กู้อันเห็นดังนั้นก็โบกมือไปมา “พอเถอะ พวกเจ้าหยุดพูดกันได้แล้ว เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้บ้านเรามิอาจก่อเรื่องวุ่นวายได้อีกต่อไป”
ตั้งแต่เถียนฮวนเข้ามาในบ้านก็มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นวัน แค่ได้ยินภรรยาและลูกพูดถึงคนสองคนนั้นอีกเขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายเต็มที
“เดี๋ยวข้าจะฝากคนให้ไปที่ตำบลจิ่งอัน สืบดูให้ละเอียดว่าเถียนซื่อเคยทำสิ่งใดมาบ้างตอนอยู่บ้านลุง”สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
แต่เรื่องในบ้านตระกูลกู้นั้น เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยไม่รู้แม้แต่น้อย
สองสามีภรรยาเข็นรถที่เต็มไปด้วยของกลับบ้าน พอเดินมาใกล้ถึงหน้าบ้านแค่ไม่กี่ก้าวทั้งสองก็หยุดฝีเท้าพร้อมกัน
“หือ?”
เถียนฮวนอุทานเบาๆ แล้วรีบวิ่งตรงไปยังหน้าบ้าน เห็นโต๊ะไม้แปดเซียนตั้งอยู่หนึ่งตัวแม้จะเก่าไปเล็กน้อยแต่ก็ยังดูดีอยู่ พร้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัว ม้านั่งสองตัว และเตาเล็กๆอีกสองเตา!
“นี่...”
เถียนฮวนเพ่งดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองกู้ฉางสุ่ยที่เข็นรถเข็นตามมาทันพอดี
“ดูเหมือนว่าเป็นของที่ชาวบ้านแถวนี้เอามาให้ตอนที่พวกเราไม่อยู่บ้าน” กู้ฉางสุ่ยพูดขึ้น
เถียนฮวนพยักหน้า “น่าจะใช่”
หัวใจของนางอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานถูกคนในบ้านตระกูลเจียงรังแกจนจิตใจห่อเหี่ยวตอนนี้กลับได้รับการปลอบประโลมอย่างเต็มเปี่ยม
“ทุกคนมีน้ำใจยิ่งนัก”
“คงเป็นเพราะชาฤดูใบไม้ร่วงที่เจ้ามอบให้ก่อนหน้านั้นได้ผลดีมาก ทุกคนเลยอยากตอบแทนเจ้า”กู้ฉางสุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่พวกเขาก็เคยเอาผักมาตอบแทนไปแล้วนี่นา ตอนบ่ายเมื่อวานก็เพิ่งให้ของมาอีก พอวันนี้ยังมีเพิ่มอีก...”
ของที่ทุกคนมอบให้พวกเขา มันเกินกว่าที่นางเคยให้ไปเสียอีก จะไม่ให้นางซาบซึ้งใจได้อย่างไร
เถียนฮวนน้ำตารื้น
กู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็รีบจับมือนางไว้ “นี่คือความหวังดีจากชาวบ้าน และก็เป็นการยืนยันว่าชาฤดูใบไม้ร่วงที่เจ้าทำนั้นได้ผลดีเช่นนั้น วันหลังพวกเราว่างเมื่อใด ค่อยทำเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วเอาไปให้ทุกคน ก็นับเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยพวกเราในยามยาก”
เถียนฮวนรีบพยักหน้า นางรีบเดินไปเปิดประตูบ้าน ทั้งสองคนช่วยกันขนโต๊ะเก้าอี้เข้าไปต่อด้วยของที่ซื้อมาจากในตำบลจัดเรียงให้เรียบร้อย
จากนั้นกู้ฉางสุ่ยก็ไปยกผักที่แช่ไว้ริมลำธารมาตั้งแต่เมื่อคืน สองคนรีบช่วยกันปลูกผักให้เสร็จตอนที่ฟ้ายังไม่มืดรดน้ำให้เรียบร้อย พื้นดินก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยผักเขียวขจี ไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว หัวไชเท้าหรือช่ายจื่อ
ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า สายลมอ่อนโชยมา ใบผักไหวพลิ้วไปตามลม ดูชื่นตาชื่นใจนัก
เถียนฮวนเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองแปลงผักเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานหนักสำเร็จทว่า...
