อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 46 การประลองเมืองบุปผาแดง

    ตอนที่ 46


    เจ้าเมืองอย่าง ฉีเฟยเทียน ไม่คาดคิดเช่นกัน ว่าการเดิมพันมันจะลุกลามใหญ่โตมาจนถึงจุดนี้ส่วนหนึ่งคงต้องยอมรับในการยุแยงของ ซุน ที่แยบยลจนน่าตกใจ ใช้เงื่อนไขเล็ก ๆ ที่อีกฝ่ายต้องการเพื่อให้หานเต้าหยี ตอบตกลงในคราแรก ก่อนจะทวีมูลค่าเดิมพันสูงขึ้นเป็นสิบเท่าในคำพูดประโยคเดียวเมื่อเห็นว่าจิตใจของ หานเต้าหยี กำลังเอนเอียง...

     

    ฉีเฟยเทียน เก่งกาจในด้านอ่านความสามารถผู้คนยังอดที่จะทึ่งไม่ได้กับเรื่องนี้...

    ‘สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเจ้าเด็กนี่ อาจไม่ใช่วรยุทธตามที่มู่เจี้ยน รายงาน... แต่เป็นพลังในการวิเคราะห์และแผนการที่จัดวางได้แยบยลราวกับเป็นจอมปราชญ์...’

     

    เมื่อการเดิมพันได้ข้อสรุป ฉีเฟยเทียน ก็จำต้องเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาครั้งนี้...ทุกอย่างถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมประทับตราหน่วยงานราชการ หากเกิดการคดโกงหรือฉีกสัญญาขึ้นหน่วยงานราชการแผ่นดินจะเข้าแทรกแซงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม…

     

    หานเต้าหยี เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เพราะเงื่อนไขฝ่ายตนนับว่าเหนือกว่าอย่างชัดเจน...ไม่จำเป็นที่ หานเฉียง บุตรของตนจะต้องชนะเลิศ ขอเพียงแค่สามารถหยุดยั้งมิให้เหยาซุน ชนะเลิศได้ ก็ถือว่าฝ่ายตนชนะเดิมพันทันที!!

     

    ว่าตามความรู้สึก หานเต้าหยี ชนะเดิมพันไปครึ่งก้าวแล้ว!!

     

    เจ้าเมืองฉี ยังจัดสถานที่รับชมเป็นพิเศษสำหรับ ตระกูลหาน และตระกูลซ่ง ให้รับชมอยู่บนอัฒจันทร์เดียวกันกับตระกูลฉี ทั้งยังขอรับสิ่งของเดิมพันจากทั้งสองฝ่ายมาไว้กับตระกูลฉีล่วงหน้า เมื่อมีผู้ชนะก็จะมีการส่งมอบทันทีหลังการประลองจบสิ้น...

     

    ซ่งไห่เฟิง ถอนหายใจหนักหน่วง อดไม่ได้ที่จะเขกกำปั้นลงบนศีรษะของซุน หลังจากลงนามสัญญา...

    “เจ้าเด็กบ้า!! ช่างกล้านักนะถึงกับเอาสถานะของตระกูลซ่ง และศาสตราประจำตระกูลซ่ง เข้าไปเดิมพัน!! หากบรรพชนตระกูลซ่งรู้เรื่องเข้า จะต้องมาตามหักคอข้าในฝันเป็นแน่!!”

     

    เด็กหนุ่มยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ก่อนที่ดวงตาจะส่องประกาย...

    “แล้วท่านมิอยากได้เงินเดิมพัน 25 ล้านเหรียญทองงั้นหรือ?!”

     

    ชายชราผงะเล็กน้อย... แน่นอนว่าจำนวนเงินขนาดนั้น สามารถพลิกสถานการณ์ของตระกูลซ่งในเวลานี้จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในทันที นอกจากจะเปิดสำนักขวานวายุอย่างยิ่งใหญ่แล้วยังเหลือเงินอีกมหาศาลในการบำรุงสำนัก...

     

    อีกทั้งยังมีโอกาสได้แก้แค้น ตระกูลหาน จากการสูญเสียทรัพย์สินกว่า50 ล้านเหรียญทองได้ ต่อให้ตระกูลหานร่ำรวยเพียงใด ก็ย่อมต้องเกิดการระส่ำระสาย เกี่ยวกับกิจการทั้งหมดที่ครอบครองอย่างแน่นอน...

     

    ซุน แสยะยิ้มอีกครั้ง...

    “ท่านคิดว่าข้าจะแพ้ด้วยงั้นหรือ?!”

     

    ซ่งไห่เฟิง แสยะยิ้มมิต่างกัน...

    “เจ้าตัวแสบ!!ทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยมารับคำเยินยอ!!”

     

    ซ่งจื่อฮุ่ย เกาะแขนของ ซุน ด้วยสีหน้าเป็นกังวล...

