บทที่ 6
“ลอเรนซ์ผู้น่าสงสาร” อีริก้าเผลอพูดความคิดของตัวเองออกมาดังๆทอดสายตามองเหม่อไปยังพื้นน้ำสีครามที่พลิ้วระลอกตัดกับยอดคลื่นสีขาวอันกว้างไกลเบื้องหน้ามีศีรษะของคนที่ดำผุดดำว่าย และเรือลำเล็กๆ โผล่มาให้เห็นเป็ครั้งคราวอยู่
“อ้าว ทำไมถึงต้องมาสงสารผมด้วยล่ะ?”ลอเรนซ์เอ่ยถามเรียบๆ หยุดยืนอยู่ข้างตัวเธอเสื้อแจ๊คเก้ตสีเนื้อพาดอยู่กับไหล่เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมไว้เปิดกระดุมตรงคอเผยให้เห็นผิวเนื้อซีดจางภายใน
“ก็เพราะว่าคุณน่ะทำงานหนักแสนหนักมากับพ่อตั้งนานปีอันที่จริงการมาเที่ยวครั้งนี้จะเรียกว่าพ่อตอบแทนน้ำใจคุณก็ได้ เพียงแต่ว่าคุณจะต้องพร้อมเสมอในทุกเวลาที่พ่อเรียกหาตัว แล้วก็ยังต้องมาติดตามฉันอีก”อีริก้าถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเสียใจแทนเขา เท่าๆกับที่เสียใจในตัวเอง
“ผมไม่รังเกียจอะไรนี่” ลอเรนซ์ยักไหล่ ดวงตาสีฟ้าใสภายใต้กรอบแว่นประสานอยู่กับเธอ
“แต่ที่จริงคุณควรจะนึกรังเกียจนะ”เธอกระทืบเท้าลงผืนทรายอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็ทำไมคุณจะต้องมาทำหน้าที่ติดตามลูกสาวของวานซ์เวคฟิลด์ด้วยเล่า?” และถึงยังไงฉันมันก็เกิดมาเป็ลูกของเขาแล้วนี่ไม่ว่าเขาจะพอใจหรือไม่ก็ตามเถอะ”ดวงตาคู่สีม่วง เป็ประกายราวแสงเพชร ทั้งโกรธทั้งสิ้นหวัง “โธ่ ลอรี่ ทำไมนะ ทำไมพ่อถึงจะทำตัวอย่างพ่อคนอื่นๆ เขาไม่ได้” มันเป็การขอที่มากเกินไปอย่างนั้นรึที่ให้พ่อได้ใช้เวลาอยู่กับฉันสัก 2อาทิตย์น่ะ? ฉันไม่ได้รอเวลานี้มาตั้ง 20 ปีหรือไงนะ?”
“เขาจะเป็เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆไปไม่ได้หรอกอีริก้า เพราะว่าเขาเป็วานซ์ เวคฟิลด์” ลอเรนซ์ตอบด้วยน้ำเสียงสงบเพราะคุ้นชินกับการแสดงอารมณ์ของอีริก้าอยู่ รู้ว่าเมื่อเธอโกรธมากๆก็ทำได้เพียงแค่ร้องไห้ออกมาเท่านั้น “คุณควรจะรับเขาในสภาพที่เขาเป็อยู่นะไม่ใช่ในสภาพอย่างที่คุณอยากจะให้เขาเป็”
“หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือให้ทำตัวให้มีความสุขกับแสงตะวันและความสนุกที่อะคาพูลโก้นี่แต่อย่าได้คิดสร้างคลื่นเป็อันขาด” อีริก้าเยาะให้อย่างเจ็บใจ“แล้วก็ให้ฉันลืมเสียด้วยว่าฉันเป็ลูกของเขาที่มีสิทธิ์จะใช้เวลาของเขาบ้าง”
“ที่จริงเขาก็ทั้งรักทั้งห่วงใยคุณนะเพียงแต่ว่าเป็ในแบบของเขา”
“ฉันไม่ยอมหรอก” อีริก้าพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของตัวเอง“ตลอดเวลา 2 อาทิตย์นี่พ่อจะมาทำเป็ไม่แยแสฉันไม่ได้เป็อันขาด”
