ตอนที่ 339 เพชฌฆาตในเอเทอรัม
บนหลังของนกยักษ์ 8ปีกที่ตัดผ่านท้องฟ้า โฟเรลนั่งอย่างเงียบสงบในที่นั่งของตั๋วระดับสมบัติทอง ทางด้านข้างคือเรนเดลและเซเรนเซ่ที่ดูจะตื่นเต้นกับที่นั่งนุ่มสบายและทิวทัศน์ของผืนน้ำทอดยาวรอบด้าน
โฟเรลเหลือบมองทั้งสองน้อย ๆ จากที่เขาแอบไปสืบมา ดูเหมือนว่าขามาทั้งสองจะนั่งเพียงตั๋วระดับสมบัติทองแดงเท่านั้น โฟเรลอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ขีดเขียนชะตาที่แข็งแกร่งเช่นเรนเดลเหตุใดจึงดูจนนัก
เขาถอนหายใจน้อย ๆ คิดถึงสีหน้าของเรนเดลยามที่เขาเสนอจะซื้อตั๋วสมบัติทองให้อีกฝ่ายและเซเรนเซ่ในการเดินทางเที่ยวนี้ ท่าทีตื่นเต้นดีใจนั้นดูไม่เหมือนเรื่องหลอกลวงแม้แต่น้อย อีกฝ่ายดูจะค่อนข้างขัดสนจริง ๆ
เขาไม่คิดจะถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ อีกฝ่ายเป็นนักบวชธุดงค์ จะให้ทำตัวละลาบละล้วงเกินไปจะไม่เป็นผลดี ยังไงพวกเขาอีกไม่นานก็ต้องแยกจากกันแล้ว
เสร็จภารกิจนี้เมื่อไหร่.. โฟเรลคิดในหัว เขายังอดโมโหน้อย ๆ ไม่ได้ที่อีกฝ่ายฉวยโอกาสต่อรองเขาด้วยเห็ดก่อรูปทรายจนเขาต้องมาเดินทางไปยังอ่าวใต้บาดาลด้วยเช่นนี้
การเดินทางเที่ยวนี้ค่อนข้างใช้เงินจำนวนมาก จุดมุ่งหมายของนกยักษ์ 8ปีกตัวนี้คือเกาะลูน เกาะที่อยู่ใกล้กับอาณาเขตผืนน้ำของอาณาจักรไฟกัลป์ การเดินทางข้ามอ่าวใต้บาดาลเช่นนี้ไม่ใช่จะโดยสารนกยักษ์ 8ปีกชนิดใดก็ได้ ต้องเป็นนกยักษ์ 8ปีกระดับสูงที่กลุ่มการค้าเชียนเป่าฝึกเป็นพิเศษ
ตัวนกยักษ์ 8ปีกที่พวกเขาโดยสารอยู่เป็นถึงระดับอริยะ รวมถึงกัปตันผู้ขับขี่นกยักษ์เองก็เช่นกัน ตัวนกยักษ์ตัวนี้แผ่กลิ่นอายเข้มแข็งและบึกบึนกว่าตัวอื่น ๆ ที่เรนเดลเคยพบมามากนัก เพราะความพิเศษของมันนี้เองเขาและเรนเดลจึงต้องเดินทางไปยังนครใหญ่ใกล้เคียงก่อนจึงค่อยต่อเที่ยวโดยสาร จากตอนที่ทั้งสองแลกเปลี่ยนกันก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว
ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้ไม่ได้ทำให้โฟเรลรู้สึกอยากสนิทสนมกับเรนเดลมากขึ้นเท่าใด เขายังคงรักษาสีหน้านิ่งเฉยและไม่ค่อยพูดเช่นเคย ที่จะลำบากก็มีเพียงอีกฝ่ายนั้นพยายามชวนเขาคุยเสียเหลือเกิน
เป็นคนใบ้ที่พูดมากสุด ๆ โฟเรลถอนหายใจ หันกลับไปตอบเรนเดลที่ดึงชายเสื้อของเขาข้างกาย “อีกสักพักใหญ่เลยครับกว่าจะถึง เกาะลูนนั้นอยู่ในอ่าวใต้บาดาล เราต้องเดินทางกันข้ามวันครับ”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้อยากสนิทสนมกับอีกฝ่ายนักแต่การร่วมทางกันก็ทำให้เขาเข้าใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นพอสมควร เช่นเรื่องที่เรนเดลนั้นถูกศาสนจักรรับตัวไปเลี้ยงตั้งแต่เด็กหรือเรื่องที่เซเรนเซ่นั้นเคยเป็นม้าลากเลื่อนของชนชั้นสูงมาก่อน
