"เ้าหนุ่ม...เ้าเป็ใคร" หมอกู่เอ่ยซ้ำอีกครั้ง นิ้วที่จับข้อมือเฟยหลงยังไม่ยอมปล่อย สายตาจ้องมองราวกับกำลังอ่านบางสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"ท่านหมอ ท่านเป็อะไรไปหรือ" เฟยหลงถามด้วยความกังวล พยายามดึงมือกลับเบา ๆ แต่หมอกู่กลับกำแน่นขึ้นอีก
—
"อย่าขยับ" หมอกู่สั่งเสียงเข้ม ปิดตาลงอีกครั้งเพื่อจดจ่อกับััใต้ปลายนิ้ว ริมฝีปากขมุบขมิบราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในใจ ชิงหยวนที่ยืนดูอยู่ไม่ไกลก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน
เฟยหลงยืนนิ่งไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว รู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่างไหลวนอยู่ใต้ิับริเวณที่หมอกู่ัั ราวกับมีคนกำลังคลี่ด้ายเส้นหนึ่งที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ในร่างกายของเขามานานหลายปีโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกนั้นแปลกประหลาดจนขนลุกทั้งแขน ไม่เ็ปแต่ก็ไม่สบายตัวเลยสักนิด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หมอกู่จึงค่อย ๆ ปล่อยข้อมือเฟยหลงลง แต่สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความตะลึงงัน "เส้นทางปราณของเ้า...มันแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยััมาในชีวิตหมอนี้"
—
"หมายความว่าอย่างไร" ชิงหยวนถามแทนเฟยหลงที่ยังทำหน้างุนงง
หมอกู่ลุกขึ้นไปหยิบตะเกียงมาวางใกล้ขึ้นก่อนนั่งลงอธิบาย "ข้าเคยเรียนวิชาแพทย์จากสำนักหนึ่งที่เชี่ยวชาญเื่เส้นลมปราณเป็พิเศษ พอจะแยกแยะรากฐานปราณของคนได้คร่าว ๆ จากชีพจร คนทั่วไปจะมีเส้นทางเดินปราณกระจายสม่ำเสมอตามจุดต่าง ๆ ในร่างกาย แต่เ้า..." นางหยุดคิดหาคำพูดครู่หนึ่ง "เ้ามีร่องรอยของเส้นทางเส้นหนึ่งที่กว้างและแข็งแรงผิดปกติฝังอยู่ลึกในร่าง ทว่าตายสนิทไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ราวกับถูกเฉือนทิ้งด้วยของมีคมที่มองไม่เห็น"
—
เฟยหลงรู้สึกใจหายวูบ คำพูดนั้นตรงกับสิ่งที่คนเฝ้าก้นเหวเคยอธิบายให้ฟังทุกตัวอักษร "เส้นทางลัด" ที่เขาเคยมีมาแต่กำเนิด ก่อนจะถูกพิษของหลินซีทำลายจนหมดสิ้นในคืนที่ถูกผลักตกหน้าผา เขาไม่เคยบอกเื่นี้ให้ใครฟังมาก่อนเลย แม้แต่ชิงหยวนก็ยังไม่รู้
เขานึกย้อนไปถึงวันแรกที่คนเฝ้าก้นเหวอธิบายกลไกของเส้นทางลัดกับจุดปราณสำรองให้ฟังริมบ่อน้ำิญญา ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดดีนัก รู้เพียงว่าตัวเองสูญเสียบางอย่างไปอย่างถาวร แต่การได้ยินคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยืนยันเื่เดียวกันด้วยปากตัวเอง กลับทำให้ความจริงข้อนี้หนักแน่นและเ็ปยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินครั้งแรกเสียอีก
"ท่านหมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็รากปราณพิเศษ ไม่ใช่แค่าแธรรมดา" ชิงหยวนถามต่อ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ
"เพราะร่องรอยที่เหลืออยู่มันใหญ่เกินกว่าจะเป็เส้นทางของคนธรรมดา" หมอกู่ตอบหนักแน่น "รากปราณแบบนี้พบได้หนึ่งในหมื่นคนถึงจะมีสักคน ข้าเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต...และคนคนนั้นก็จบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเพราะเหตุผลไม่ต่างจากที่เ้าเผชิญอยู่ตอนนี้"