    “สู้เค้านะ... ยอดเดิมพันขนาดนี้ มีโอกาสมากที่ ตระกูลหานจะหาทางคดโกง...”

     

    ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง...

    “ต่อให้คดโกงอย่างไร สุดท้ายก็ต้องตัดสินบนเวที...และข้าไม่แพ้อย่างแน่นอน!!”

     

    ทั้งตระกูลซ่ง และตระกูลหาน ต้องกลับไปที่เรือนเพื่อจัดเตรียมสิ่งของเดิมพันให้พร้อมก่อนการแข่งจะเริ่มต้น...ระหว่างนั้น หานเต้าหยี ก็ได้พบเจอบุตรชาย หานเฉียง ที่เดินมาพร้อมกับ เกาทงหลินเข้าพอดี... แน่นอนว่า หานเต้าหยีได้กำชับบุตรชายอย่างแน่นหนักเรื่องการประลองที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

     

    “อะไรนะ!! ท่านพ่อวางเดิมพันขนาดนั้นเชียวหรือ!!” หานเฉียง อดไม่ได้ที่จะตกใจ

     

    “ช่วยไม่ได้... เพื่อที่จะกำจัดตระกูลซ่งให้พ้นหูพ้นตา และยึดครองขวานหมื่นโลหิต มาเป็นของพวกเรา จำเป็นต้องเสี่ยงกันบ้าง...เจ้าอาจเกิดไม่ทันยุคสมัยที่ ซ่งหลงไห่ มันยังรุ่งเรืองอยู่ เจ้านั่นมันทำให้ตระกูลหานของเรากลายเป็นเบี้ยล่างตระกูลซ่ง มาโดยตลอด แม้มันจะตายไปแล้วแต่ข้ายังเกลียดชังมันไม่เสื่อมคลาย...” หานเต้าหยี เค้นเสียงเจ็บแค้น

     

    เกาทงหลิน ที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ไปด้วย ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน...

    “ท่านลุงหาน... ตัวแทนจากตระกูลซ่ง เป็นใครงั้นหรือ?!”

     

    “เด็กหนุ่มบ้านนอกที่โง่เขลาผู้หนึ่งเท่านั้น นามว่า เหยาซุน...มันเพิ่งจะบรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 1 เท่านั้นเอง นั่นจึงเป็นสาเหตุหลักที่ข้านั้นกล้าลงเดิมพันระดับนี้...ที่ข้ามาย้ำเตือนก็แต่ไม่ให้เจ้าประมาทเท่านั้น แต่ส่วนตัวแล้วข้าคิดว่าเจ้าโง่เหยาซุน มันคงไปได้ไม่ถึงรอบลึก ๆ แน่นอน ดีไม่ดีมันอาจจะพ่ายแพ้เสียตั้งแต่รอบแรกด้วยซ้ำไป...”หานเต้าหยี กล่าวตามตรง

     

    เกาทงหลิน ขมวดคิ้ว...

    “เหยาซุน งั้นหรือ?!พี่ชายข้าก็กำลังตามหาตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่เช่นกัน แต่เจ้านั่นเป็นคนเถื่อนนามว่าซุน ไม่มีแซ่...”

     

    หานเต้าหยี โบกมือปฏิเสธทันที...

    “เช่นนั้นคงไม่ใช่แน่นอน เพราะ เหยาซุน ผู้นี้ข้าเห็นมันแขวนป้ายศิลาตระกูลเหยาที่ข้างเอว คงไม่ใช่คนเถื่อนที่พี่ชายเจ้ากำลังตามหา...”

     

    เกาทงหลิน ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับ...

    หากแต่ในใจลึก ๆ ก็ยังคงระแวดระวัง ค้างคาใจ...

     

    ..............................................

     

    ช่วงบ่ายวันนั้น...

     

    หนึ่งในสีสันของงานเทศกาล อย่างการประลองฝีมือเหล่ารุ่นเยาว์ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่...เพียงแค่พิธีเปิดยังเต็มไปด้วยพลุไฟอลังการ และประทัดดังมิขาดสาย เจ้าเมืองฉียังมาเป็นเจ้างานด้วยตนเอง เพราะเหล่าผู้เยาว์กลุ่มนี้จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของเมืองบุปผาแดงในภายภาคหน้า...

     

    เกือบทุกพรรค ทุกสำนัก ทุกตระกูล ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกยุทธล้วนแล้วแต่ส่งตัวแทนเข้าชิงชัย นอกจากเงินรางวัลกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองแล้ว ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับขุมกำลังของตนเองจนเชิดหน้าชูตาในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ได้

     

    จำนวนผู้เยาว์ที่ลงสมัคร จึงมีมากถึงแปดร้อยกว่าคน... หากจัดการต่อสู้รูปแบบตัวต่อตัวในทุกๆ รอบประลอง ย่อมกินเวลามหาศาล ฉะนั้นแล้วในรอบแรกสุด จึงเป็นการต่อสู้ในลักษณะตะลุมบอนเพื่อเฟ้นหาตัวแทนที่แข็งแกร่งที่สุดในสายนั้น ๆ ลดจำนวนลงผู้เข้าแข่งลงอย่างรวดเร็วในคราเดียว...