ตอนที่ได้รู้ว่าเรนเดลนั้นอายุ 42ปีนั้นเขาตกใจไม่น้อย ด้วยหน้าตาเช่นนั้นอีกฝ่ายกลับอายุมากกว่าเขา และด้วยอายุเท่านั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรนเดลเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่น่าจับตามองอย่างแน่นอน การได้พบเจอเรนเดลเป็นการย้ำเตือนตัวเขาเองว่ามหาทวีปนี้ยังมีอัจฉริยะไร้ชื่อเสียงอยู่อีกมาก
โฟเรลไม่ค่อยชินกับการมีสหายเดินทางเท่าไหร่นัก เขามักออกปฏิบัติภารกิจเพียงคนเดียวเสียส่วนมาก เขาต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ทีเดียวจึงจะปรับตัวกับเรนเดลได้ ในทางกลับกัน กับเซเรนเซ่เขาค่อนข้างจะเข้าหาลำบาก เพราะว่าเซเรนเซ่นั้นหวงเรนเดลเสียยิ่งกว่าอะไรดี
ตลอดหลายวันมานี้สายตาของเซเรนเซ่แทบจะจับจ้องอยู่ที่เขาตลอดเวลา แม้แต่เวลาที่มันหันไปพูดคุยกับเรนเดลเขาก็ยังรู้สึกได้ว่ามันจับจ้องเขาด้วยบางสิ่งอยู่ แม้แต่ระยะห่างระหว่างมันและเขาก็เป็นระยะห่างที่มันสามารถพุ่งเข้าจู่โจมเขาได้ทุกเวลา
พูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นการเดินทางที่ไม่สุขสบายเลยแม้แต่น้อย เจ้านายหญิงแสนน่ารักก็ชวนคุยเก่งจนน่าเหนื่อยใจ สัตว์คู่หูจอมโหดก็ระวังเขาราวกับว่าเขาจะจับเจ้านายของมันกิน
—————————————————————————————————————————————————
เวลาเดียวกันกับที่นิทานคีตาเดินทางไปยังเกาะลูนพร้อมกับโฟเรล เพชฌฆาตก็ได้มาถึงเอเทอรัม
“เอเทอรัม ยังเป็นนครที่สวยและน่ารังเกียจเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยนะครับ ดูพวกเผ่าซือบาสพวกนั้นสิ มองผมอย่างกับตัวอะไรก็ไม่รู้ มากี่ครั้งก็เหมือนเดิมตลอด” เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นจากชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่ง เขาเดินทางมาพร้อมกับเผ่าซือบาสคนหนึ่ง
รอบตัวของพวกเขาคือตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่ที่เน้นสีทอง ขาว และเหลือง สถาปัตยกรรมออกแบบให้โปร่ง เน้นรับลมและแสงแดด ตัวอาคารเองก็ไม่ได้หนาและดูใหญ่อะไร เพราะช่องว่างระหว่างอาคารจึงทำให้เอเทอรัมดูไม่อึดอัดดังเช่นบาราทรัม ทุกตึกล้วนเต็มไปด้วยช่องขนาดใหญ่และหน้าต่างที่เปิดกว้าง ชวนให้ดูสบายตาและกว้างขวาง
