“พวกท่านต้องช่วยกันคิดด้วยนะเ้าคะ ว่าจะจุดธูปบูชาเทพองค์ใดต้องใช้ธูปกี่ดอก ไหว้พระอาทิตย์ไหว้พระจันทร์สมควรใช้กี่ดอก ไหว้บรรพบุรุษกี่ดอกจึงจะเหมาะสม เทพแต่ละองค์จะได้รู้ว่าท่านจุดธูปสื่อสารถึงผู้ใดกันแน่ จะได้ไม่สับสนวุ่นวาย เดี๋ยวจะคุยกันไม่รู้เื่เ้าค่ะ” มู่หรั่นชิวแนะนำ
นักพรตทั้งสามหันมาปรายตามองเด็กสาวอย่างไม่รู้จะทำสีหน้าเช่นใดดี คำกล่าวของแม่นางน้อยผู้นี้เหมือนจะไม่รู้ความ ไม่สำรวม แต่พอคิดตามก็เห็นจะเป็เช่นนั้นจริง พวกเขาเผาเครื่องหอมพร้อมกันทั้งสามอารามแล้วท่านเทพจะแยกแยะได้ไหมหนอว่าควันเหล่านี้ เป็ผู้ใดอธิษฐานถึงผู้ใด
อันที่จริงมู่หรั่นชิวก็ไม่รู้โดยละเอียดว่าเทพแต่ละองค์ต้องจุดธูปกี่ดอกกันแน่ จึงไม่กล้าริอ่านจะไปสอนนักพรตเ่าั้ สิ่งที่รู้ยิ่งไม่ควรบอกเพราะหากพวกเขาถามกลับมาว่านางรู้ได้อย่างไร นางคงจะให้คำตอบพวกเขาไม่ได้ โลกนี้ไม่ได้มีอยู่ในประวัติศาสตร์ก็จริง แต่นางเชื่อว่าความคิดของคนยุคโบราณก็คงไม่ต่างกัน เื่จำนวนธูปกี่ดอกใช้สำหรับไหว้สิ่งใดไม่นานก็คงจะเป็ที่เปิดเผยและยอมรับโดยทั่วกันเป็แน่
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ หากพวกเขาจุดธูปกันไปเรื่อย ๆ ครั้งละดอกเดียว นางจะขายธูปได้คราวละมากๆ ได้อย่างไรเล่า? เวลานี้ขอเพียงภาวนาให้กลุ่มนักบวชและนักพรตที่วัด ตัดสินว่าไหว้เทพแต่ละครั้งใช้ธูปสัก คนละ 100 ดอก นางจะดีใจเป็ที่สุด
“พวกเ้ามีธูปเหล่านี้อีกมากเพียงใดเล่า ขอข้าเอามาใช้ดูสักหน่อยได้หรือไม่?” นักพรตเซี่ยกล่าวด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงเล็กน้อย เขาชอบธูปนี้จริงๆ ทั้งหอมทั้งใช้ง่ายสะดวกสบายจึงสู้ยอมเอ่ยปากขอจากเด็กๆ
“พวกเราเพิ่งทดลองทำออกมาไม่มากเ้าค่ะ มีอยู่ไม่กี่อัน เอาไว้ทำได้มากก่อนข้าย่อมนำมามอบให้พวกท่าน ่ฤดูหนาวนี้พวกเราจะทำออกมาให้มากพอสำหรับให้ทุกคนในวัดได้ใช้และมากพอที่จะเอามันนำออกมาขายในฤดูใบไม้ผลิเ้าค่ะ”
เด็กๆ เหลือบตามองพี่สาวมู่หรั่นชิวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย พวกเขารู้ว่าที่อารามดับทุกข์ยังมีธูปอยู่อีกจำนวนหนึ่งที่สามารถนำมามอบให้ท่านนักพรตได้ แต่เห็นพี่สาวปฏิเสธพวกเขาก็เงียบเอาไว้ก่อน
“ข้ายังต้องขอให้นักบวชหงช่วยทำของอย่างหนึ่งให้เราอีกด้วยเ้าค่ะ” มู่หรั่นชิวหันไปกล่าวกับนักบวชหง และกลุ่มนักบวชอารามเขียวที่ยังยืนรวมกันอยู่
เด็กสาวอธิบายกรอบไม้สี่เหลี่ยมที่มีผ้าขึงตึงไว้ผืนหนึ่ง นางคิดจะทำแม่แบบผลิตกระดาษไว้ใช้เอง นางเห็นแล้วว่ากระดาษเซวียนจื่อที่ชาวบ้านนำมาแลกเปลี่ยนไว้ให้นักพรตใช้เขียนหนังสือหรือทำยันต์ ทำมาจากฟางข้าวและเปลือกไม้จันทน์ แต่นางจะเก็บเปลือกไม้จันทน์ไว้ทำธูปจึงไม่อยากนำพวกมันมาใช้