นางลุกขึ้นเดินไปหยิบตำราเก่าเล่มหนึ่งจากชั้นวางมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบมีภาพวาดเส้นทางปราณของร่างกายมนุษย์พร้อมคำอธิบายเป็ตัวหนังสือเล็ก ๆ นางชี้ไปที่จุดหนึ่งกลางลำตัวให้ทั้งสองดู "เส้นทางลัดแบบนี้ตำราเรียกว่า 'เส้นัฟ้า' เพราะพาดผ่านร่างกายเหมือนัเลื้อยจากอกลงไปถึงท้อง ปกติจะทำให้ผู้ฝึกปราณได้เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่าั้แ่วัยเด็ก แต่ก็เปราะบางกว่าเส้นทางปกติเช่นกันหากถูกโจมตีตรงจุด"
—
ห้องเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงไฟในเตาที่ยังคงลุกโพลง เฟยหลงกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรกับข้อเท็จจริงที่เพิ่งได้รับการยืนยันจากปากคนแปลกหน้า ทั้งที่ควรจะรู้สึกภูมิใจกับพร์ที่เคยมี กลับรู้สึกเ็ปมากกว่าเพราะมันคือสิ่งที่ถูกพรากไปแล้วอย่างไม่มีทางเรียกคืน
"ถ้าเส้นทางนั้นตายสนิทไปแล้วจริง ๆ..." เฟยหลงถามเบา ๆ ด้วยเสียงที่แทบไม่เป็ตัวของตัวเอง "แล้วปราณที่ข้าใช้อยู่ตอนนี้มาจากไหนกัน"
"จากจุดสำรองที่เ้าเปิดขึ้นใหม่เอง" หมอกู่ตอบทันทีราวกับรู้คำตอบอยู่แล้ว "ข้าััได้ถึงจุดเล็ก ๆ หลายจุดที่เพิ่งถูกเปิดใช้งานไม่นานนี้ กระจายอยู่รอบเส้นทางเก่าที่ตายไปแล้ว เป็แนวทางที่ต้องใช้ความอดทนมหาศาลกว่าจะได้ผล ไม่ใช่เื่ที่เด็กหนุ่มทั่วไปจะทำได้ง่าย ๆ" นางมองเฟยหลงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับเริ่มมองเห็นคุณค่าบางอย่างที่ไม่ได้วัดจากรากปราณเพียงอย่างเดียว
"แต่ที่ทำให้ข้าใยิ่งกว่านั้น" หมอกู่พูดต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครืออีกครั้ง "คือร่องรอยของพิษที่ยังฝังแน่นอยู่รอบเส้นทางนั้น มันไม่ใช่พิษธรรมดาที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านยา ลักษณะการกัดกร่อนแบบนี้...ข้าเคยเห็นมันครั้งหนึ่งมาก่อนเมื่อสิบกว่าปีก่อน"
—
ชิงหยวนสะดุ้งเล็กน้อย "ท่านหมายความว่าพิษที่ใช้ทำร้ายเฟยหลงกับพิษที่ท่านเคยเห็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน...เป็ชนิดเดียวกัน"
หมอกู่พยักหน้าช้า ๆ สายตาเลื่อนลอยไปไกลราวกับกำลังหวนคิดถึงอดีตที่ไม่อยากจดจำ "คนไข้รายนั้นเป็ชายหนุ่มจากตระกูลพ่อค้าเร่ร่อน มาหาข้าด้วยอาการเหมือนกันทุกอย่าง เส้นทางปราณเส้นหนึ่งตายสนิทอย่างผิดธรรมชาติ ข้าพยายามสุดความสามารถแต่ก็ช่วยไม่ทัน เขาเสียชีวิตภายในสามวันเพราะพิษแพร่กระจายเข้าอวัยวะสำคัญ ตอนนั้นข้ายังสาวและไม่มีประสบการณ์พอจะรู้ว่าควรทำอย่างไร" นางกำมือแน่นบนตักตัวเอง "ภาพนั้นติดตาข้ามาจนถึงทุกวันนี้"
"ข้าไม่กล้ายืนยัน ผ่านมานานขนาดนี้ความทรงจำอาจคลาดเคลื่อนได้" หมอกู่ส่ายหน้าเล็กน้อยแต่สายตายังเต็มไปด้วยความมั่นใจแฝงอยู่ "แต่ลักษณะการทำลายเฉพาะเส้นทางเดียวโดยไม่แตะจุดอื่นเลยแบบนี้ ไม่ใช่ฝีมือของคนทั่วไปแน่นอน ต้องเป็พิษที่ปรุงขึ้นเฉพาะเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ ต้องใช้ทั้งความรู้และทรัพยากรมหาศาล ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์สำนักธรรมดาคนไหนจะหาซื้อมาใช้เองได้ง่าย ๆ"
เฟยหลงรู้สึกโลกทั้งใบเอียงไปอีกครั้ง ความคิดที่เคยเชื่อมาตลอดว่าหลินซีกับจ้าวเทียนวางแผนกันเองเพียงเพราะความอิจฉาริษยาธรรมดา เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง หากพิษนั้นหายากและซับซ้อนถึงขนาดนี้จริง คำถามที่ตามมาคือใครกันแน่ที่จัดหาให้พวกเขา และทำไมถึง้าทำลายรากปราณของเขาโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่กำจัดเขาออกจากตำแหน่งศิษย์เอก
