การเดินทางมากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว เส้นทางระหว่างป่าเขาร่มรื่นสงบกว่าที่คิดมาก หากจะพูดถึงความผิดปกติ ก็มีเพียงสิ่งเดียวที่ผิดปกติ และสิ่งนั่นก็คือ ไม่มีผู้คนสัญจรสวนทางออกมาเป็นระยะเวลาสักพักใหญ่แล้ว
ความผิดปกตินี่เองจงกังก็สังเกตได้ นั่นแปลว่าข้างหน้านั่นมีสิ่งผิดปกติขึ้นอย่างแน่นอน
จงกังเรียกศิษย์ป้ายเงินท้ายขบวนให้ขึ้นมา ทั้งสองพูดคุยกันไม่นาน ศิษย์ป้ายเงินผู้นั้นก็ควบม้านำหน้าหายไป
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือพี่จงกัง”
มู่ไห่เฉินถามอย่างสงสัย
จงกังใบหน้าตอนนี้ดูเข้มขรึมกว่าก่อนหน้าขึ้นมาก
“ข้ารู้สึกว่าไม่มีผู้คนสวนทางมาเลยพักใหญ่แล้ว ข้างหน้านั้นน่าจะมีเรื่องผิดปกติ จึงส่งคนไปตรวจสอบดูก่อน”
มู่ไห่เฉินพอได้ยินคำพูดของจงกังก็รู้สึกนับถือขึ้นมาบ้าง ตัวเองก็ไม่ทันได้คิดเรื่องราวพวกนี้ สำนักคุ้มภัยนี่ดูมีประสบการณ์และเป็นมืออาชีพเสียจริง
ขณะที่ขบวนรถม้ามู่ไห่เฉินเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ศิษย์ป้ายเงินเมื่อสักครู่ก็ควบม้ากลับมา
เขารายงานว่าข้างหน้ามีโจรภูเขากำลังปล้นขบวนพ่อค้าอยู่ จากการคาดเดาน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน
จงกังพอได้ยินก็ครุ่นคิด ก่อนจะหันไปหามู่ไห่เฉิน
“อย่างที่ท่านได้ยิน จะไปต่อหรือเดินทางกลับท่านเลือกได้เลย”
มู่ไห่เฉินได้ยินก็สงสัย เหตุการณ์เช่นนี้เขายังสามารถเลือกเดินทางต่อได้หรือ
จงกังบอกว่ามันก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่หากเราเพียงเดินผ่านไป คิดว่ากลุ่มโจรนั้นก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวนัก
จงกังบอกว่าไม่อยากโอ้อวดสำนักมากนัก แต่เหล่าโจรเหล่านั้นก็อาจจะไม่โง่พอที่เอาตัวเองไปเสี่ยงโดยที่ไม่รู้ว่าใครนั่งในรถม้า อีกทั้งยังต้องมาเสี่ยงชีวิตกับคนสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้อีก
มู่ไห่เฉินพอฟังแล้วก็เข้าใจเหตุผลนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากเอาหว่านถิงไปเสี่ยงเท่าใดนัก แต่เงินคุ้มกันก็จ่ายไปแล้ว ถ้าเดินทางกลับก็ต้องเสียเงินครึ่งหนึ่งอยู่ดี
“ท่านคิดว่าสามารถรับมือกลุ่มโจรได้ไหม”
มู่ไห่เฉินถามด้วยใบหน้าจริงจัง
แต่แล้วรอยยิ้มบังเกิดขึ้นบนใบหน้าจงกัง
“หากเกิดปัญหา ท่านเพียงควบม้าหนีไปให้ไกล ที่เหลือข้าจัดการเอง”
คำพูดของจงกังฟังแล้วเขามีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย มู่ไห่เฉินเองก็อยากเดิมพันสักครั้ง แม้จะเสี่ยงหน่อย แต่สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้นี่ก็ดูน่าเชื่อถือมากพอที่จะไว้ใจได้
ท้ายที่สุดแล้วมู่ไห่เฉินก็ตัดสินใจเดินทางต่อ และไม่นานพวกเขาก็ไปเจอกลุ่มโจรกำลังลำเลียงข้าวของในขบวน
บริเวณนั้นมีศพเกือบนับสิบ ตัวประกันอีกหลายสิบคน มีทั้งคนแก่และผู้หญิงถูกจับมัดไว้รวมกันอยู่
พอขบวนมู่ไห่เฉินมาถึง ใบหน้านิ่งสงบของเหล่าสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ไม่แสดงถึงความกังวลให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
สายตาคมเฉียบของจงกังหน้าขบวนค่อย ๆ แหวกกลุ่มโจรที่ขวางถนนอยู่ออก ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองกันด้วยความกดดัน จนกระทั่งบรรยากาศรอบ ๆ นิ่งสงบเกินคาด
แต่แล้วขบวนของมู่ไห่เฉินก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านกลุ่มโจรไป มู่ไห่เฉินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการวิเคราะห์ของจงกังจะเป็นจริง
ขณะที่รถม้าของมู่ไห่เฉินเคลื่อนตัวผ่านกลุ่มโจรไปแล้ว มู่ไห่เฉินก็ได้ถามคำถามที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจ
“หากข้าออกจากขบวน สัญญาคุ้มกันรถม้ายังคงไปต่อได้ใช่หรือไม่”
จงกังฟังแล้วครุ่นคิดสิ่งที่มู่ไห่เฉินพูด
“สัญญาคือคุ้มกันบุคคลและรถม้าไปยังหมู่บ้านสือเฉียวยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ผู้ว่าจ้างจะสละบางคนออกจากขบวน ก็ย่อมทำได้”
จงกังพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ท่านต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านจะทำนั้นอยู่นอกเหนือสัญญาจ้าง ดังนั้นสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด และข้าในฐานะผู้ดูแล ข้าจะไม่ยอมเอาชีวิตคนในสำนักไปเสี่ยงแม้สักคน ท่านเข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่”
มู่ไห่เฉินพอฟังแล้วก็เข้าใจ เขาหยิบกระบี่และลงจากรถม้า จงกังที่เห็นก็สั่งให้ศิษย์ป้ายทองแดงผู้หนึ่งขึ้นไปขับรถม้าแทน
หว่านถิงไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น นางเปิดม่านรถม้าแล้วเรียกมู่ไห่เฉินไว้
“อาจารย์อา นั้นท่านจะไปไหน”
มู่ไห่เฉินหันไปยิ้มก่อนจะตอบกลับไป
“ไปก่อนเลย เดี๋ยวอาจารย์อาจจะตามไป”
หว่านถิงไม่เข้าใจ แต่ในใจกลับมีความกังวลอยู่เต็มอก นางทำได้เพียงยื่นศีรษะออกไป จ้องมองมู่ไห่เฉินเดินห่างไปทีละก้าว
มู่ไห่เฉินเดินตรงไปยังกองโจรนับหลายสิบคน
“คุณชายช่วยพวกเราด้วย!”
เสียงร้องขอให้ช่วยจากนับสิบชีวิตกำลังอ้อนวอนมู่ไห่เฉินอยู่
แน่นอนว่าการเดินเข้าไปหาครั้งนี้ ไม่ใช่ว่ามู่ไห่เฉินไม่คิดไตร่ตรอง แต่ระหว่างที่ขบวนเมื่อครู่ผ่านไป มู่ไห่เฉินใช้ระบบตรวจสอบแล้วว่าคนเหล่านี้เก่งสุดก็แค่ระดับทะลวงชีพจร อีกทั้งก็มีเพียงแค่คนเดียวด้วยซ้ำ คนที่เหลือก็ขั้นฝึกปราณ และขั้นฝึกกาย ต่อให้เข้ามาพร้อมกันก็ไม่ใช่ปัญหา
“คุณชายท่านนี้ ข้าว่าท่านอย่าเรื่องใส่ตัวดีกว่า มิใช่ว่าเมื่อครู่เห็นพวกข้าปล่อยเจ้าไปแล้ว จะไม่กล้าลงมือกับเจ้า”
คนผู้หนึ่งท่าทางเป็นผู้นำของกองโจรกลุ่มนี้เดินเข้ามาพร้อมท่าทีไม่พอใจ
“ใครยังรักชีวิตอยู่ ก็รีบหนีไปเสีย”
มู่ไห่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่แยแสโจรภูเขาเหล่านั้น
พอสิ้นคำพูดของมู่ไห่เฉิน เหล่าโจรภูเขาก็หัวเราะกันทั่วหน้า
มู่ไห่เฉินส่ายหัวก่อนเดินตรงไปยังชายเมื่อครู่โดยไม่หวั่นเลยสักนิด แต่กลับเป็นชายผู้นั้นกลับรู้สึกไม่มั่นคงแทน
โจรภูเขาผู้นั้นยกดาบขึ้นเตรียมท่ารับมือ
เพียงชั่วพริบตากระบี่ก็แทงออกและกลับเข้าฝักอย่างรวดเร็วด้วยเพลงกระบี่อสรพิษ
โจรภูเขาผู้นั้นดาบในมือหลุดร่วง แขนขวาของเขานั้นถูกแทงเรียบร้อยแล้ว
เหล่าโจรภูเขายังคงไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่นั้นมันเกิดอะไรขึ้น กระบวนท่าเมื่อสักครู่รวดเร็วจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตได้ถนัดตา
“ฆ่ามันสิ!”
โจรภูเขาผู้นั้นตะโกนออก ขณะยังคงกุมแผลที่มือ
หลังจากเหล่ากองโจรได้ยิน ก็เริ่มจู่โจมมู่ไห่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
คนแล้วคนเล่าวิ่งเข้ามาก็ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด บ้างก็ถูกแทงขา บ้างก็ถูกฟันแขน
เพลงกระบี่เคลื่อนไหวดุจอสรพิษ ฉกเข้า ถอยกลับ ฉกซ้ำในจังหวะที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด นับว่าเป็นครั้งแรกของมู่ไห่เฉินที่ใช้เพลงกระบี่อสรพิษออกอย่างจริงจัง เพลงกระบี่อสรพิษที่ดาวน์โหลดมาแท้จริงแล้วก็ยอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย หากผู้ใช้เข้าใจและระดับปราณที่มากพอ
แม้คนพวกนี้จะชั่วร้าย แต่มู่ไห่เฉินก็ตัดใจคราชีวิตคนเหล่านี้ไม่ได้
มู่ไห่เฉินสะบัดกระบี่เบา ๆ หยดเลือดกระเด็นตกพื้นก่อนจะเก็บเข้าฝักอีกครั้ง มู่ไห่เฉินเองยังคงรู้สึกว่าเพลงกระบี่นี้พอใช้ออกกลับสุขุมเพียงนี้
แต่แล้วก็มีคนผู้หนึ่งกระโจนเข้ามาสู่ลานต่อสู้คนผู้นี้ใช้เพียงเพลงหมัด ก็สามารถต่อกรเหล่ากองโจรนี้ได้
“ไหนพี่จงกังบอกว่าจะไม่ยุ่งไงเล่า”
มู่ไห่เฉินพูดเชิงหยอกล้อ
“แม่นางในรถไม่ยอมเดินทาง มันทำให้พวกข้าเสียเวลา จะให้ทำเช่นไรได้”
สิ้นเสียงมู่ไห่เฉินก็หันไปมองที่รถม้า ยามนี้หว่านถิงลงรถม้ามาแล้ว แต่ก็ถูกรายล้อมด้วยสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ แววตาของนางดูเป็นห่วงเป็นใยมู่ไห่เฉินอย่างมาก