อีกอย่างนางเหลือเนื้อในของต้นไผ่กับใบไผ่ที่หาได้ในป่ามากมายนำมาทำเป็กระดาษห่อธูปได้ จะให้อารามดับทุกข์เอากระดาษที่ชาวบ้านมอบให้วัดใช้เขียนยันต์มาห่อธูปออกไปขายก็จะดูไม่งามนัก ไม่สู้นางผลิตกระดาษจากใบและเนื้อเยื่อไม้ไผ่ขึ้นมาเองจะดีกว่า อย่างไรก็ไม่้าความเรียบละเอียดอันใดมากนัก แค่นำมาห่อเก็บรักษาธูปไม่ให้เสียหาย และจำหน่ายออกไปได้ง่ายก็พอแล้ว
“เ้ายังทำกระดาษได้ด้วยอีกหรือ? เรียนรู้เื่เหล่านี้มาจากที่ใดกัน” นักพรตหลิ่วหันมาเคาะไม้เท้าลงพื้นถามเสียงแข็งตามความเคยชิน
“ท่านพ่อท่านแม่ข้าสอนเอาไว้เ้าค่ะ แต่ท่านอย่าได้ถามต่อไปเลยว่าพวกเขาเรียนรู้มาจากที่ใด เพราะข้าเองก็ไม่เคยถามพวกเขามาก่อนเช่นกัน” เด็กสาวตอบท่านนักพรตชราพลางค้อนเล็กๆ ให้เขาทีหนึ่ง คิดในใจว่าไม่รู้ท่านนักพรตหลิ่วจะทำท่าทีดุดันไปเพื่ออันใด ทั้งที่จริงแล้วเขาเป็คนใจดีอยู่ไม่น้อย
“พี่สาว เหตุใดท่านจึงไม่ให้ธูปที่เหลืออยู่กับท่านนักพรตเซี่ยไปหรือขอรับ” มู่หรงฉีถามเมื่อพวกเขาเดินลงจากวัดกันมาแล้ว
“ข้าอยากให้ท่านนักพรตคิดกันให้ดีก่อนน่ะ ว่าพวกเขาสมควรจะจุดธูปกี่ดอกในแต่ละครั้ง หากพวกเขาจุดทีละดอกต่อกันไปเรื่อย ๆ จนคุ้นชิน เช่นนั้นเราจะขายธูปได้อย่างไรกันเล่าฉีเอ๋อร์”
เด็กๆ อมยิ้มหันมองกันไปมา พี่สาวพูดถูกแล้ว ธูปเหล่านี้พวกเขาจะมอบให้ผู้ใดไปง่ายๆ ไม่ได้ นี่เป็น้ำพักน้ำแรงของพวกเขา
“ข้าจะไม่บอกผู้ใดเด็ดขาด ว่าการผลิตธูปทำอย่างไร เดี๋ยวมีผู้อื่นมาทำตามพวกเรา” เสี่ยวเจ๋อเอ่ย
“ข..ข้า..ด..ด้วย” เสี่ยวอ่างพยักหน้าตาม
“อื้อ..อื้อ..” เสี่ยวหลงส่งเสียงยกมือมาปิดปากของตนเอาไว้บ้าง พาลให้เด็กน้อยพากันหัวเราะครืน
“พี่เสี่ยวหลง พี่พูดไม่ได้ พี่เป็คนเดียวเลยที่พวกเรามั่นใจว่าจะไม่บอกความลับนี้ออกไปเด็ดขาด”
มู่หรั่นชิวและเด็กในอารามดับทุกข์ หยอกล้อพี่ชายร่วมชะตากรรมอย่างสนุกสนาน โดยที่เสี่ยวหลงก็หัวเราะร่วมไปกับเด็กๆ อย่างไม่ถือสา เขารู้ดีว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามเขา มีแต่ความรักความจริงใจที่บริสุทธิ์ต่อกันเท่านั้น
นักบวชอารามเขียวจัดการสร้างแม่แบบทำกระดาษได้อย่างรวดเร็ว และให้เสี่ยวหลงนำเอามาส่งที่อารามดับทุกข์ 8 อัน มู่หรั่นชิวมองดูแม่แบบเ่าั้ด้วยความพึงพอใจ ถึงแม้จะน้อยชิ้นไปหน่อย เพราะนางจะผลิตกระดาษได้เพียงคราวละ 8 แผ่นเท่านั้น แต่สำหรับแรงงานตัวกะเปี๊ยกที่มีงานมีหน้าที่ล้นมือกันอยู่ทุกคน การผลิตกระดาษครั้งละ 8 แผ่นก็นับว่ากำลังพอดี
