บทที่ 51 เกิดความสงสัยขึ้นในใจ
“องค์หญิงเสด็จมาเยี่ยมข้าได้ ข้าปีติยิ่งจริง ๆ มานั่งข้าง ๆ ข้าเถิด” สนมเหมยก้าวออกไปรับอวิ๋นอินอินให้มานั่งข้าง ๆ นางด้วยตัวเอง แล้วหันกลับไปสั่งกับนางกำนัลที่อยู่ข้าง ๆ อย่างกระตือรือร้นว่า “เร็วเข้า ไปนำชาขาวที่ฝ่าบาทเพิ่งพระราชทานให้เมื่อวานออกมา”
หลังจากนั่งลง อวิ๋นอินอินก็รีบกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง พบว่าม๋อมอข้างกายสนมเหมยล้วนอยู่กันครบ ไม่พบเพียงอวิ๋นพิ่นถิงสองพี่น้อง
“สนมเหมยเพคะ ข้าตั้งใจนำของว่างนี้มาให้พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรองลองชิมดูเพคะ” อวิ๋นอินอินพูดขึ้นพร้อมกับหยิบของว่างออกมาจากกล่องที่หลานเยว่ถืออยู่ด้านหลัง
“ของว่างนี้กรอบมาก เข้ากันได้พอดีกับชาขาวของสนมเหมย ต้องทำให้รสชาติดียิ่งขึ้นเป็นแน่เพคะ”
สนมเหมยยิ้มอย่างเย้ยหยัน ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมไม่เห็นจะมีอะไรดี หากคนเช่นนี้สามารถถูกเลือกไปเป็นชายาขององค์รัชทายาทแห่งต้าโจวได้สิแปลก ไม่รู้จริง ๆ ว่าเซวียนเหยียนฟู่คิดอันใดอยู่
“เจ้าไปดูสิว่าอาการบาดเจ็บขององค์หญิงใหญ่ดีขึ้นหรือยัง หากดีขึ้นแล้วก็ให้เชิญนางมาที่นี่”
“พี่หญิงใหญ่ป่วยหรือเพคะ?” อวิ๋นอินอินตกใจเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกสงสัยขึ้น
“ก่อนหน้านี้นางโดนลมเย็น แต่ตอนนี้น่าจะดีขึ้นมากแล้ว”
ไม่นาน นางกำนัลนางนั้นก็กลับมา ด้านหลังยังมีอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่เดินมาด้วย พอเห็นอวิ๋นอินอิน สีหน้าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็ไม่สู้ดีขึ้นมาทันที นางยกมือขึ้นมาลูบหน้าที่เพิ่งโดนตบไปเมื่อคราวก่อนอย่างไม่รู้ตัว
ผ่านมาสองวันแล้ว ถ้าไม่ได้ชาดทาปกปิดไว้ คงยังสามารถมองเห็นรอยแดงจาง ๆ ของฝ่ามือได้
“เจ้ามาทำอันใด?”
เมื่อเดินมาถึงหน้าอวิ๋นอินอิน อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธและหวาดระแวง
“พี่หญิงรอง ข้ามาถวายพระพรสนมเหมย แล้วก็เอาของว่างมาให้พวกท่านชิมเพคะ” อวิ๋นอินอินพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ดูไม่ออกเลยว่าทั้งคู่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน “พี่หญิงรอง มานั่งนี่สิเพคะ”
“เสแสร้ง มีของว่างอันใดบ้างที่องค์หญิงเช่นข้าไม่เคยลอง!”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวชักสีหน้าอย่างไม่เกรงใจ แล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ สนมเหมย สนมเหมยก็แกล้งทำเป็นมองอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอย่างเคือง ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอันใดให้ชัดเจน แน่นอนว่าไม่ขัดต่อมารยาทของนาง
อวิ๋นอินอินไม่โกรธแต่อย่างใด นางกลับหยิบของว่างขึ้นมากัดคำโต
เฮอะ ถ้าไม่ใช่ว่าจะมาดูเบื้องลึกเบื้องหลังพวกเจ้าแล้วละก็ ใครเขาอยากให้เจ้ากินนัก ไม่กินก็ช่าง ไม่กินข้ากินเองก็ได้
“โอ๊ะ อร่อยจัง” อวิ๋นอินอินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หยิบของว่างขึ้นมาอีกชิ้นแล้วหันมองสนมเหมย
“สนมเหมยเพคะ พวกท่านไม่คิดจะลองจริงหรือ”
“ไม่ดีกว่า ข้าเพิ่งกินอาหารเช้ามา ยังไม่หิว” สนมเหมยเอ่ยยิ้ม ๆ
“ดูท่าองค์หญิงเก้าจะโปรดของว่างมากนะเพคะ”
“เพคะ ข้าชอบของหวาน” หลังจากยัดของว่างเข้าปากไป อวิ๋นอินอินก็พูดขึ้น
“องค์ชายห้าก็โปรดของว่างนะเพคะ คราวก่อนยังตรัสให้ข้าส่งไปให้อยู่เลย โอ้ แล้วองค์ชายห้าเล่าเพคะ เหตุใดถึงไม่เห็นเขาเลย?”
