ตอนที่21 เคลื่อนทัพสู่เมืองหลวง
“จดหมายเรียกรวมพลด่วนเกรงว่าจะมีศึกใหญ่ในเร็วๆ นี้สินะครับ” เกาชุนวิเคราะห์จากเนื้อความสั้นๆเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่เรียกตัวแม่ทัพทุกนายแบบนี้มาก่อนหรือหากในอดีตกาลนานมาแล้วที่เคยมีนั่นหมายถึงว่ากำลังจะมีศึกครั้งใหญ่กว่าที่ผ่านมา
หวนฉีนั่งยันคางไขว่ห้างด้วยสีหน้าที่ไม่อาจอ่านได้เขาเคาะนิ้วเบาๆ บนกล่องเล็กๆ สีดำตรงหน้าซึ่งมีกล่องอีกใบสีเดียวกันวางคู่เรียกความสนใจของเกาชุนได้ชะงัดนักครั้นจะเอ่ยถามก็กลัวจะเป็การลุกล้ำเื่ส่วนตัวของผู้เป็นายจนเกินไปดูเหมือนว่าจดหมายจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะไม่อยู่ในความสนใจของหวนฉีแม้แต่น้อย
“ให้ข้าไปตามให้มั้ยครับ”เกาชุนถามหยั่งเชิง หากเป็แบบที่เขาคิด นายของเขากำลังรอใครบางคนอยู่เมื่อคนสูงศักดิ์กว่าปราดดวงตาเรียวคมมามองยิ่งทำให้คนถูกมองเสียวสันหลังวาบกว่าเดิม
“ข้าขอเข้าไปได้มั้ยคะ”ราวกับเสียง์ ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะเปิดออกโดยไม่รีรอคำเชิญเด็กสาวรีบเดินตรงเข้ามาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของหวนฉี“ข้ามีเื่อยากจะคุยด้วยค่ะ” เธอเปิดประเด็นก่อนจนคนฟังทั้ง 2 ประหลาดใจ
แม่ทัพหนุ่มเปรยมองเกาชุนราวกับจะบอกว่าให้เขาไสหัวออกไปซะกุนซือวัยกลางคนน้อมรับอย่างว่าง่าย เขาก้าวยาวๆกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องในทันที
“เื่จดหมายจากเมืองหลวง”
“ตามที่สัญญาเมื่อคืน”เขาเสือกกล่องที่รัดผมไปข้างหน้า อ้ายซินเลิกคิ้วสูงอย่างงุนงง“ข้าจะให้เ้ารัดผมให้ข้า”
เด็กสาวอยากจะเอ่ยว่าเธอไปสัญญาตอนไหนเพราะเขาเป็ฝ่ายพูดเองเออเองเสียมากกว่าทว่าเธอกลับเก็บคำพูดไว้ในใจและเดินเข้าไปใกล้ๆ เขา มือเล็กหยิบกล่องเครื่องประดับขึ้นมาแล้วหยิบที่รัดผมข้างในเธอนิ่งงันด้วยความคิด ทั้งประหม่าและลังเลน้อยๆ
“ขอเสียมารยาทนะคะ”เธอบอกเสียงเบาก่อนจะเดินอ้อมไปข้างหลังเขาเนื่องจากชายหนุ่มมัดผมของตนเรียบร้อยแล้วเธอจึงทำเพียงแค่ใส่ที่รัดอันใหม่นี้ลงไปเท่านั้น