“อย่าทำอะไรโง่ๆ ลงไปก็แล้วกัน”ลอเรนซ์เตือน
อีริก้าไม่ตอบแต่เววในดวงตาของเธอส่อแววท้าทายอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เอื้อมไปคล้องแขนไว้กับเขา
“ลงน้ำกันเถอะ” เธอสั่ง
“เราไปไกลนักไม่ได้หรอก” ลอเรนซ์บอก เดินพาเธอลงไปตรงชายหาดที่ระลอกคลื่นพลิ้วเข้ากระทบอยู่ “คุณพ่อรอเวลากลับของเราอยู่”
“แล้วไงล่ะ?” อีริก้าเถียง “ฉันน่ะรอพ่อมานานแล้วก็ให้พ่อรอฉันบ้างสิ”
อารมณ์ที่พร้อมจะต่อสู้ของเธอทำให้ลอเรนซ์มีสีหน้าไม่สบายใจเลย แต่อีริก้าไม่สนใจกวาดสายตามองไปรอบๆรู้สึกมีความสุขที่แสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์โลมไล้ลงบน่ไหล่ที่เปล่าเปลือยออกจะดีใจอยู่ที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเดินทางที่หนาหนักมาสวมชุดว่ายน้ำสีทองจุดขาวแทนสายลมอ่อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก ระรวยอยู่กับนวลแก้ม หยอกล้ออยู่กับปอยผมตรง่ลำคอ
เธอกวาดสายตาต่อไปยังพวกที่ลงเล่นน้ำและที่นอนผึ่งแดดอยู่ระเรื่อยไปจนถึงร่มเงาซึ่งตั้งเป็เสาขึ้นและมุงไว้ด้วยทางมะพร้าวเลยขึ้นไปทางด้านหลังคือทิวต้นปาล์มซึ่งใบของมันแกว่งไกวอยู่ในสายลมอ่อนที่เป็แถวรายเรียงอยู่ตรงขอบคือตัวอาคารโรงแรมที่พักซึ่งสูงมากหลายชั้นและที่เลยไปจากนั้นก็คือทิวเขาสีเทา ที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือหาดทรายสีทองและพื้นน้ำอันกว้างไกลสีเขียวเข้มอมฟ้าดุจสีของไพลินน้ำงาม
“เห็นอย่างนี้แล้วเตือนในให้นึกถึงฮาวาย”อีริก้าเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด เสียงหัวเราะแ่ๆหลุดรอดออกมาจากลำคอ “นึกถึงยามสาวแก่ที่พ่อจ้างมาคุมฉันตอนนั้นด้วยคุณจำได้ไหมล่ะลอรี่?” แกชื่อยายปรูเด้นท์ยายนั่นแกโกรธนักโกรธหนาละเวลาที่ใครเขามาทำเฟลิร์ทกับฉันอยากจะให้ใครๆ เขาสนใจแกจะตาย”
“อ๋อ คนที่รูปร่างดี ผมสีบลอนด์ตัวดำๆ นั่นใช่ไหม?” ลอเรนซ์หัวเราะเบาๆ
“นั่นละ ยายคนนั้นละ” อีริก้ายิ้มกว้างออกมาเมื่อลอเรนซ์พาเธอเดินลึกลงไปในเกลียวคลื่นหันมามองเขาอย่างกระตือรือร้น “ลงเล่นน้ำกันดีกว่านะ”
“ผมไม่เอาละ” เขาสั่นศีรษะปฏิเสธ ยกมือขึ้นเสยผมที่ถูกแรงลมตีจนยุ่งเหยิง “คุณอยากจะว่ายก็เอาสิ”
ก่อนที่เขาจะทันพูดจบด้วยซ้ำที่อีริก้าชักมือออกและก้าวลงไปในน้ำผืนทรายที่อยู่ใต้เท้าอ่อนนุ่มและอบอุ่นยิ่งนักเกลียวคลื่นพลิ้วระลอกอยู่ตรงปลายเท้า ความใสสะอาดของผืนน้ำชวนใจให้ลงดำผุดดำว่ายยิ่งนักจนเธอออกจะสงสารลอเรนซ์ที่ออกจะเป็คนสงบเสงี่ยมและขัดเขินจนไม่กล้าลงเล่นด้วย
ห่างออกไปในพื้นน้ำประมาณ 20 ฟุตไม่ไกลจากตัวอีริก้าเท่าใดนัก นักว่ายน้ำคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาและยืนอยู่ในน้ำลึกเพียงแค่สะโพก ก่อนที่จะว่ายกลับเข้าหาฝั่งเรือนร่างที่สมบูรณ์ด้วยมัดกล้ามเป็ประกายราวรูปปั้นทองแดงที่โผล่ขึ้นสู่แสงอาทิตย์เหรียญขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ตรงคอเหมือนจะหันมาหลิ่วตาใส่อีริก้าเหนือแผงอกที่ปกคลุมด้วยขนอ่อนสีดำ เธอเกือบจะลืมตัวเมื่อตวัดสายตามองหน้าเขาเรือนผมของเขาเป็สีดำสนิท ซึ่งเป็สีเดียวกับดวงตา ขนคิ้วดูเหมือนทั้งเนื้อตัวของเขามิได้มีสีใดอื่นเลยนอกจากสีดำ
เมื่อความประทับใจในเรือนร่างของเขาผ่อนคลายลงเธอก็ต้องชะงักงันกับแววตาที่เฉยเมยบนใบหน้าที่ค่อนข้างกระด้าง ซึ่งประกอบด้วยสันกรามและแนวคางที่ยื่นออกมาบอกให้รู้ว่าเป็คนเ้าทิฐิโหนกแก้มของเขาค่อนข้างสูง ความเป็ผู้ดีมีสกุลประทับตราอยู่บนหน้าผากและสันจมูกเมื่ออีริก้าว่ายเข้าไปใกล้ เธอก็รู้สึกอยู่ว่าเขาเป็คนค่อนข้างสูงตัวเธอเองนั้นสูง 2 ฟุต 6 นิ้ว มีผู้ชายน้อยคนนักที่จะสูงกว่าเธอแต่ผู้ชายคนนี้แน่นอนที่เขาจะต้องสูงกว่า
เขาตวัดสายตามองมาทางเธอแวบหนึ่งอย่างไม่สนใจขณะที่ว่ายน้ำผ่านหน้าอีริก้าไปโดยปกติแล้วอีริก้าคุ้นชินกับการที่พวกผู้ชายจะมองเธอด้วยสายตาชื่นชมแต่ผู้ชายท่าทางยโสคนนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองไร้ค่าเธอจึงสะบัดหน้ามองไปทางลอเรนซ์ ซึ่งกำลังเดินหนีเกลียวคลื่น แต่ก็ขนานอยู่กับเธอความรื่นเริงแจ่มใสที่ได้ลงว่ายน้ำเหือดหายไปและผู้ชายผิวคล้ำคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอนความไม่พอใจในเื่นี้ทำให้เธอขึ้นจากน้ำเดินกลับไปหาลอเรนซ์เกาะแขนเขาไว้ขณะที่สอดเท้าลงในรองเท้าแตะสำหรับเดินชายหาด
แต่กระนั้น ่ไหล่คล้ำๆที่ลาดลงสู่่เอวที่คอดกิ่วก็ยังมีพลังอำนาจที่ดึงดูดสายตาให้เธอต้องหันไปมองมันมีอะไรบางอย่างในตัวผู้ชายคนนี้ที่เรียกความสนใจอยู่ไม่น้อยเขาจัดว่าเป็คนหน้าตาคมคายมากคนหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่ในลักษณะเปิดเผยแบบเพื่อนผู้ชายชาวอเมริกันที่อีริก้าเคยรู้จักสีหน้าท่าทางของเขาบอกให้รู้ว่าเป็ชาวต่างชาติและสามารถจะกระตุ้นความสนใจให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของอีริก้าได้เธอบังเกิดความประทับใจในท่าทางที่ไม่หวั่นไหวของเขาขึ้นมา
อีริก้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าลอเรนซ์ได้มองตามสายตาเธอไปทางผู้ชายคนนั้นด้วยจนเมื่อเขาพูดขึ้นว่า
“ท่าทางเขาน่าสนใจมากใช่ไหมรู้สึกว่าเด่นกว่าใครในที่นี้ทุกคนเลย”
“ใช่” เธอรับคำอย่างเลื่อนลอยมองตามร่างของผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นที่กำลังเดินเข้าไปร่มเงาของหลังคาที่มุงด้วยทางมะพร้าวซึ่งอยู่ไม่ไกลนักขณะเดียวกันเธอก็มองเห็นแขนผ่องๆ ของใครคนหนึ่งเอื้อมมาส่งผ้าเช็ดตัวให้และอีริก้าก็ได้เห็นว่ามีผู้หญิงกำลังเอนกายอยู่ในร่มเงานั้นด้วย
แม้จะอยู่ห่างกันในระยะไกลแต่อีริก้าก็สามารถจะมองเห็นได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมิใช่คนในวัยสาวความคิดแรกที่เกิดขึ้นก็คือเขาอาจจะเป็ญาติกัน จนเมื่อเธอมองเห็นเรือนผมสีบลอนด์ที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกปีกกว้างกันแดดและเห็นผู้ชายคนนั้นกำลังก้มลงยิ้มให้จนเห็นฟันขาวคล้ายกับเห็นขันในคำพูดที่ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยขึ้น อีริก้าหันไปมองหน้าลอเรนซ์อยากรู้ว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร
“คุณคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร?”อีริก้าเอ่ยถาม
“ผมไม่รู้จักคำพูดในแบบสมัยใหม่หรอกแต่ถ้าจะให้เดา ผมก็คิดว่าเขาคงิเป็คู่นอนของผู้หญิงคนนั้นละมังประเภทที่ได้รับค่าจ้างน่ะ” ลอเรนซ์ตอบ
“คุณพูดจริงๆ หรือนี่?”
“ก็มันเป็อาชีพธรรมดาๆสำหรับสถานที่พักตากอากาศราคาแพงๆ อย่างนี้นี่” เขามองหน้าเธอขำๆเมื่อเห็นอีริก้าอ้าปากค้าง “พวกผู้หญิงที่มีเงินเขาชอบมาเที่ยวที่นี่กันออกและผมก็คิดว่ามันน่าตื่นเต้นมากทีเดียวถ้าจะมีผู้ชายรูปร่างอย่างนั้นคอยเป็ผู้คุ้มกันให้”
อีริก้าออกจะเห็นด้วยกับคำพูดของเขาขึ้นมาเพราะรู้อยู่ว่ามีผู้หญิงมากมายที่จะต้องชื่นชมบูชากับผู้ชายท่าทางทระนงและเป็ผู้ดีอย่างผู้ชายคนนี้แม้ว่าเขาจะเป็ท่านเค้าท์หรือดยุ๊คปลอมๆ ก็ตามทีแต่แล้วความขุ่นเคืองก็โลดแล่นเข้ามาในโสตประสาทอีกเมื่อนึกถึงว่าเขาเพียงแต่ปรายตามองเธอเท่านั้นมิได้มีท่าทีว่าจะสนใจอะไรด้วยเลย ดังนั้นเมื่อลอเรนซ์เสนอขึ้นว่าควรจะกลับโรงแรมที่พักได้แล้วอีริก้าจึงออกจะเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะ้าจะไปเสียให้พ้นๆจากภาพของผู้ชายแปลกหน้าคนนี้