นางเริ่มจากการเอาใบไผ่ทั้งสดและแห้ง และเศษเนื้อไผ่ด้านในที่เหลือจากการเอาเปลือกส่วนนอกไปเหลาทำก้านธูป นำไปแช่น้ำไว้สองวัน จากนั้นก็นำมาต้มในน้ำซ้ำจนใยและเยื่อไม้เ่าั้เปื่อยยุ่ยแล้วเอามาเกลี่ยบางๆ บนแม่พิมพ์ จากนั้นก็เอาไปตากแดดให้แห้งสนิท ค่อยๆ แกะกระดาษใบไผ่ออกจากแม่พิมพ์ก็จะได้กระดาษสำหรับนำมาห่อธูปเตรียมไว้ขายแล้ว
ใบไม้และเศษเยื่อไม้น้ำหนักราว 2 จิน (ราว 1 กิโลกรัม) จะผลิตกระดาษขนาด กว้าง 6 ฉื่อ ยาว 8 ฉื่อ (1 ฉื่อ ประมาณ 10 เิเ) ได้ 2-3 แผ่น แม้ว่ากระดาษจะมีพื้นผิวไม่ค่อยเรียบและสีสันไม่สวยงามก็ไม่ได้เป็ปัญหา มู่หรั่นชิวตั้งใจจะทำให้กระดาษออกมาหนาสักหน่อยเพราะจะได้เก็บรักษากลิ่นและรูปทรงของธูปเอาไว้ได้นานๆ และนี่ก็ดีกว่าไปหาใบไม้มาห่อหุ้มธูปเหล่านี้ยิ่งนัก
“จากนี้พวกเราจะต้องสะสมวัตถุดิบสำหรับทำธูปและการดาษมาเก็บไว้ให้มากที่สุด และจะผลิตธูปไว้ขายใน่ฤดูหนาว แต่ข้ายังมีอีกเื่หนึ่งที่ต้องสอนพวกเ้า พวกเราไปที่แม่น้ำกัน!!” มู่หรั่นชิวทำตัวเป็หัวหน้ากลุ่มเด็กน้อย เดินนำหน้าผ่านทุ่งกว้างไปที่แม่น้ำ นางเลือกบริเวณที่ตื้นมีโขดหินใหญ่บดบังกระแสน้ำแห่งหนึ่ง หลังจากสำรวจจนมั่นใจดีแล้วว่าบริเวณนี้ปลอดภัย ก็ให้เด็กๆ ลงมาฝึกว่ายน้ำกัน
หลายครั้งที่นางและกลุ่มเด็กชายจะแยกจากกันเพื่อทำงานของตนเอง เสี่ยวเหวิน เสี่ยวเจ๋อ และมู่หรงฉีจะเป็กลุ่มที่ออกมาหาปลาบ่อยที่สุด หากเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดกับพวกเขา นางอยากจะมั่นใจว่าน้องๆ จะสามารถช่วยเหลือตัวเองกันได้บ้าง
เสี่ยวหลงนั้นว่ายน้ำเป็ พอเห็นมู่หรั่นชิวพาเด็กหญิงลงไปสอนว่ายน้ำ เขาก็พากลุ่มเด็กชายแยกห่างออกไปเล็กน้อย และเริ่มสอนทุกคนให้ลอยตัวในน้ำ ซึ่งกลุ่มเด็กชายก็เรียนรู้กันได้ไวมาก พักเดียวก็ดำผุดดำว่ายกันได้แล้ว
“พี่สาวอย่าเพิ่งปล่อยข้านะเ้าคะ” มู่หยวนกอดมู่หรั่นชิวเอาไว้แน่น ทั้งแขนขารอบตัวเด็กสาวมีแต่กลุ่มเด็กหญิงที่กอดรัดพันตัวนางเอาไว้ไม่ห่าง ยังดีที่บริเวณนี้น้ำไม่ลึกนักมู่หรั่นยืนแล้วระดับน้ำสูงกว่าเอวนางขึ้นมาเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นคงพากันจมไปหมดทั้งกลุ่ม
กว่าจะให้กำลังใจเด็กหญิงตัวน้อยๆ ให้มีความกล้ากันขึ้นมา มู่หรั่นชิวก็ส่งเสียงจนคอแหบแห้งไปหมด สุดท้ายกลุ่มเด็กหญิงก็สามารถลอยคออยู่ในน้ำโดยไม่ต้องเกาะติดนางได้ในที่สุด
ความสัมพันธ์ของเด็กในอารามดับทุกข์กับมู่หรั่นชิวลึกซึ้งขึ้นทุกวัน เด็กๆ ไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นจากบิดามารดา เมื่อมีมู่หรั่นชิวเข้ามาเป็แสงในชีวิตของพวกเขา จึงทำให้เด็กเหล่านี้มองนางราวกับเป็ญาติสนิทที่เคารพและรักเป็อย่างยิ่ง