มู่ไห่เฉินเพียงยิ้มตอบรับ ก่อนจะเข้าสู่การต่อสู้อีกครั้ง
ไม่นานกองโจรหลายสิบคนก็ต่างร้องโอดโอย คนที่เหลือก็แน่ชัดแล้วว่าไม่มีทางจะชนะสองคนนี้ได้ ทำให้ต่างคนก็ต่างวิ่งหนีกลับเข้าป่าไป ส่วนคนเจ็บก็ทำได้เพียงพยายามหลบหนีอย่างทุลักทุเล
มู่ไห่เฉินตรงไปแก้มัดเชือกผู้คนที่ถูกมัดไว้ ผู้คนเหล่านั้นล้วนต่างกล่าวขอบคุณ เป็นเวลาเดียวกันที่หว่านถิงเดินเข้ามา
“ขอบคุณคุณชายและคุณหนูที่ช่วยเหลือ พวกข้าเป็นหนี้บุญคุณพวกท่านแล้ว”
หว่านถิงแม้ไม่ได้ทำอะไร แต่คำขอบคุณที่จริงใจก็ทำให้นางนั้นรู้สึกภาคภูมิเล็ก ๆ ในใจขึ้นมา
ถึงเรื่องจะเป็นเช่นนี้ แต่รอบข้างก็มีคนเสียชีวิตหลายคน มู่ไห่เฉินเองก็รู้สึกไม่ดีนัก แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องพวกนี้เกินกว่าที่เขาจะแก้ไขได้
มู่ไห่เฉินหันหลังและตรงไปยังรถม้า หว่านถิงที่เห็นก็รีบวิ่งติดตามไปทันที
“ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือ!”
ผู้คนที่ถูกช่วยเหลือยังคงคุกเข่ากล่าวขอบคุณไล่หลังมาไม่ขาด
ขบวนรถม้ามู่ไห่เฉิน เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง พวกเขาสงบนิ่งราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ตั้งแต่เข้าสำนักมา ข้าพึ่งพบเจอผู้ว่าจ้างเช่นเจ้าเป็นคนแรก”
จงกังพูดเสร็จก็หัวเราะออกมาอย่างร่าเริง เท่าที่เห็นก็พอเดาออกว่ามู่ไห่เฉินฝีมือนั้นไม่ธรรมดา ต่อให้ไม่มีคนคุ้มกันเขาก็สามารถฝ่าหุบเขานี่ไปได้ เพียงแต่ว่าเขานั้นเป็นห่วงสตรีในรถม้า เพียงความเสี่ยงเล็กน้อยกลับทุ่มเทเงินหลายสิบตำลึงเพียงหาคนมาคุ้มกัน เพื่อความสบายใจเล็ก ๆ ของเขา
ตกเย็นพวกเขาก็เดินทางไปถึงหมู่บ้านสือเฉียวอย่างราบรื่น
หลังจากมู่ไห่เฉินลงลายมือชื่อยืนยันภารกิจ จงกังก็เก็บเอกสารเข้าอกเสื้อ
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อย จนกระทั่งก่อนจากกันจงกังก็เดินไปกระซิบข้างหูมู่ไห่เฉิน
“แม่นางผู้นั้นดูเป็นห่วงเป็นใยเจ้ามาก ดูแลนางดี ๆ ล่ะ”
พูดเสร็จ จงกังไม่รอคำตอบเพียงถอยออกและโค้งคำนับผู้ว่าจ้างพร้อมกับเหล่าศิษย์ในสำนัก
มู่ไห่เฉินเพียงยิ้มให้จงกัง และพอพวกเขาเดินหันหลังกลับไป มู่ไห่เฉินก็ตะโกนขอบคุณไล่หลังไปอีกรอบ
“ขอบคุณพี่จงกัง”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นหลังได้ยินก็หันมาพร้อมจ้องมองมาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ อีกทั้งยังยกนิ้วชี้ขึ้นมาสั่นเบา ๆ หันไปทางมู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินเพียงยิ้มออกมาอย่างร่าเริงเพื่อเป็นการตอบรับการหยอกล้อของคนผู้นั้น
“อาจารย์อา เมื่อครู่เขาพูดสิ่งใดหรือดู ลับ ๆ ล่อ ๆ”
มู่ไห่เฉินยิ้ม ก็จะตอบเพียงว่าเขาผู้นั้นหยอกล้อเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดพิเศษ อย่าได้สนใจ