—
เฟยหลงฟังคำอธิบายเื่ "เส้นัฟ้า" ด้วยความรู้สึกประหลาด ราวกับกำลังฟังเื่ราวของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง ทั้งที่มันคือส่วนหนึ่งของร่างกายที่เขาแบกมาั้แ่เกิดโดยไม่เคยรู้ชื่อเรียกด้วยซ้ำ เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ คงมีเื่ราวอีกมากมายเกี่ยวกับตัวเขาเองที่พวกท่านรู้ดีแต่ไม่มีโอกาสได้บอกเล่า
"หากท่านช่วยยืนยันได้มากกว่านี้ อาจช่วยไขคดีที่คาราคาซังมาเกือบปีได้" ชิงหยวนพูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงเริ่มมีความหวังปนอยู่เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง
หมอกู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้า ๆ "ข้ามีบันทึกเก่าเก็บไว้จากตอนที่รักษาคนไข้รายนั้นไม่ทัน อาจพอเทียบเคียงลักษณะพิษได้ชัดเจนกว่านี้ แต่ต้องขุดค้นในห้องเก็บของหลังบ้าน คงต้องใช้เวลาสักพัก"
นางลุกขึ้นเดินไปทางประตูหลังกระท่อมทันที ทิ้งให้เฟยหลงกับชิงหยวนนั่งเฝ้าคนเฝ้าก้นเหวที่ยังคงหมดสติไม่ฟื้นต่อไปท่ามกลางคำถามใหม่ที่ผุดขึ้นมากกว่าคำตอบที่เพิ่งได้รับ
เฟยหลงมองไปที่ใบหน้าซีดเผือดของผู้าุโที่นอนนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ อยากรู้เหลือเกินว่าถ้าคนเฝ้าก้นเหวฟื้นขึ้นมาตอนนี้ จะมีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิษชนิดนี้หรือไม่ เพราะเขาเองก็เคยพูดถึงเื่ "หนี้" ที่ติดค้างครอบครัวเฟยหลงไว้ในลักษณะที่ฟังดูใหญ่โตเกินกว่าจะเป็เพียงเื่บังเอิญธรรมดา ราวกับทุกเส้นด้ายของความลับกำลังค่อย ๆ ถูกดึงเข้ามากันที่จุดเดียว
"เ้าเป็อะไรไหม" ชิงหยวนถามเบา ๆ สังเกตเห็นสีหน้าเลื่อนลอยของเฟยหลง
"ข้าแค่..." เฟยหลงลังเลก่อนตอบ "ข้ารู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เคยคิดว่ารู้เกี่ยวกับตัวเอง กำลังพังทลายลงทีละชิ้นในคืนเดียว ทั้งเื่พ่อ ทั้งเื่รากปราณ ทั้งเื่พิษ...ข้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเป็ใครกันแน่"
ชิงหยวนวางมือลงบนไหล่เฟยหลงเบา ๆ ไม่มีคำปลอบใจใดที่ฟังดูเพียงพอในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเลือกที่จะเงียบและอยู่เคียงข้างแทน
—
ทันใดนั้น เสียงม้าวิ่งกระทบพื้นดินหลายตัวดังขึ้นจากถนนหน้าหมู่บ้าน ตามด้วยเสียงคนเคาะประตูเรือนข้างเคียงถามหาคนแปลกหน้าสองคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อค่ำนี้ เฟยหลงกับชิงหยวนสบตากันทันทีด้วยความตื่นตัวสุดขีด มือของชิงหยวนเอื้อมไปที่ด้ามกระบี่โดยสัญชาตญาณทั้งที่ปราณในร่างแทบไม่เหลือให้ใช้ป้องกันตัวได้อีกครั้ง
"ไม่น่าจะใช่คนของหออสูรราตรี" ชิงหยวนกระซิบเบา ๆ พยายามสงบสติตัวเอง "หัวหน้าหน่วยบอกไว้ชัดเจนว่าจะไม่ตามมาอีกถ้าคำโกหกของข้าเป็ความจริง แต่ก็ยากจะแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์"
เฟยหลงมองไปที่ร่างคนเฝ้าก้นเหวที่ยังคงหมดสติอยู่บนแคร่ไม้ด้วยความกังวลสุดขีด หากต้องหลบหนีอีกครั้งในสภาพเช่นนี้ คงไม่มีทางรอดพ้นไปได้ไกลนัก เขากำมือแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือ พยายามคิดหาทางออกที่ไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกเป็ครั้งที่สาม
เสียงเคาะประตูขยับเข้าใกล้กระท่อมหมอกู่มากขึ้นทุกที จนในที่สุดก็หยุดลงตรงหน้าประตูบานเดียวกับที่ทั้งสามคนอยู่ภายใน