ใต้พื้นคือทางเดินที่ไม่เชื่อมต่อกันเท่าใดนัก พวกมันล้วนถูกปูด้วยกระเบื้องสีขาวบริสุทธิ์ ทางด้านล่างใต้กระเบื้องกลับไม่ใช่ผืนดิน แต่เป็นเมฆหนาสีขาวขุ่นที่ก่อตัวรวมกันจนหนาแน่น
เอเทอรัมคือมหานครลอยฟ้า นครที่ตั้งอยู่บนเมฆขนาดยักษ์ การสัญจรทางบกนั้นแทบไม่จำเป็นสำหรับเผ่าซือบาสผู้โผบินบนฟากฟ้า
กระเบื้องสีขาวทางเดินเหล่านั้นคล้ายทำไว้อย่างลวก ๆ สำหรับคนต่างถิ่น พาหนะต่าง ๆ สำหรับการขนย้ายสินค้าล้วนลอยอยู่บนท้องฟ้า ยานพาหนะหลักคือเหยี่ยวขนาดใหญ่ที่บรรทุกคนได้จำนวนมาก
นครเอเทอรัมมีขนส่งสาธารณะน้อยมาก สำหรับเผ่าพันธุ์ที่มีปีก พวกเขามองว่าการใช้ขนส่งเดินทางระยะใกล้นั้นเสื่อมเสียเกียรติ
แม้ชายหนุ่มคนนี้จะพูดจาไม่ดีกับประชากรเผ่าซือบาส แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้คือที่นี่นั้นงดงามอย่างแท้จริง สถาปัตยกรรมแบบเปิดโล่งทำให้ดูอิสรเสรี สีทอง ขาว และเหลืองทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และสูงส่ง ประชากรเผ่าซือบาสนั้นมักมีหน้าตาที่งดงามแต่กำเนิด ภาพของพวกเขาที่โผบินบนท้องฟ้าจึงน่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือทิวทัศน์ การที่ได้มองออกไปแล้วได้เห็นความกว้างใหญ่ของผืนนภารอบด้านนั้นเป็นภาพที่งดงามอย่างแท้จริง งดงามจนส่วนหนึ่งในใจเริ่มจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดเผ่าซือบาสนั้นกดขี่เผ่าพันธุ์อื่น
พวกเขานั้นงดงามอย่างแท้จริง ทั้งรูปร่างและถิ่นที่อยู่รวมถึงความสามารถ ราวกับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกรังสรรค์ด้วยความใส่ใจ
เสียงของชายหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ไม่ได้เบาเลย เรียกสายตาของเผ่าซือบาสที่เหินบินอยู่บนท้องฟ้าให้หันมามองที่เขา ท่าทางและสีหน้าไม่พอใจของเผ่าซือบาสผู้นั้นไม่ได้รบกวนอะไรชายหนุ่ม เขายังคงพูดจารื่นเริงเช่นเดิมต่อไป
“เบาเสียงหน่อยน่าเพชฌฆาต นายก็รู้ว่าพวกเขาโตมาแบบนั้น จะไปโทษพวกเขาไม่ได้หรอก” สหายเผ่าซือบาสคนนั้นถอนหายใจขณะตอบเพื่อนเก่าแก่ของตน
“นายไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอกน่าสก็อต นายก็รู้ว่าพวกเผ่าซือบาสมันก็เป็นแบบนั้นกันหมด” เพชฌฆาตยักไหล่ เขาไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าตนจะถูกมองโดยเผ่าซือบาสเช่นไร
เพชฌฆาตเคยเดินทางไปทำภารกิจมาแล้วหลายที่ นอกอาณาจักรไฟกัลป์ก็มีบ่อยครั้ง พบเจอคนหลายประเภท มีทั้งเพื่อนใหม่และศัตรู ในจำนวนทั้งหมดที่เพชฌฆาตเจอมานั้น เขาพูดได้เต็มปากว่าเผ่าซือบาสนั้นไม่น่าคบที่สุด