โครกคราก
เสียงท้องร้องเสียงดังขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นางหิวเสียแล้ว
ใบหน้าเถียนฮวนแดงระเรื่ออย่างเขินอาย นางรีบหันไปมองกู้ฉางสุ่ย แล้วก็ได้ยินเขาพูดว่า“ภรรยา เย็นนี้กินอะไรดี ข้าหิวจนท้องแฟบไปหมดแล้ว!”
เถียนฮวนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
“ต้องถามด้วยหรือ ก็ต้องกินตัวอ้นน่ะสิ! วันนี้พวกเราซื้อเครื่องปรุงกลับมาตั้งเยอะไม่ได้เอาไว้ตั้งเฉยๆ หรอกนะ!”
“ได้ ข้าจะไปเอาตัวอ้นมาเดี๋ยวนี้!” กู้ฉางสุ่ยพูดพลางวิ่งไปทางลำธาร
เถียนฮวนรีบตะโกนตามหลังไปทันที “เอามาสองตัวนะ!”
“อืม!”
ตัวอ้นสองตัวที่ล้างสะอาดหมดจดแล้วถูกนำกลับมา เถียนฮวนส่งตัวหนึ่งให้กู้ฉางสุ่ย“ท่านหั่นเป็นสี่ชิ้นใหญ่แล้วเอาไปย่างให้ด้านนอกกรอบเกรียมสักหน่อย”
“ได้เลย!” กู้ฉางสุ่ยรับตัวอ้นไปจัดการทันที
เถียนฮวนหยิบอีกตัวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกน้ำร้อนแล้วช้อนเอาฟองออก จากนั้นก็นำลงไปแช่น้ำเย็นให้เนื้อเด้ง
เมื่อสะเด็ดน้ำแล้ว นางก็จุดไฟตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ผัดเนื้อตัวอ้นด้วยไฟแรง
ผัดจนผิวเนื้อเริ่มเหลือง จึงเติมสุราหนึ่งช้อน ตามด้วยน้ำเย็นให้ท่วมเนื้อตัวอ้นพอดีปิดฝาแล้วต้มด้วยไฟแรง
ขณะนั้นเสียงของกู้ฉางสุ่ยก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ภรรยา มาดูหน่อย ข้าย่างแบบนี้ใช้ได้หรือไม่”
เถียนฮวนรีบหันไปดู ก็เห็นว่าเขาหั่นตัวอ้นเป็นสี่ชิ้นเท่ากันทุกชิ้นแล้วย่างจนแต่ละชิ้นมีสีเหลืองทองกรอบเกรียมสวยงามสีสันสม่ำเสมอทั้งชิ้นอีกด้วย
เถียนฮวนอดตะลึงไม่ได้ “ท่านทำได้อย่างไร ข้าย่างตั้งหลายครั้งยังไม่เคยย่างสวยเท่าท่านเลยนะ!”
