แผนการและความเป็นไปได้
เมื่อคำว่า ‘ยอมแพ้’ ถูกประกาศออกมา ผลลัพธ์ของสงครามในครั้งนี้ก็ถูกตัดสิน
เสียงโห่ร้องที่เต็มไปด้วยความยินดีระเบิดออกมาในช่วงอึดใจ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและจิตสังหารในสนามรบไปอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเหล่านักรบที่ได้รับชัยชนะเต็มไปด้วยความยินดี พวกมันมีความพึงพอใจ ความภาคภูมิใจและความรู้สึกสมใจอยู่เต็มเปี่ยม
ตรงข้ามกับนักรบผู้พ่ายแพ้ที่มีแต่ความคับแค้นใจและความอัปยศเพราะในสายตาของพวกมัน ความพ่ายแพ้ของพวกมันในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของพวกมัน แต่เกิดจากการทรยศของใครบางคนที่นำเอาความลับของพวกมันออกไปบอกศัตรู
สำหรับนักรบเผ่าหมาป่าทองคำ ความพ่ายแพ้ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่พวกมันไม่อาจจะยอมรับได้มากที่สุด
บรรยากาศภายในกองทัพของตระกูลเขี้ยวทองคำจึงเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ความโกรธแค้นที่ดำมืด ไปจนถึงความต้องการฆ่าที่เกรี้ยวกราด
เมื่อบรรยากาศที่บ้าคลั่งเพิ่มพูนขึ้นจนถึงขีดสุด นักรบของกัสก็ราวกับรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของความกระหายเลือดจากศัตรูส่งผลให้เสียงโห่ร้องของพวกมันเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
เพียงชั่วครู่บรรยากาศที่เพิ่งจะสงบลงก็กลายเป็นความตึงเครียด กองทัพทั้งสองเริ่มประจันหน้ากันอีกครั้งผ่านทางสายตาและความต้องการฆ่าที่รุนแรง
ทว่าแม่ทัพทั้งสองยังคงสะกดนักรบของตนเองไว้ ทำให้ไม่มีใครเคลื่อนไหวจนทำให้ผลลัพธ์ของสงครามเปลี่ยนแปลงไป
กัสที่มองดูภาพนี้ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย แต่ติดจะประหลาดใจเล็กน้อยที่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่บานปลายจนกลายเป็นการปะทะขั้นแตกหัก
ทั้งนี้ก็เพราะจุดที่เขาอยู่นั้นสัมผัสกับจิตสังหารได้ชัดเจนกว่านักรบที่อยู่ในสนามรบมาก ทั้งยังเป็นจิตสังหารที่รุนแรงกว่าอย่างเทียบไม่ติดเพราะมันเป็นจิตสังหารที่มาจากเหล่าเทพของตระกูลเขี้ยวทองคำ
แรงกดดันที่มาพร้อมกับจิตสังหารของเหล่าเทพจากตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก ชนิดที่หากให้เทพเทวะระดับ 1 ดาวทั่วไปมาเผชิญหน้าก็อาจจะได้รับบาดเจ็บเลยก็เป็นได้
แต่สำหรับกัส แรงกดดันนี้ไม่มีค่าอะไรในสายตาเขา จะมีเพียงความรู้สึกที่ยากจะอธิบายซึ่งปรากฏขึ้นในใจยามที่เขาสัมผัสกับจิตสังหารของอีกฝ่ายเท่านั้น
ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้ทำให้กัสเกิดลางสังหรณ์ที่แปลกประหลาด เขารู้สึกว่าชัยชนะในครั้งนี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติ มันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่เขารู้สึกได้จากปะรำพิธี
ตอนแรกเขาคิดว่าความรู้สึกนี้เกิดจากแผนการของศัตรูที่วางไว้ในปะรำพิธี แต่เมื่อปะรำพิธีถูกทำลาย กัสก็พบว่าความรู้สึกนี้ยังไม่จางหายไป หากแต่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมมากจนทำให้เขารู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
แม้จะคิดแบบนั้นสีหน้าและแววตาของกัสก็ยังคงเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง เขาสบเข้ากับสายตาที่แดงก่ำของเหล่าเทพของตระกูลเขี้ยวทองคำด้วยความรู้สึกราวกับกำลังเฝ้ามองสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อสบเข้ากับดวงตาของคนกลุ่มนี้ สัญชาตญาณของกัสก็เตือนให้เขาระวังตัวทันทีและบอกเขาว่าอย่าได้กระตุ้นพวกมันอีก ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเงียบและส่งเสียงกระซิบไปเตือนบลูอายให้พยายามสงบสติอารมณ์ของเหล่านักรบไว้ โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้