พวกซือบาสนั้นมองเผ่าพันธุ์ที่ไม่อาจเหินบินบนท้องฟ้าเหมือนพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ ก้มลงมองด้วยสายตาสมเพชเวทนา ในฐานะของประชาชนอาณาจักรไฟกัลป์เขาคือคนที่ยอมรับความหลากหลายได้มากที่สุดคนหนึ่ง แต่กับพวกเผ่าซือบาสเขาแทบจะกล่าวได้ว่าร้อยทั้งร้อยพวกมันเป็นแบบนี้หมด
สก็อตไม่ตอบกลับใด ๆ อีก ตัวเขาเองก็รู้สึกได้ว่าเผ่าพันธุ์ของเขาเองนั้นไม่น่าคบหาด้วยแม้แต่น้อย นั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่เขาเลือกจะออกมาเป็นนักผจญภัย
“นายเอาจริงเหรอเพชฌฆาต ถึงปู่ของฉันจะใจดีแต่การจะไปถามเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ในคัมภีร์นี่มันก็..” สำหรับเผ่าซือบาสแล้ว เนื้อหาคัมภีร์และมันตราโบราณนั้นสำคัญกับพวกเขามากเป็นพิเศษ
พวกเขาเชื่อกันว่าเผ่าซือบาสคือเผ่าพันธุ์ที่เดรฟัสพยายามรังสรรค์มาเพื่อปกครองมหาทวีป ปีกและรูปร่างหน้าตาที่งดงามคือสัญลักษณ์และตัวแทนของพระเจ้า เอเทอรัมคือหนึ่งในสถานที่ที่ความศรัทธาในศาสนาปฐมมันตราเข้มแข็งที่สุด หนึ่งในอัครสาวกเองก็ประจำอยู่ที่นี่
“ปู่ของนายเป็นถึงอดีตอาจารย์ระดับกิตติมศักดิ์ของหอสมุดที่ได้รับตราเลยนะ ท่านต้องตอบเรื่องที่ผมสงสัยได้แน่ ๆ อีกอย่างท่านเองก็เป็นคนหนึ่งที่เปิดกว้างมาก รบกวนหน่อยนะ” เพชฌฆาตขอร้องอีกครั้ง แม้จะมาถึงเอเทอรัมแล้วแต่สก็อตก็ดูจะยังไม่สบายใจอยู่ดี
“แต่นายนี่น้า ไม่เจอกันตั้งหลายปี เจอหน้ากันทีก็หาเรื่องให้ฉันลำบากเลยนะ”
“ขอโทษษษ แต่ผมนึกทางอื่นไม่ออกแล้วจริง ๆ ไว้ผมจะเลี้ยงข้าวนะ ที่นครรัตนะมีร้านอร่อย ๆ เพียบเลย โอ๊ะ ที่รักก็คิดถึงนายนะ ไว้แวะมากินข้าวที่บ้านผมบ้างนะ แน่นอนว่าไก่ทอดมอเรลยังอร่อยเหมือนเคย”
“คุณเฮเลนน่ะเหรอ ไม่ได้เจอนานแล้วจริง ๆ ด้วย พวกนายนี่ยังหวานกันเหมือนเดิม” สก็อตหัวเราะ การพูดคุยไร้สาระเช่นนี้ทำให้เขาคิดถึงสมัยก่อน ทั้งสองรู้จักกันสมัยที่เขายังเป็นนักผจญภัยอยู่
ในสมัยนั้นทั้งเขาและเพชฌฆาตเคยร่วมทางกันผจญภัยอยู่หลายปี เขาเองก็สนิทกับเฮเลน ไก่ทอดมอเรลแสนอร่อยสูตรเฮเลนเขาเองก็เคยกิน
“นายแต่งงานแล้วนี่นา หวานชื่นสดใสเหมือนที่ฝันไว้มั้ย แถมยังใช้เงินเก็บสมัยเป็นนักผจญภัยซื้อบ้านที่เอเทอรัมได้อีก นักผจญภัยระดับบุษราคัมนี่รวยไม่ธรรมดาจริง ๆ” เพชฌฆาตหัวเราะสดใส เขาไม่ได้คุยกับเพื่อนคนนี้นานเหลือเกิน เพียงมีโอกาสได้ติดต่อกันบ้างตามโอกาสเท่านั้น