“แน่นอน ข้าฝึกมาหลายปีแล้วนี่นา!” กู้ฉางสุ่ยเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
เถียนฮวนอดไม่ได้ที่จะจิ้มปลายคางเขาเบาๆ “ท่านคือจ้าวแห่งการย่างเนื้อ ต่อไปงานย่างเนื้อในบ้านยกให้ท่านเลยดีไหม”
“ดี!” กู้ฉางสุ่ยตอบตกลงทันควัน
“เช่นนั้นก็ดี ตอนนี้ก็ไปเฝ้าเตาใหญ่โน่นนะ พอเดือดแล้วก็ลดไฟลงด้วยล่ะ” เถียนฮวนพูดพลางดันเขาไปอีกทาง
กู้ฉางสุ่ยเบ้ปาก “ข้าเคยเห็นคนข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง[1]มานักต่อนักแต่ไม่เคยพบผู้ใดรื้อสะพานได้ชัดเจนเช่นเจ้า”
เถียนฮวนค้อนเขาหนึ่งที “เช่นนั้นท่านจะทำหรือไม่ทำ”
“ข้าทำ! คำสั่งภรรยา ข้ามิกล้าขัด!” กู้ฉางสุ่ยยักไหล่ รีบลากก้อนหินมานั่งแล้วจ้องไฟในเตาอย่างตั้งใจ
เถียนฮวนเห็นแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้
นางกลั้นหัวเราะ หันกลับมาแล้วใส่เนื้อตัวอ้นชิ้นใหญ่ที่ย่างไว้กับขิงแก่ไม่กี่แผ่นลงในหม้อใส่น้ำลงไปครึ่งหม้อ ยกขึ้นตั้งบนเตา เคี่ยวด้วยไฟอ่อน
จากนั้นก็บอกให้กู้ฉางสุ่ยคอยดูเตาทั้งสองฝั่ง ส่วนตัวเองก็ไปซาวข้าว ล้างเห็ดป่าที่เก็บมาเมื่อสองสามวันก่อนทำนู่นทำนี่จนยุ่งวุ่นวายไปหมด
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงกู้ฉางสุ่ยก็ดังขึ้นเบาๆ “ภรรยา ตัวอ้นฝั่งนี้น่าจะได้ที่แล้วนะ”
เถียนฮวนเดินไปดู ก็พบว่าเสียงเดือดในหม้อแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว พอเปิดฝาออกมาก็เห็นว่าน้ำในหม้อแห้งไปเกือบหมดเนื้อตัวอ้นซึมซับน้ำแกงจนเกลี้ยง กลิ่นหอมของเนื้อโชยฟุ้งออกมา กู้ฉางสุ่ยหลับตาสูดกลิ่นเข้าเต็มปอดแล้วเอ่ยว่า “ยังขาดอีกนิด”
“โห จมูกดีขนาดนี้เชียว!” เถียนฮวนหัวเราะ
“แน่นอน ก็ข้ากินฝีมือเจ้ามาตั้งนานแล้วนี่นา!” กู้ฉางสุ่ยยิ้มอีกครั้ง
เถียนฮวนส่ายหน้าอย่างจนคำจะพูด รีบหยิบตะหลิวไม้ ใส่ซีอิ๊วและน้ำตาลลงไปเล็กน้อยผัดให้เนื้อตัวอ้นเปลี่ยนสี ใส่เกลือหยิบมือ แล้วโรยผักที่ล้างสะอาดลงไป รอจนผักสุกเล็กน้อยตัวอ้นพะโล้ก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะ
หลังจากผัดเสร็จ นางก็นำเห็ดที่ล้างไว้ลงไปลวกน้ำร้อน เติมเกลือเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากันจากนั้นก็ยกทั้งสองอย่างไปวางบนโต๊ะอาหาร
กู้ฉางสุ่ยรีบเก็บโต๊ะ ตักข้าวใส่ถ้วยสองถ้วย เถียนฮวนยกกับข้าวสองอย่างวางบนโต๊ะแล้วสั่งว่า “ไปยกเตามานี่หน่อย”
กู้ฉางสุ่ยรีบยกเตาที่ตุ๋นตัวอ้นอยู่ไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร ตอนนี้ในหม้อก็เคี่ยวมาตั้งนานแล้ว
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของตัวอ้นลอยออกมาจากรอยต่อระหว่างหม้อกับฝาหม้อ กระจายไปทั่วบริเวณ
เถียนฮวนเปิดฝาหม้อออกดูแวบหนึ่ง
“ต้องตุ๋นต่ออีกหน่อย เรากินข้าวกันก่อนเถอะ!”
[1] ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง หมายถึง คนเนรคุณ อกตัญญู เมื่อได้รับความช่วยเหลือจนบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็ทอดทิ้งหรือทำลายผู้มีพระคุณ