ผมนุ่มกว่าที่คิดอีกนะเนี่ยมีเวลาดูแลตัวเองขนาดไหนกัน ทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั้งผม ถึงว่าสิทำไมสาวๆถึงได้หลงกันจัง
“ถ้าเสร็จแล้วก็มานี่”หวนฉีตบที่ขาซ้ายของตน อ้ายซินชะงัก เธอเข้าใจว่าอีกฝ่าย้าให้เธอไปนั่งลงบนขาของเขาขาของแม่ทัพหวนฉีเนี่ยนะ! “เ้าจะมาเองหรือให้ข้ากระชากมานั่ง”คำกล่าวเสียงดุบ่งบอกว่าเขาจะทำมันจริงๆอ้ายซินเดินตัวแข็งทื่อไปหยุดอยู่หน้าหวนฉีแต่ยังไม่ยอมนั่งจนเมื่อเขาช้อนสายตามองเธอก็ยอมทำตัวว่าง่ายโดยดี
อ้ายซินนั่งตัวลีบมือทั้งสองเกาะกุมกันแน่นเ้าหล่อนก้มหน้าพิจารณารองเท้าตนเองอย่างตั้งใจเพราะตัวเธอแทบจะแนบชิดกับเขาชายหนุ่มหยิบกล่องสีดำคล้ายกันอีกกล่องขึ้นมาและเปิดออกเด็กสาวเผลอเลื่อนสายตามองตาม
ต่างหูหมุดพลอยสีดำขนาดเล็ก1 คู่ทอประกายแวววาวสวยงามต่างหูคู่นี้รูปแบบเหมือนกับของหวนฉีเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า เธอช้อนหน้ามองหวนฉีด้วยความประหลาดใจ
“ของข้าหรือคะ”แม้จะมั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันคือของเธอแต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงใจอยู่ไม่น้อยมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องให้เครื่องประดับกับเธอ...ทว่าก็ไม่ต่างกับที่เธอให้ของขวัญเขาเช่นกัน
“เ้าบอกอยากเจาะหูไม่ใช่หรือ”เขาทวนความจำ
“หรือว่าที่ท่านออกจากร้านช้าคราวนั้น...”เธอพูดอย่างไม่เต็มเสียงพลางลอบดูท่าทีของอีกฝ่ายหวนฉีไม่ตอบอะไรเขาวางกล่องลงก่อนจะหยิบเข็มเล่มบางออกมา ร่างเล็กั์ตาเบิกโพลงนี่เขาคงไม่ได้จะเจาะหูให้เธอจริงๆ หรอกนะ
“กลัวเหรอ”เขาถามเมื่อเห็นปฏิกิริยาเลิ่กลั่กของอีกฝ่าย
“เปล่าซะหน่อย”ยังคงมองเข็มอย่างไม่วางตาระหว่างที่เขากำลังทำความสะอาดมัน “แค่ไม่ทันตั้งตัว”
“หึ”
“ขำอะไรคะ”เธอทำหน้ามุ่ยใส่เขา
“ขำคนไม่ยอมรับความจริงทั้งที่จับดาบฆ่าฟันในสนามรบได้อย่างง่ายดายแต่กลับกลัวแค่เข็มอันกระจ้อยร่อยนี้”
“ข้าบอกตรงไหนว่ากลัวกันคะท่านแม่ทัพ”เธอแหวใส่เขา ชายหนุ่มตวัดสายตามอง
“เ้าควรจะเรียกข้าว่าอะไร”เขาเตือนสติเธอเด็กสาวทำท่าจะเถียงแต่ด้วยแววตาดุของเขาทำให้เธอเรียนรู้ที่จะทำตัวว่าง่ายในบางครั้ง
“ท่าน...เอ่อพี่ฉี”
ไม่เรียกเ้าบ้าก็บุญแค่ไหนละ...
