเยว่เอาไว้ ส่วนปิงเยว่ก็รีบวิ่งออกมานอกห้องนอน ก่อนจะปิดประตูอย่างเบามือ เธอวางกะละมังลง พร้อมกับเอาสองมือสัมผัสที่แก้มของเธอ มันร้อน นี่เธอเขินอายให้กับชายหนุ่มที่เป็นศัตรูกับแฟนของเธองั้นเหรอ
"คัท!" เสียงของผู้กำกับดังขึ้น ทีมงานทุกคนต่างก็ปรบมือ
ปิงเยว่ที่ได้ยินเสียง [คัท] จากผู้กำกับก็ได้สติขึ้นมาทันที และกำลังยืนงงอยู่ว่าตัวเองมาพิงประตูอยู่ได้ยังไง แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติดี ประตูข้างหลังเธอก็ถูกเปิดออก ทำให้เธอหงายท้องล้มลง แต่ไป่ฉีก็คว้าเอวเธอเอาไว้ได้
“คิดว่าพี่ปิงเยว่จะเดินไปแล้วซะอีก เกือบเจ็บตัวแล้วไหมล่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“นี่พี่เป็นอะไรไปน่ะ” ปิงเยว่ดูสับสน เธอทำอะไรไปเมื่อกี้ ตอนนี้หน้าของไป่ฉีอยู่ห่างจากเธอไม่ถึง 1 ฟุต ยิ่งบวกกับท่าที่เธอกับไป่ฉีค้างเอาไว้มันดูล่อแหลมเกินไป
“หึ หึ ไปหาผู้กำกับกันเถอะครับ ไปดูผลงานเมื่อกี้กัน” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับลากปิงเยว่ไปด้วย
หลังจากที่ได้เห็นการแสดงของตัวเอง ปิงเยว่จับที่หน้าของตัวเอง มันเห่อร้อนด้วยความอาย นี่เธอทำไปโดยไม่มีสติเหรอเนี่ย จู่ ๆ เธอก็นึกถึงสิ่งที่หานชิงเคยเตือนเธอ ก่อนจะพูดคำหนึ่งขึ้นมา
“มาริโอเน็ต” คำนี้ทำให้ทุกคนหันมามองเธอพร้อมกัน
_________________________
จะหมดสต็อกแล้ว จะพยายามรีไรท์ให้เร็วที่สุดนะครับ ^^