     

    การแข่งขันรอบแรกแบ่งสายออกเป็น 64 สายประลอง...

    ในแต่ละสายจะประกอบด้วยผู้เข้าแข่ง 13-14 คน...

     

    เฟ้นหายอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียง 64 คนสุดท้ายก่อนจะมีการต่อสู้ตัวต่อตัวขึ้นอีกครั้ง ในรอบที่สอง สาม และสี่ ไปเรื่อย ๆ รูปแบบแพ้คัดออก...ทั้งหมดจะเป็นการแข่งระยะยาวที่จบลงในวันเดียว หากได้รับบาดเจ็บตั้งแต่รอบแรก ๆจะทำให้เสียเปรียบอย่างมากในรอบถัด ๆ ไป มีเวทีประลองมากถึง 10 เวที แข่งขันพร้อมกันเพื่อร่นระยะเวลา...

     

    ซุน เปิดดูหมายเลขสายประลองของตน... ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะเป็นสายประลองที่64 สายประลองสุดท้ายในรอบแรก.... เนื่องจาก ซุน เป็นผู้เข้าสมัครคนท้าย ๆ ที่เพิ่งจะมาลงทะเบียนเมื่อช่วงเช้าของวันนี้...

     

    บนอัฒจันทร์หลัก มี เจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน และบุตรชาย ฉีเฟยหลง เปรียบเสมือนประธานใหญ่เฝ้าดูการประลองครั้งนี้โดยมีพ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู อีกคน ที่ยืนอยู่ด้านหลังพำนักของทั้งสอง... ด้านซ้าย และด้านขวาบนอัฒจันทร์เดียวกัน คือ หานเต้าหยี และ ซ่งไห่เฟิง ตัวแทนจากสองตระกูล ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในรับชมร่วมกัน...

     

    สีหน้าของ หานเต้าหยี เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ...

    “ท่านเจ้าเมือง... เห็นพวกเราตระกูลหาน และตระกูลซ่ง เดินชมพันกันแล้วท่านไม่นึกอยากร่วมวงกับพวกเราด้วยงั้นหรือ?! มาเดินพันกันระหว่างหานเฉียง บุตรชายข้า กับ ฉีลู่ชิง หลานสาวท่านว่าใครจะได้เป็นผู้ชนะเลิศในการประลองครั้งนี้...”

     

    หานเต้าหยี จงใจเอ่ยนามของ สองผู้เยาว์ โดยไม่กล่าวถึง เหยาซุนตัวแทนจากตระกูลซ่ง แม้แต่น้อย ประหนึ่งมั่นใจว่ายังไงเสีย รอบชิงชนะเลิศก็คงหนีไม่พ้นคู่ชิงชัยระหว่าง หานเฉียง และ ฉีลู่ชิง...

     

    ฉีเฟยเทียน ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ...

    “หากจะให้ข้าลงเดิมพันล่ะก็ย่อมได้... แต่ข้างที่ข้าจะเดิมพัน ย่อมมิใช่ฉีลู่ชิง หลานสาวข้าแน่นอน...”

     

    หานเต้าหยี ขมวดคิ้วแนบแน่นขึ้น...

    “หมายความว่ายังไง?! ท่านไม่วางเดิมพันข้างหลานสาวท่านแต่จะวางเดินพันข้างบุตรชายข้างั้นหรือ?! เช่นนั้นมันจะกลายเป็นการเดิมพันได้เยี่ยงไร...”

     

    ฉีเฟยเทียน กำลังจะเอ่ยปากขึ้น... แต่ ฉีเฟยหลง ส่งเสียงกระแอมขึ้นมาขัดเสียก่อน...

    “ท่านพ่อ... ท่านเป็นเจ้าเมือง และเป็นสักขีพยานไม่สมควรยุ่งเกี่ยวกับเดิมพัน...”

     

    เมื่อถูกบุตรชายทัดทาน ฉีเฟยเทียน ก็ได้แต่แย้มยิ้มชรา...

    “นั่นสินะ... เช่นนั้นถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน”

     

    หานเต้าหยี เต็มไปด้วยความงุนงง แต่ในเมื่อ ฉีเฟยเทียนกล่าวเช่นนั้นแล้ว ก็คงไม่อาจคาดคั้น... ด้าน ซ่งไห่เฟิง อดไม่ได้ที่จะยิ้มย่องในใจทราบดีเช่นกัน ว่าหากเกิดการเดิมพัน ฉีเฟยเทียน คงไม่แคล้ววางเดินพันข้าง ซุนเป็นแน่...