“ด่าข้าด้วยสายตาข้าไม่เข้าใจหรอกนะ”เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจ “อยู่นิ่งๆ ล่ะ” โดยไม่รอให้เธอตั้งตัวมือใหญ่ััที่ใบหูของเธอทำเอาร่างเล็กสะดุ้ง “ข้าบอกให้อยู่นิ่งๆ”
เธอรู้สึกเจ็บเมื่อเข็มถูกกดลงไปในเนื้อถึงอย่างนั้นก็เพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะใส่ต่างหูให้กับเธอครบทั้งสองข้างหวนนึกถึงในชาติก่อนที่กว่าจะเจาะหูแต่ละครั้งเธอจะเอาน้ำแข็งมาอังก่อนหรือเอายาหม่องทาและคลึงจนชาขืนเจาะสดแบบนี้บ่อยๆ คงร้องระงมแน่นอน
“เจ็บรึเปล่า”เขาถามด้วยน้ำเสียงเจือปนความห่วงใย
“นิดหน่อยค่ะ”
“อย่าไปจับมันบ่อยล่ะ”หวนฉีห้ามปรามเมื่อเห็นเด็กสาวกำลังจะยกมือขึ้นไปจับหูของตน เธอลดมือลงทันที
“แบบนี้ก็นอนหันข้างไม่ได้ไปสักพักเลย”โอดครวญน้อยๆ เมื่อนึกถึงสภาพหลังจากนี้
หวนฉีจับเชิดคางของอ้ายซินให้หันมามองตนตอนนี้ใบหน้าของเขาห่างกับเธอเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
“พี่ฉี”แววตากลมโตตื่นตระหนก เพราะเขากำลังเลื่อนหน้าของตนเข้ามาใกล้เธอเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบเลี่ยงเขา
“ข้าจะขอค่าตอบแทนไม่ได้เหรอ”เขาว่ากึ่งตัดพ้อ ภายในใจของเด็กสาวกำลังสู้รบกันอย่างหนัก ในเมื่อเธอก็มีจูบแรกกับเขาแล้วไม่ใช่เื่แปลกที่จะมีจูบสองสามสี่ห้าตามมาในภายหลัง
อ้ายซินหันกลับมาเผชิญหน้ากับหวนฉีเธอเหมือนเด็กน้อยที่กำลังนั่งสำนึกผิดเพราะทำข้าวของเสียหาย
หวนฉีประทับจูบกับเธออย่างแ่เบาเขาพรมจูบซ้ำไปมาราวกับกำลังปลอบโยนเธอ
“อ้าปากหน่อยสิ”เขาสั่งเสียงนุ่ม เธอมีสีหน้างุนงงแต่ก็ยอมทำตามโดยดี
แม่ทัพหนุ่มแย้มรอยยิ้มพรายก่อนที่บดจูบอย่างรุนแรงกับริมฝีปากอ่อนนุ่มของเด็กสาวเรียวลิ้นเย้าแหย่เข้าไปยังโพรงปากอีกฝ่ายควานหาความวาบหวามอันแสนหอมหวานร่างบางส่งเสียงประท้วงในลำคอสองแขนเล็กกลั้นกลางระหว่างตัวของทั้งคู่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้พยายามดันเขาออกในขณะที่มือซ้ายของชายหนุ่มโอบเอวเด็กสาวแน่น มือขวาก็ลูบไล้ที่นวลแก้มไล่ลงมาถึงลำคอ
“ข้าเรียกระดมพลเรียบร้อยท่านก็ควรจะไปเตรียมตัวได้แล้วนะครับหัวหน้า”เกาชุนะโบอกผ่านประตูห้องที่ยังคงปิดสนิทเขาไม่รู้สถานการณ์ภายในจึงไม่อาจเสี่ยงที่จะโผล่หน้าเข้าไปตรงๆ
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากจากร่างบางดวงตาแฝงความหงุดหงิดลึกๆ กับการถูกขัดจังหวะ เด็กสาวไม่อาจมองเขาได้เต็มตาเพราะความเขินอายถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาหาเขา
“พี่ฉีคะ”เสียงของเธอหอบน้อยๆ “ข้าขอไปด้วยได้มั้ยคะ”
“การอยู่เฉยๆมันคงน่าเบื่อสำหรับเ้าสินะ” หวนฉีลูบไล้ริมฝีปากของอ้ายซินก่อนจะประทับจูบเบาๆอีกครั้ง “ถ้าเ้าสัญญาว่าจะเชื่อฟังข้า ข้าก็จะพาเ้าไป”
“ข้าจะเชื่อฟังท่านค่ะ”เธอรีบตอบทันควัน เขารู้ดีว่าเ้าหล่อนตอบส่งๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเตรียมตัวซะ”เ้าตัวดียิ้มร่ากับคำอนุญาตของเขาหวนฉีนึกขันกับอาการดีใจที่มากกว่าเมื่อครั้งได้ไปเที่ยวในเมืองช่างเป็ผู้หญิงที่แปลกประหลาดเสียจริง