ซึ่งก็แน่นอนว่าบลูอายเองก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากเธอสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของสถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนผ่านสีสันของความรู้สึกที่เข้มจนน่ากลัว
สีสันของความรู้สึกที่หลอมรวมกันของคนหลายพันคนนี้ทำให้เธอรู้สึกกลัวอยู่บ้างเพราะเธอไม่เคยเห็นสีสันแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน มันเป็นสีสันที่แฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นที่รุนแรง
ในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัวนั้น เหล่ากรรมการที่ทำหน้าที่ตัดสินก็เคลื่อนตัวเข้ามาขวางกั้นสายตาของกัสและเหล่าเทพของตระกูลเขี้ยวทองคำเอาไว้
การแทรกเข้ามาของเหล่ากรรมการทำให้แรงกดดันที่มีท่าทีว่าจะปะทุออกมาสงบลงเล็กน้อย ก่อนที่พวกมันจะกัดฟันทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปด้วยการประกาศชื่อผู้ชนะ จากนั้นจึงดำเนินตามพิธีการที่จำเป็นทั้งหมด
พิธีการต่างๆ ดำเนินไปด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติอยู่บ้างและดูจะเรียบง่ายไปบ้างเล็กน้อย แต่กัสก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะเขาเข้าใจดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ‘กรรมการ’ คือกลุ่มคนที่แบกรับแรงกดดันมากที่สุด จึงไม่แปลกเลยที่เหล่ากรรมการจะเร่งพิธีให้เร็วขึ้นรวบรัดขึ้น เพื่อแยกกองทัพทั้งสองออกจากกันให้เร็วที่สุด
กัสเองก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ ขณะที่เหล่าเทพของตระกูลเขี้ยวทองคำก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรและไม่ได้มีทีท่าว่าจะขัดขว้าง จะมีก็เพียงสายตาอันเย็นเยือกที่จ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทั้งหมด กัสก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่พากองทัพกลับเข้าไปในดันเจี้ยนได้อย่างปลอดภัย
เมื่อกลับเข้ามาในดันเจี้ยน กัสกับบลูอายก็ผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง ทั้งสองหันมายิ้มให้กันเล็กน้อย จากนั้นจัดการส่งนักรบทั้งหมดกลับไปยังดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้อง พร้อมกับจัดการพิธีที่จำเป็นทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นการไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต พิธีเชิดชูเกียรติของเหล่านักรบ จากนั้นจึงเป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่ช่วยปัดเป่าความโศกเศร้าของผู้ที่สูญเสีย
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยสีสันของงานฉลอง กัสยังคงครุ่นคิดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คิดถึงความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คิดถึงลางสังหรณ์ถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่
แต่ไม่ว่าจะคิดยังไง เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสาเหตุของอันตรายที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน
เมื่อคิดยังไงก็คิดไม่ออกสุดท้ายกัสก็ตัดสินใจเลิกคิด จากนั้นจึงทบทวนแผนการต่อจากนี้อีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น
หลังจากตัดสินใจได้กัสก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ลางสังหรณ์ถึงอันตรายก็ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว ทว่าเขาก็ตัดสินใจปล่อยวางมันไว้ชั่วคราวและเสพสุขกับงานเลี้ยงฉลองและผลประโยชน์อันหอมหวานด้วยความพึงพอใจ
แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับผลประโยชน์จากเกมชิงอำนาจ แต่ถ้าเทียบกับครั้งแรกที่เขาได้รับ ผลประโยชน์ในครั้งนี้มีค่ามากกว่าครั้งก่อนมาก
ในช่วงเวลานั้นดันเจี้ยนเพิ่งจะฟื้นฟู ผู้คนยังใหม่กับเกมชิงอำนาจ ทำให้หลายๆ ฝ่ายพยายามถ่วงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้กับผู้ปกครอง
บางคนก็รวมหัวกับกลุ่มขั้วอำนาจ ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้ปกครองเพื่อแลกกับการลดภาษีที่พวกมันต้องเสีย
แต่ปัจจุบันกลุ่มขั้วอำนาจแต่ละกลุ่มภายในเมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวล้วนต้องเผชิญกับความสูญเสียจากการเลือกฝ่าย จนท้ายที่สุดพวกมันก็จำต้องดึงตัวเองออกไปจากการแย่งชิงระหว่างตระกูลใหญ่ทั้ง 12
เมื่อพวกมันแยกตัวออกมาจากการแย่งชิง พวกมันก็ต้องแบกรับความสูญเสียจากการเก็บภาษีของผู้ปกครองอย่างเสียไม่ได้ จนกระทั่งพวกมันเริ่มคุ้นเคยกับการสูญเสีย พวกมันก็จะไม่พยายามเก็บซ่อนหรือหลีกเลี่ยงอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ผลประโยชน์อันหอมหวานที่กัสได้รับในครั้งนี้จึงมากกว่าครั้งก่อนอย่างเทียบไม่ติด ไม่เพียงเท่านั้นอัตราการเก็บภาษีที่เขาใช้ยังเป็นอัตราเดียวกันกับที่ตระกูลเขี้ยวทองคำใช้อีกด้วย ทำให้ภาษีที่เขาได้รับมีมากขึ้นตามไปด้วย
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะขัดกับความต้องการของเขาไปบ้าง แต่เพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น กัสก็จำต้องทำ เขาเพียงแต่เพิ่มช่องทางพิเศษและเริ่มรับสมัครสมาชิกของสมาคมลับที่เขาสร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้งเพื่อลดแรงต้านจากคนธรรมดา
ในขณะเดียวกันเขาก็ให้ข้อเสนอพิเศษสำหรับกลุ่มขั้วอำนาจด้วยการแบ่งแยกระดับภาษีตามปริมาณของผลผลิตที่ส่งออกมา ยิ่งส่งออกมามากอัตราการเก็บภาษีก็ยิ่งต่ำ
ข้อเสนอนี้สร้างแรงดึงดูดเป็นอย่างมาก ส่งผลให้กลุ่มขั้วอำนาจที่มีกำลังผลิตสูงส่งออกมากยิ่งขึ้น ทำให้ภาษีที่กัสได้รับเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ทว่าผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นก็เพิ่มขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น กัสจึงไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากข้อเสนอนี้มากนัก ทั้งนี้ก็เพราะปริมาณผลผลิตสะสมของแต่ละกลุ่มนั้นมีอยู่จำกัด พวกมันย่อมไม่สามารถรักษาปริมาณการส่งออกให้คงที่ตลอดไปได้
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ไม่ได้ใส่ใจนักเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ตลอด ความตั้งใจในการยกข้อเสนอนี้ขึ้นมาก็เพื่อ ‘รีด’ ผลผลิตสะสมของกลุ่มขั้วอำนาจอยู่แล้ว
เมื่อรีดผลผลิตออกมาได้สำเร็จ ผลลัพธ์ต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ต่อให้ในอนาคตตระกูลเขี้ยวทองคำจะใช้วิธีเดียวกับเขาบ้าง กัสก็ไม่สนเพราะยังไงเสียวิธีนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่จะสามารถใช้ได้บ่อยครั้งอยู่แล้ว
นอกจากนั้นวิธีนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย การใช้วิธีนี้บ่อยครั้งจะทำให้กลุ่มขั้วอำนาจเกิดความเคยชินและอาจจะทำให้พวกมันกักตุนผลผลิตเพื่อรอข้อเสนอนี้โดยเฉพาะ
ถึงตอนนั้นผู้ที่สูญเสียก็จะเป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่กลุ่มขั้วอำนาจที่รอโอกาส
วิธีนี้จึงไม่สามารถใช้ได้บ่อยนัก เหตุผลที่กัสตัดสินใจใช้วิธีนี้ก็เพราะเขาต้องการทรัพยากรจำนวนมากมาเร่งการฟื้นฟูกองทัพและต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของนักรบในกองทัพให้สูงขึ้นกว่าเดิม
เพื่อการนั้นเขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้วิธีนี้ในการตักตวงผลประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ
ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นกัสก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก การฝึกฝนนักรบยังถูกส่งไปให้บลูอายและภรรยาของเขาจัดการตามเดิม ส่วนตัวเขานั้นก็เร่งฝึกฝนอย่างหนักเพื่อขัดเกลาทักษะและวิชาที่มีอยู่ให้แหลมคมยิ่งกว่าเดิม
พร้อมกันนั้นเขาก็ได้สั่งให้ฟลาวเวอร์เพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นและพยายามสืบข่าวการเคลื่อนไหวในตระกูลเขี้ยวทองคำให้มากขึ้นเพราะเขาเชื่อว่าพวกมันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อล้างแค้นแน่
สิ่งที่กัสคิดนั้นไม่ได้ผิดเลย เพียงแค่ 2 เดือนหลังจากชัยชนะในสงคราม ตระกูลเขี้ยวทองคำก็มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่
ข่าวการเคลื่อนไหวนี้สร้างความประหลาดใจให้กัสพอสมควร แต่หลังจากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดอยู่นานหลายอาทิตย์ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นมีปัญหา
ฟลาวเวอร์เองก็คิดแบบเดียวกัน ในฐานะของคนที่รู้จักตระกูลเขี้ยวทองคำดีที่สุดคนหนึ่ง ฟลาวเวอร์สามารถบอกได้ในทันทีว่าการเคลื่อนไหวของตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นผิดปกติ
แม้ว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสงครามครั้งนี้จะสูงไปบ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วมันยังไม่มากเท่ากับสงครามครั้งก่อน ความสูญเสียของพวกมันมีเพียงปะรำพิธีที่ถูกทำลาย ส่วนความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคลนั้น มีน้อยคนที่จะตายในสภาพที่ไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้
โดยรวมความเสียหายของตระกูลเขี้ยวทองคำจะอยู่ที่ 1 ส่วน หรือประมาณ 1 พันคนโดยประมาณ
ความเสียหายในระดับนี้แม้จะนับว่าสาหัสสำหรับกองทัพ แต่มันยังไม่รุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำต้องปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของพวกมันไม่เพียงแต่มีการคัดเลือกนักรบกลุ่มใหม่เข้ามา พวกมันยังดึงตัวนักรบเก่าที่เคยผ่านสงครามกลับเข้ามาในกองทัพอีกครั้งด้วย
จุดที่ทำให้กัสและฟลาวเวอร์รู้สึกว่ามีปัญหาก็อยู่ที่จุดนี้เอง นั่นคือการดึงตัวนักรบที่ถูกปลดออกจากกองทัพเมื่อหลายปีก่อนกลับเข้ามา
นอกจากนั้นการฝึกซ้อมของเหล่านักรบที่ถูกดึงตัวกลับเข้ามาก็แปลกประหลาดอยู่บ้าง พวกมันถูกสั่งให้ฝึกฝนการควบคุมค่ายกลพายุทรายขนาดใหญ่
การควบคุมในลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อการทำลายล้างเพราะค่ายกลพายุทรายนั้น โดดเด่นในด้านป้องกันและอำพรางมากกว่าการโจมตี
การฝึกฝนค่ายกลพายุทรายในช่วงเวลานี้จึงผิดปกติไปบ้างเพราะพวกมันไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของผู้ปกครอง เป้าหมายของพวกมันควรจะเป็นการชิงตำแหน่งกลับคืนไป ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นพวกมันก็สมควรที่จะฝึกฝนกองทัพให้มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะกองทัพของกัสนั้นโดดเด่นในด้านป้องกัน หากพวกมันคิดจะชนะ พวกมันก็ต้องใช้จุดเด่นของพวกมันออกมา นั่นคือการจู่โจมที่เกรี้ยวกราด ไม่ใช่การฝึกฝนเพื่อเสริมการป้องกัน
การทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการเปลี่ยนแนวทาง ซึ่งไม่มีทางเลยที่พวกมันจะทำได้สำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลเขี้ยวทองคำจะใช้วิธีนี้มาทวงตำแหน่งผู้ปกครองเมืองกลับคืนไป
“หรือพวกมันคิดที่จะยอมแพ้..เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง! ด้วยนิสัยของพวกมัน พวกมันไม่มีทางทำอะไรแบบนี้แน่!!”
“ไม่ผิด! หากดูจากท่าทีของพวกมันในสงครามที่ผ่านมา พวกมันคงแค้นข้าจับใจ พวกมันไม่มีทางอดทนรอไปอีกหลายปีแน่!!”
สีหน้าของสองนายบ่าวเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่หลายครั้ง ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานหลายวัน แต่ก็ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้
ฟลาวเวอร์จึงขอตัวจากไปเพื่อสืบข่าวเพิ่มเติม กัสเองก็หันกลับไปฝึกฝนตัวเองต่ออีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
กัสไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอันตรายกำลังเข้ามาใกล้ ความรู้สึกนี้กระตุ้นให้เขาฝึกฝนตัวเองหนักยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการปรับปรุงวิชาที่มีพลังทำลายล้างสูงอย่างกระบี่แห่งชีวิตและความตาย
กัสฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก ขณะที่เฝ้ารอข่าวจากฟลาวเวอร์ไปพร้อมกัน ทุกๆ อาทิตย์ที่ผ่าน ฟลาวเวอร์จะกลับมาพร้อมกับข่าวล่าสุดและเริ่มวิเคราะห์แผนการของตระกูลเขี้ยวทองคำอย่างละเอียด
แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไง ก็ยังไม่อาจมองเห็นแผนการของพวกมันได้ ยกเว้นเพียงข่าวการเคลื่อนไหวที่พวกเขาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว อย่างการร่วมมือระหว่างตระกูลเขี้ยวทองคำกับตระกูลไอรอนบลัดและตระกูลเทพยุทธ์
จนถึงตอนนี้การร่วมมือระหว่างตระกูลทั้ง 3 ก็ยังดำเนินต่อไป ขณะที่ตระกูลเทพวิหคก็ยังคงเก็บตัวเงียบไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเหมือนเดิม
ความผิดปกติที่เด่นชัดนี้สร้างความไม่สบายใจให้กัสและฟลาวเวอร์เป็นอย่างมากเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาอ่านศัตรูไม่ออก
“พวกมัน..พวกมันซ่อนแผนการแบบไหนเอาไว้กันแน่..”
ฟลาวเวอร์ครางออกมาอย่างอ่อนแรง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ ยิ่งเวลาผ่านไปเธอก็ยิ่งร้อนรนเพราะครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เธอไม่สามารถทำความเข้าใจความคิดของศัตรูได้
ผิดกับกัสที่หลังจากผ่านไปนานนับเดือน ความร้อนรนของเขาก็จางหายไป แม้ว่าลางสังหรณ์ถึงอันตรายจะยังคงอยู่ แต่เขาก็สงบนิ่งกว่าเดิมมาก
เมื่อเห็นสภาพของฟลาวเวอร์ที่เปลี่ยนไปจนไม่น่าดู กัสก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจเธอ เขาเลยปลอบโยนเธออยู่หลายคำ ซึ่งก็ทำให้ฟลาวเวอร์รู้สึกดีขึ้นมา รอยยิ้มที่แสนอ่อนหวานซึ่งไม่ได้เห็นมานานนับเดือนจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง
“ไม่ต้องรีบ..ยังไงเสียพวกมันก็ต้องวางแผนทำอะไรบางอย่างแน่ สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่พวกเรามั่นใจเพราะนิสัยของพวกมันไม่มีทางปล่อยวางความแค้นแน่นอน ดังนั้นพวกเราต้องใจเย็นและเฝ้ามองพวกมัน”
คำปลอบโยนและคำแนะนำของกัสทำให้ฟลาวเวอร์ใจเย็นลง เธอก้มหน้าคิดด้วยท่าทีที่จริงจังแต่สงบนิ่งเยือกเย็นกว่าเดิม ก่อนจะให้ความเห็นบางอย่างออกมา
“หรือว่าบางที..พวกมันอาจจะตั้งใจเปิด ‘สงครามเทวะ’ กับท่าน”
คำพูดของฟลาวเวอร์ทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย จนเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจและตกใจในเวลาเดียวกันเพราะทันทีที่เธอพูดคำพูดนี้ออกมา ลางสังหรณ์ของเขาก็ตอบสนองต่อความคิดนี้ด้วยเช่นกัน
“ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็..อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน แต่ทำไมละ!”
กัสขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจเพราะในสายตาของเขา วิธีนี้เป็นวิธีที่แย่ที่สุดและเป็นวิธีที่ตระกูลเขี้ยวทองคำไม่ต้องการใช้มากที่สุด
บทเรียนจากเกมชิงอำนาจครั้งแรก สมควรที่บอกให้พวกมันทราบว่าวิธีนี้ใช้กับเขาไม่ได้ผล ชีวิตของนักรบกล้าทั้ง 1 หมื่นนายสมควรเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีสำหรับพวกมัน
แต่ลางสังหรณ์ของกัสกลับบอกให้เขารู้ว่าตระกูลเขี้ยวทองคำอาจจะทำแบบนี้
ความรู้สึกที่ยากจะยอมรับ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้นี้สร้างความสับสนให้กัสมากทีเดียว ผิดกับฟลาวเวอร์ที่เหมือนจะแปลกใจเพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะมีท่าทีแบบนี้
“นี่ท่าน..ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าพวกมันจะทำแบบนั้น”
“ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ว่า..ลางสังหรณ์ของข้าบอกข้าว่ามันเป็นไปได้”
คำตอบของกัสทำให้ฟลาวเวอร์ตกตะลึงไปชั่วขณะ เธอมองเขาด้วยท่าทางราวกับไม่เคยเห็นเขามาก่อน จากนั้นไม่นานสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ยากจะเข้าใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“งั้นหรือ..ลางสังหรณ์ สัญชาตญาณ ท่านเชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนี้เพราะแบบนี้เองหรือ”
ฟลาวเวอร์หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจอยู่บ้าง จากนั้นไม่นานดวงตาของเธอก็ทอประกายออกมาวูบหนึ่ง พลางพยักหน้าราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
“บางทีอาจจะถูกของท่าน..พวกมันอาจจะเปิดสงครามเทวะกับท่านจริงๆ ก็ได้ เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าพวกมันฝึกฝนกองทัพด้วยวิธีนี้ไปทำไม”
กัสไม่ถามว่าทำไมฟลาวเวอร์ถึงเชื่อแบบนั้น เขาเพียงพยักหน้ารับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฟลาวเวอร์ต่อไปในทิศทางนี้
“ไม่ผิด หากพวกมันตั้งใจจะทำเช่นนี้จริงๆ เช่นนั้นก็พอเข้าใจได้ว่าพวกมันต้องการอะไร..”
เหตุผลเพียงข้อเดียวที่อยู่ในความคิดของกัสคือ พวกมันต้องการ ‘ฆ่า’ เขาโดยไม่สนใจว่าต้องเสียอะไรบ้าง
เมื่อคิดแบบนั้นกัสก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายอยู่บ้างเพราะเขาไม่คิดจริงๆ ว่าความแค้นที่อีกฝ่ายมีต่อเขานั้นจะรุนแรงได้ถึงขนาดนี้
พวกมันยินดีเสี่ยงนำนักรบ 1 หมื่นนายเข้าสู่สงครามเทวะเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้ฆ่าเขา
เหตุผลนี้มีน้ำหนักเพียงพอเพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่พวกมันจะสามารถฆ่าเขาได้ หากใช้วิธีอื่น พวกมันจะทำได้เพียง ‘ชนะ’ เขา แต่ไม่มีทางฆ่าเขาได้เพราะเขาสามารถยอมแพ้และหลบหนีไปได้ทุกเมื่อ
แต่กับสงครามเทวะ พวกมันสามารถส่งเทพออกมาพร้อมกัน 10 คนเพื่อรุมสังหารเขา ส่วนนักรบทั้ง 1 หมื่นนายที่ถูกส่งไปฝึกฝนการควบคุมค่ายกลนั้น บางทีพวกมันอาจจะทำเพื่อขัดขวางไม่ให้คนนอกเข้ามารบกวน หรืออาจจะทำขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเอ่ยปากยอมแพ้ก็เป็นได้
ความคิดนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่ากฎของเกมชิงอำนาจจะกำหนดให้กรรมการสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้จากการยอมแพ้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ยอมแพ้จะสามารถจากไปได้อย่างปลอดภัยเสมอไป
ประสบการณ์หลายร้อยปีของเขาเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่ามันมีวิธีการมากมายที่จะป้องกันไม่ให้กรรมการเข้ามาตัดสินผลแพ้ชนะ
หนึ่งในวิธีที่ถูกใช้บ่อยที่สุดก็ไม่พ้น การสร้างพื้นที่ ‘ปิดผนึก’ เพื่อตัดขาดพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอกชั่วคราว ด้วยวิธีนี้ไม่ว่าศัตรูจะเอ่ยปากยอมแพ้ยังไง หากคำพูดของมันส่งไปไม่ถึงกรรมการก็ไม่มีความหมาย