“การได้อยู่กับสตาร์คคือความฝันของฉัน แต่พอแต่งงานเข้าจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าสมัยก่อนฉันนั้นคิดตื้นแค่ไหน” สก็อตถอนหายใจยาว เขาเคยหลงเชื่อว่าความรักเป็นเพียงเรื่องของคนสองคน แต่ความเป็นจริงแล้วโลกมันไม่ได้ง่ายแบบนั้นเลย
สตาร์ค สามีของสก็อตเป็นเผ่ากิกัน เผ่าพันธุ์ชั้นรองที่รูปร่างสูงใหญ่ พวกเขานั้นพบกันตั้งแต่ยังเป็นแรกเกิดแล้วจึงพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมา จนในที่สุดจึงได้แต่งงานกันไม่กี่ปีก่อน
การแต่งงานครั้งนั้นทำให้สก็อตตัดสินใจเลิกเป็นนักผจญภัย ใช้เงินเก็บทั้งหมดของตนซื้อบ้านที่เอเทอรัม เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย พวกเขาเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของทั้งสอง แม้ว่าเผ่าซือบาสจะขึ้นชื่อเรื่องการเหยียดเผ่าพันธุ์ แต่นครเอเทอรัมก็ถือเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่เจริญที่สุดแห่งหนึ่งของมหาทวีป
เพื่ออนาคตของลูกในอนาคตของทั้งสอง พวกเขาจึงตัดสินใจจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ หวังให้ตัวสก็อตเองพาลูกเข้าสู่สังคมของเหล่าชนชั้นสูง
ความเป็นจริงกลับไม่ใกล้เคียงเลย ความเหยียดเผ่าพันธุ์ของเผ่าซือบาสนั้นรุนแรงกว่าที่ทั้งสองคิดมาก ตัวสตาร์คนั้นโดนกดดันจากคนรอบตัวในแทบทุกวัน
“แต่ก็พอไปไหวอยู่ ฉันเองตอนนี้ก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาสมาคมนักผจญภัยสาขาใหญ่ คอยฝึกสอนพวกเด็ก ๆ เผ่าซือบาสที่อยากเป็นนักผจญภัย เพราะงั้นฐานะและตำแหน่งของฉันก็มากพอจะปกป้องสตาร์คได้” สก็อตยิ้มอย่างอ่อนล้า ภาพครอบครัวสุขสันต์ที่เขาวาดฝันไว้นั้นช่างยากจะไปถึงเหลือเกิน
เพชฌฆาตโอบไหล่ของสก็อตอย่างเป็นกันเอง หวังปลอบสหายสนิท “ติดต่อมาได้เสมอนะ ผมรู้นะว่านายน่ะเป็นพวกไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ผมไม่ใช่คนอื่น เพราะงั้นถ้านายไม่ติดต่อมา ครั้งหน้าที่เจอกันผมจะบุกไปถามนายด้วยตัวเอง” เพชฌฆาตยิ้มกว้าง
สก็อตยิ้มตอบ การที่สหายเก่าของเขายังคงห่วงใยเขาอยู่ทำให้เขารู้สึกมีแรงขึ้นมาก “พูดไปเถอะ เจอกันครั้งนี้นายยังโผล่มาขอให้ฉันช่วยอยู่เลย”
“เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้นน่า!” เพชฌฆาตหัวเราะร่วน
“ว่าแต่ทางนายล่ะเป็นยังไงบ้าง ข่าวเรื่องศึกชิงตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ดังไปทั่วมหาทวีปเลยนะ ถ้าจำไม่ผิดนายอยู่ฝั่งองค์หญิงที่ 4 ใช่มั้ย” สก็อตเปลี่ยนเรื่อง เขาไม่อยากให้การพบเจอกันในรอบหลายปีเต็มไปด้วยเรื่องเครียด
“กำลังไปได้สวยเลยล่ะ ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมีปัญหาเพราะองค์หญิงเองยังเยาว์วัยอยู่มาก ขาดเวลาในการเติบโต พวกองค์ชายเลยใช้จุดนี้จู่โจมกันไม่หยุดเลย แต่ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าดูถูกองค์หญิงอีกแล้วล่ะ องค์หญิงพิสูจน์ความสามารถของเธอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว” เพชฌฆาตเลิกคิ้วมองเพื่อนของตนที่เปลี่ยนเรื่อง เขาไม่เซ้าซี้ ตอบไปตามตรง
นัยน์ตาของเพชฌฆาตเป็นประกายอย่างรวดเร็วเมื่อได้กล่าวถึงองค์หญิงที่เขาเคารพรัก เมื่อได้เห็นดังนั้นสก็อตก็เผยรอยยิ้มบาง เพชฌฆาตไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ
“สมัยก่อนนายยังคอยเป็นห่วงเธอตลอดจนวิ่งวุ่นทำภารกิจไปทั่วเลยไม่ใช่เหรอ ภักดีเสมอมาจนถึงปัจจุบันเลยสินะ” เขาเองก็ได้รู้จักกับเพชฌฆาตเพราะหนึ่งในภารกิจเหล่านั้นเช่นกัน
“แน่นอน เพราะมีแค่องค์หญิงเท่านั้นที่จะสร้างอาณาจักรที่ผมอยากให้ลูกของผมเติบโตในนั้นได้ อาณาจักรที่องค์หญิงปกครองย่อมเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน” เพชฌฆาตตอบอย่างมั่นใจ เขาไม่เคยกังขาในความดีขององค์หญิงไพลินแม้แต่น้อย
“แต่ตอนนี้ผมไม่ต้องคอยตามประกบเหมือนก่อนแล้วล่ะ องค์หญิงเติบโตขึ้นมากจนไม่ต้องการการดูแลจากผมอีกแล้ว เธอพร้อมจะก้าวต่อไปได้ด้วยตนเอง ผมอาจจะเริ่มแก่แล้วก็ได้ เผลอหน่อยเดียวเด็กหญิงขี้แยคนนั้นก็แข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว” เพชฌฆาตยิ้มตอบ
สก็อตหัวเราะขำ เพชฌฆาตอายุยังไม่ถึง 50ปีด้วยซ้ำไป “ฉันเองก็ได้ยินเรื่องผลงานของเธอมาเหมือนกัน ทั้งกวาดล้างกลุ่มโจร ขุดค้นสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม สร้างสัมพันธไมตรีกับเผ่ารูเบียส”
“ใช่ ตั้งแต่ที่องค์หญิงได้พบเพื่อนแท้ที่มองเธออย่างเท่าเทียมและไม่มีวันหักหลังเธอก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดองค์หญิงได้อีกแล้วล่ะ การที่เธอได้ครองตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์เป็นแค่เรื่องของเวลาแล้ว” เพชฌฆาตพูดอย่างภูมิใจ สหายสนิทคนนั้นเองก็เป็นเพื่อนสนิทอีกคนของเขาเช่นกัน
“นายหมายถึง.. นิทาน วงจันทรา?” สก็อตหรี่เสียงลงเล็กน้อยยามพูดถึงชื่อนี้
“ใช่ ยอดอัจฉริยะผู้เทียบเคียงนภาอันสูงล้ำ เผ่ารูเบียสตั้งชื่อเล่นที่ผมชอบมากให้นิทานด้วยนะ เหมือนจะเป็น..อีกหนึ่งนภา” เพชฌฆาตยิ้มกว้าง พูดตอบเสียงดังโดยไม่สนใจท่าทีระมัดระวังของสก็อตแม้แต่น้อย
คำพูดของเขาเรียกสายตาของเผ่าซือบาสรอบด้านให้หันมามองโดยพร้อมเพรียงกัน