ความจริงแล้วที่หวนฉียอมให้อ้ายซินติดตามไปในทัพเพราะเขาคิดว่าถึงอย่างไรเธอก็ต้องหาทางไปให้ได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจากแม่ทัพถิงเซียวผู้เป็พี่ฉะนั้นเขายอมให้เธอไปเพื่อที่จะอยู่ในครรลองสายตาของตัวเองจะดีกว่า
ด้วยเวลาเพียงไม่นานทัพของหวนฉีก็เพิ่มเคลื่อนขบวนมุ่งตรงไปยังเมืองหลวง(การส่งข่าวของพวกเขาช่างรวดเร็วเหลือเกินจนน่าชื่นชม)เหล่าทหาร(ยกเว้นเกาชุน)ค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นนายหญิงของพวกเขาร่วมทางไปด้วย
ถ้าเราจำไม่ผิดนี่เป็ตรงที่เราอ่านค้างไว้ก่อนจะตาย าใหญ่ระหว่าง 5 แคว้นไม่น่าเก็บตอนไว้เพื่ออ่าน่ลาพักร้อนเลยฮุ่ยหลิงก็ไม่เคยอ่านนิยายเื่นี้ซะด้วย ต้องดำน้ำอย่างเดียวเลยสินะ
“คิดอะไรอยู่”ราวกับอ่านใจได้ หวนฉีเปรยถามเมื่อเห็นเด็กสาวมีท่าทีครุ่นคิดหนัก
“ข้าแค่คิดว่าการศึกครั้งนี้คงจะหนักหนาพอดูถึงได้เรียกระดมพลกระทันหันอย่างไม่เคยเป็มาก่อน”คำตอบของเธอทำให้เกาชุนที่อยู่ใกล้ๆ ประหลาดใจดูเหมือนเด็กสาวจะคิดไม่ต่างจากพวกเขา
“นายหญิงคิดเห็นเป็ประการใด”กุนซือวัยกลางคนแทรกกลางบทสนทนาราวกับจะหยั่งเชิงเธออ้ายซินหรี่ตาลงพลางถอนหายใจออกมา
“ไม่รู้สิสตรีอย่างข้าจะไปเข้าใจการศึกได้อย่างไรล่ะ ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเท่านั้นเอง”เธอจงใจยียวนเขา แม้จะรู้ดีว่าเกาชุนเคลือบแคลงในตัวเธอแค่ไหนแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอาคืนเขาบ้างเกาชุนไม่พูดอะไรต่อและปล่อยให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง
เมื่อทัพของหวนฉีมาถึงประตูพระราชวังพวกเขาก็พบว่าวังหลวงตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยเหล่าทหารที่ถูกเรียกตัวมาเหล่าแม่ทัพและรองแม่ทั้งหลายต้องแยกตัวไปเข้าร่วมประชุมกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดบรรดาคนที่เหลือทำได้แค่ยืนรออยู่อย่างไร้กำหนดการใดๆจนกระทั่งพวกเขาถูกเกณฑ์ให้มารวมตัวกันที่ประตูทางเข้าด้วยประกาศที่ว่าจะมีคณะผู้แทนจากต่างแคว้นมาเยือน
“ตอนนี้เนี่ยนะ”อ้ายซินประหลาดใจ ในเมื่อพวกเขากำลังเตรียมตัวที่จะออกรบไฉนถึงได้มีคณะผู้แทนจากแคว้นอื่นมาเยือนในเวลาแบบนี้
“คงจะเกี่ยวข้องกับการเรียกระดมพลกะทันหันแต่ข้านึกไม่ออกเลยว่าแคว้นไหนที่จะมา” หม่าเฉาวิเคราะห์หากจะว่าไปแล้วแต่ละแคว้นแทบจะไม่ถูกกันทั้งหมด การส่งคณะผู้แทนเข้ามาใน่าถ้าไม่เจรจาสงบศึกก็อาจจะเป็การเตือนหรือข่มขู่ให้ยอมจำนน“เ้าคิดว่าอย่างไรอ้ายซิน”
“ถ้าจะเจรจาสงบศึกคงไม่เรียกเหล่าแม่ทัพมาแบบนี้ข้าเกรงว่าจะเป็การศึกครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนดูท่าเราอาจจะเจองานหนักซะแล้วสิ”
“ข้าเห็นด้วยกับเ้า”
พลันความคิดอ้ายซินและหม่าเฉาก็ต้องตื่นจากภวังค์เมื่อเสียงแตรดังขึ้นเป็สัญญาณบ่งบอกว่าคณะผู้แทนได้มาถึงเรียบร้อยเด็กสาวพยักหน้าน้อยๆ แล้วพูดขึ้น “ไปกันเถอะ”