เมื่อได้ยินอวิ๋นอินอินเอ่ยถึงอวิ๋นหมิงจิ่น สีหน้าสนมเหมยก็เปลี่ยนไป แต่เพียงชั่วครู่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
“จิ่นเอ๋อร์ไปที่หอตำรา พระอาจารย์เข้าวังมาวันนี้เพื่อสอนองค์ชาย”
“ที่องค์ชายตกน้ำคราก่อน ทำให้ข้าตกใจหมด ไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นผู้ใดที่โหดร้ายได้ปานนี้ ถึงได้ทำร้ายเด็กอายุเพียงเจ็ดแปดขวบได้ลง”
สนมเหมยยิ้มบาง “องค์หญิงเก้าลืมไปแล้วหรือ ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อวานว่าจิ่นเอ๋อร์ตกน้ำลงไปเอง”
อวิ๋นอินอินส่งเสียงโอ๊ะออกมาคำหนึ่ง จากนั้นรีบเข้าเรื่องตามจุดประสงค์แท้จริงที่นางมาในวันนี้
“งั้นหรือ แต่เสด็จอาตรัสชัด ๆ ว่า...” อวิ๋นอินอินหยุดพูดกะทันหัน จากนั้นยิ้มแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ดื่มชาเถิดเพคะ ดื่มชา… ชาของสนมเหมยไม่เลวเลยจริง ๆ”
อวิ๋นอินอินใช้ฝาถ้วยชาบังเอาไว้ แล้วกวาดตาสังเกตท่าทางผู้ที่อยู่ในห้องโถงทั้งหมด นอกจากสนมเหมยที่มีกิริยาเปลี่ยนไปเล็กน้อย คนอื่น ๆ ที่ได้ยินนางพูดล้วนไม่แสดงอาการใดออกมา
แสดงว่าคนที่นางตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่
“สนมเหมยเพคะ ข้าว่าจะไปเยี่ยมพี่หญิงใหญ่เสียหน่อยดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่สบายใจเป็นแน่” อวิ๋นอินอินพูดขึ้นด้วยท่าทางจริงใจ แต่ความจริงแล้วในใจนางกลับผุดความสงสัยขึ้นมา เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องพลัดตกน้ำคราก่อน ดูเหมือนอวิ๋นพิ่นถิงจะไม่เคยปรากฏตัวออกมาให้เห็นเลย
สนมเหมยยิ้ม “ดีเลย ในเมื่อความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเจ้าทั้งสองแนบแน่นเช่นนี้ นางกำนัลกุ้ย เจ้าไปเชิญองค์หญิงใหญ่ให้เสด็จมานี่เถิด”
คิดไม่ถึงว่าสนมเหมยจะเรียกคนมาอย่างไวเช่นนี้ จนอวิ๋นอินอินอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นนางเองที่สงสัยผิดคนหรือไม่
ผ่านไปสักระยะ อวิ๋นพิ่นถิงก็เดินเข้ามาโดยมีนางกำนัลคอยประคองไว้ สีหน้าของนางซีดเผือด ร่างกายดูอ่อนเพลียอยู่บ้าง
ป่วยจริงหรือนี่?
หลังจากอวิ๋นพิ่นถิงเดินเข้ามา อวิ๋นอินอินก็รีบเดินไปรับ แล้วเอ่ยทักทายขึ้นก่อน
“ได้ยินว่าพี่หญิงใหญ่ประชวร ตอนนี้ดีขึ้นหรือยังเพคะ?”
“ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจที่น้องเก้าเป็นห่วง” อวิ๋นพิ่นถิงพูดจบก็เดินไปนั่งลงข้าง ๆ สนมเหมย
อวิ๋นพิ่นถิงก็มีวันที่มีมารยาทเช่นนี้ด้วยหรือ? แล้วยังเป็นฝ่ายพูดขอบคุณนางก่อน สงสัยคงป่วยหนักจริง ๆ อวิ๋นอินอินที่จับตาดูอวิ๋นพิ่นถิงอยู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงน
“พี่หญิงใหญ่ นี่เป็นของว่างที่เสด็จอาประทานให้ข้า ข้าตั้งใจนำมาให้พวกท่านลองชิมดูเพคะ” อวิ๋นอินอินหยิบของว่างขึ้นมาชิ้นหนึ่งส่งให้ถึงมืออวิ๋นพิ่นถิง
“พี่หญิงใหญ่ ท่านชิมดูเถิดเพคะ เมื่อเช้าเสด็จอายังตรัสชมเลยว่าของว่างนี้รสชาติดี”
อวิ๋นอินอินตั้งใจเอ่ยถึงเซวียนเหยียนฟู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าอวิ๋นพิ่นถิง
เมื่อเห็นสีหน้าอวิ๋นพิ่นถิงไร้อารมณ์ รับของว่างไปด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย อวิ๋นอินอินก็เริ่มมั่นใจแล้วว่านางต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่
เพียงแต่ ถึงอวิ๋นอินอินจะหาหลักฐานได้จริง ๆ ว่าอวิ๋นพิ่นถิงเป็นผู้บงการ สนมเหมยกับฝ่าบาทก็คงไม่ทำอะไรนาง ไม่สู้ทำข้อแลกเปลี่ยนกับนางเงียบ ๆ ขณะที่นางกำลังสับสนอยู่ดีกว่า
“พี่หญิงใหญ่ ดูเหมือนท่านจะยังไม่ค่อยมีแรงนะเพคะ ท่านรีบเสด็จกลับไปพักเถิด”
อวิ๋นอินอินกล่าวจบ สนมเหมยก็หันมองทางอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว
“เหยาเหยา เจ้ากลับไปพักผ่อนเป็นเพื่อนอวิ๋นพิ่นถิง”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ทนนั่งต่อไปไม่ไหวนานแล้วจึงรีบลุกขึ้นไปพยุงอวิ๋นพิ่นถิงให้ลุกขึ้นเดินจากไป
ขณะที่ทั้งคู่เดินผ่านอวิ๋นอินอิน ทั้งอวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวต่างก็มองมายังเด็กสาว เพียงแต่สายตาของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวมันเต็มไปด้วยความริษยา ส่วนสายตาของอวิ๋นพิ่นถิงกลับเป็นสายตาฉายแววหวาดระแวง
รอจนสองพี่น้องเดินจากไป จุดประสงค์ของอวิ๋นอินอินบรรลุแล้วจึงเอ่ยทูลลาสนมเหมย
หลังออกมาจากตำหนักของสนมเหมย อวิ๋นอินอินทางหนึ่งก็เดินอย่างเอ้อระเหยทางหนึ่งก็คิดขบคิดว่าทำอย่างไรถึงจะได้พบหน้าอวิ๋นพิ่นถิงตามลำพัง
“พี่หญิงใหญ่ เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงได้ปฏิบัติต่อนังโง่นั่นดีนัก แล้วสุ้มเสียงยังกดต่ำลงเช่นนั้นอีก ไม่ใช่ว่าเพราะนางได้พำนักอยู่ที่ตำหนักของท่านผู้สำเร็จราชการ พวกท่านทุกคนถึงได้ตามใจนาง?” หลังจากอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวพยุงอวิ๋นพิ่นถิงนั่งลงบนเก้าอี้ นางก็ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ อย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านแม่เป็นเช่นนี้ ท่านก็เป็นเช่นนี้อีก นี่พวกท่านเป็นอันใดกันไปหมด”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวรออยู่ครู่หนึ่งยังไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจึงหันไปมอง ปรากฏว่าอวิ๋นพิ่นถิงยังคงอยู่ในท่าเหม่อลอย นางจึงกระทืบเท้าด้วยความโกรธแล้วหมุนตัวจากไป
“ใช่ ก็แค่นังโง่คนหนึ่ง ข้าจะกลัวนางไปทำไม แต่นังโง่นี่แหละที่กลับกุมความลับข้าไว้ ขัดขวางทางข้า” อวิ๋นพิ่นถิงพึมพำ มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเคียดแค้น “ขอเพียงไม่มีนังโง่นี่ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น”