     

    ในที่สุด การประลองที่ทุกคนรอคอย ก็เริ่มต้นขึ้น...

     

    ผู้เข้าแข่งขันใน 10 สายประลองแรก ขึ้นสู่เวที... ขนาดของ เวทีจัดว่ากว้างขวางไม่น้อย เพียงพอจะใช้ท่าร่างและวิชาตัวเบาได้อย่างอิสระเพื่อมิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน กฎกติกาก็ง่ายดายยิ่ง มีเพียงผลลัพธ์ 2 ข้อเท่านั้นที่จะใช้ตัดสินว่าพ่ายแพ้

     

    หนึ่งคือถูกผลักดันจนตกจากเวทีประลอง และสองคือสิ้นสภาพในการต่อสู้...ทั้งยังมีกฎสำคัญอีกข้อหนึ่ง นั่นคือการแข่งครั้งนี้เป็นเพียงการประลองเปรียบวัดฝีมือเท่านั้นห้ามลงมือหนักถึงขั้นสาหัสล้มตายโดยเด็ดขาด จะมีชนชั้นยอดฝีมือเป็นกรรมการบนเวทีประลองประจำการอยู่คอยหยุดการต่อสู้หากเห็นว่ารุนแรงจนเกินไป...

     

    เหล่าผู้เยาว์ต่างล้วนขึ้นเวทีพร้อมความคาดหวัง...

    พกพาศาสตราที่ฝึกฝนด้วยจิตใจฮึกเหิม...

     

    การตะลุมบอน ในรอบแรกคือสิ่งที่อันตรายที่สุด หากพลาดท่าบาดเจ็บตั้งแต่รอบนี้ต่อให้ชนะขึ้นไปก็คงพ่ายแพ้ในรอบหน้าอยู่ดี ทุกคนจึงมีความระวังตัวเป็นที่ตั้งบ้างก็วางแผนรุมเล่นงานผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก่อนเป็นคนแรก แล้วคนอื่น ๆ ค่อยตัดสินกันหลังจากนั้น...

     

    “เริ่มการประลองได้!!”

     

    การต่อสู้ของเหล่าผู้เยาว์ ไม่ค่อยจะมีแบบแผนมากนักโดยมากจะมุ่งเน้นกันที่การใช้พลังเข้าปะทะเสียมากกว่า กรรมการบนเวทีต้องคอยหยุดยั้งไม่ให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตาย...

     

    ซุน ถูกจัดอยู่ในสายประลองท้าย ๆ ยามนี้จึงทำได้เพียงเฝ้าดูการประลองของคนอื่นๆ สายตาของเด็กหนุ่ม กวาดมองหาคนที่น่าสนใจ ทั้งยังแอบจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวหรือแม้แต่ท่วงท่าบางส่วน...

     

    แม้ ซุน จะแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ในด้านประสบการณ์จัดว่ามีเพียงน้อยนิดเคยต่อสู้จริง ๆ เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ความหลากหลายในรูปแบบจึงมีจำกัดพอสมควรโชคดีที่พลังสมาธิ และพลังในการวิเคราะห์ของ ซุน จัดอยู่ในระดับสูงเป็นพรสวรรค์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียง

     

    เพียงแค่ ซุน มองเห็นการเคลื่อนไหวของผู้เยาว์คนอื่น ๆ บนเวทีในตอนนี้ก็สามารถจินตนาการภาพของตนเอง ขึ้นไปอยู่บนเวทีและเข้าร่วมการต่อสู้ได้แล้ว... ก่อเกิดเป็นภาพนิมิตในห้วงสำนึกตนเองเลี่ยงหลบตามการเคลื่อนไหว โจมตีตามการวิเคราะห์ คำนวนเรี่ยวแรงจากเสียงที่ผ่านอากาศ

     

    สร้างประสบการณ์ต่อสู้ของตนเอง

    ผ่านการจ้องมอง และจินตนาการ!!

     

    เฒ่าชีเปลือย อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ กับการเข้าฌานสมาธิขั้นสูง ไปพร้อมๆ กับจ้องมองการต่อสู้ของผู้อื่น... นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถทำได้ ซุนกำลังอยู่ในช่วงที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด มิใช่เพียงแค่พื้นฐานลมปราณเท่านั้น แต่ยังร่วมถึงพื้นฐานจิตใจและจิตวิญญาณ...

     

    เป็นอีกครั้งที่รอยสักกลีบดอกบัวสวรรค์ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อ ซุนเกิดการพัฒนาความสามารถ... บัดนี้หลงเหลืออีกเพียงแค่ 7 กลีบเท่านั้น...

     

    ............................................... 

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน