ยามเมื่อรถม้าทั้งสี่คันของจวนแม่ทัพเสวี่ยขับเคลื่อนเข้าเมืองหลวงก็กินเวลาไปถึงสิบสี่วันเลยทีเดียว เสวี่ยเหมยนั่งพิงรถม้า ในมือกอดเตาผิงเล็กเอาไว้ในอก เปลือกตาน้อยกะพริบขึ้นช้าๆ ก่อนจะลืมตาที่ฉายแววเหนื่อยล้าขึ้นมา
อยากอ้วกเหลือเกิน!
“ซิงซิง ตอนนี้ยามใดแล้ว” เสียงของดรุณีน้อยอ่อนล้าเต็มทน
“ยามอู่[2]แล้วเ้าค่ะ บ่าวบังคับม้าบอกว่าเราใกล้ถึงเรือนรับรองของเมืองหลวงแล้วเ้าค่ะ”
“ข้ารู้สึกคลื่นเหียน” เสวี่ยเหมยพูดด้วยสีหน้าพะอืดพะอม ท่าทางนางตอนนี้จวนจะไม่ไหวอยู่รอมร่อ
“อดทนอีกนิดนะเ้าคะ อีกแค่หนึ่งเค่อ[3]ก็จะถึงแล้วเ้าค่ะคุณหนู”
“ข้าอยากกินผลไม้รสเปรี้ยว”
“ถ้าคุณหนูยอมอดทนจนกว่าจะถึง บ่าวจะหามาให้คุณหนูให้ได้เ้าค่ะ”
“ข้าไม่อยากไปงานเลี้ยงคืนนี้เลย เหตุใดพวกเราต้องมาทันด้วยนะ” เสวี่ยเหมยทอดถอนใจอย่างยอมแพ้ ์ท่านพอใจแล้วใช่หรือไม่ จะให้พวกเขามาถึงวันพรุ่งนี้แทนไม่ได้หรือ
“นับว่าเป็วาสนาของคุณหนูนะเ้าคะ ที่ได้เข้าไปถึงวังหลวง บ่าวยังอยากจะไปด้วยเลย”
“อ๊ะ! รู้แล้ว” ฉับพลันดรุณีน้อยก็เด้งตัวขึ้นมาพร้อมกับหน้าตาแจ่มใสไร้ซึ่งหน้าตาเ็ปทรมานอย่างตอนแรก “เรามาสลับตัวกันดีกว่า ซิงซิง”
“บ่าวไม่เอาด้วยหรอกเ้าค่ะ! ถึงอยากจะไปแค่ไหนแต่แบบนี้มิควรเลยนะเ้าคะ ดีไม่ดีฮ่องเต้และฮองเฮารู้เข้าเรามีโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงนะเ้าคะ หัวได้กุดทั้งตระกูลเป็แน่”
‘หัวกุด’ คำนี้ช่างทำให้ขนแขนนางลุกชันขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เสวี่ยเหมยทำหน้าหมดอาลัยอีกครั้ง ก้มหน้างุดกอดเตาผิงน้อยของนางต่อไป ถ้าให้สาวใช้ติดตามไปด้วยได้ก็ดีอยู่หรอก มารดานางเข้าไปในงานก็ต้องร่วมสนทนากับฮูหยินบ้านอื่น น้องชายนางก็ไม่แคล้วต้องไปสังสรรค์อยู่ฝั่งบุรุษ ท่านพ่อนางก็ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง ปวดหัวจริงๆ
เมื่อถึงเรือนรับรอง เสวี่ยเหมยจากที่ร่างกายเหี่ยวเฉาพอรถม้าจอดสนิทก็กลับะโลงมาอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะขอแม่ทัพเสวี่ยกับเสวี่ยฮูหยินไปเดินเที่ยวในเมืองหลวงสักหน่อย ก่อนไปนางยังไม่ลืมที่จะลากซิงซิงกับเสวี่ยเจี้ยน น้องชายนางไปด้วย
“พี่เหมย ท่านพ่อให้เรารีบกลับอย่าลืมเสียล่ะ ต้องไปงานเลี้ยงในยามโหย่วนะ” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นมาระหว่างที่เสวี่ยเหมยกำลังเดินเลือกของ
ยามนี้นางสวมหมวกคลุมที่ประดับไปด้วยผ้าแพรบางๆ สีขาวที่ปิดบังรูปโฉมเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยตอบ “เ้าจะกังวลไปไย มาสิพี่สาวจะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตา”
กล่าวจบก็ดึงแขนเด็กชายเข้าร้านขายเครื่องประดับที่มีสตรีเดินขวักไขว่อยู่ไม่น้อย
“ท่านพี่ ปล่อยข้าเถอะ” เสวี่ยเจี้ยนเอ่ยอย่างร้อนใจ ใบหน้าเด็กชายแต่งแต้มไปด้วยสีชาดเพราะความเขินอาย จะไม่ให้อายได้หรือ เขามายืนอยู่ถามกลางสตรีมากหน้า และแขนก็ถูกสตรีอีกนั่นแหละฉุดกระชากอยู่ ผู้ใดได้มองใครจะไปคิดว่านางจะเป็พี่สาวเขากันล่ะ
“เ้าดูสิ ชอบหรือไม่”
นางส่งจี้หินสีดำรูปพยัคฆ์ไปวางไว้ในมือของเสวี่ยเจี้ยน พยัคฆ์ร้ายที่น่าเกรงขาม ไม่น่าเชื่อว่าของเช่นนี้จะมาอยู่ในร้านเครื่องประดับสตรีได้
“ไม่เลว”
สิ้นเสียงเขากล่าวตอบ กลับได้ยินเสียงสตรีน้อยใหญ่หัวร่อดังคิกคักราวกระดิ่งน้อยก็ไม่ปาน เสวี่ยเจี้ยนเห็นดังนั้นก็คิดว่าไม่ธรรมดาแล้ว พี่สาวตัวร้ายจะหาเื่ให้เขาได้อับอายอีกแค่ไหน
“สายตาเ้าไม่แย่นี่นาเสี่ยวเจี้ยน ดูนะ หากวางจี้หินนี่ไว้ใกล้ความร้อน จากสีดำจะกลายเป็สีชมพูจางๆ จากพยัคฆ์ร้ายจะกลายเป็แมวร้ายตัวน้อยแทน น่ารักมากเชียวล่ะ คิกๆ”
เสวี่ยเจี้ยนได้ยินดังนั้นใบหน้าเด็กหนุ่มที่งามสง่าก็พลันเปลี่ยนเป็บูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยห้าหกขวบทันที “ข้าขอคืนให้ท่าน”
เมื่อเขาวางจี้หินคืนในมือเสวี่ยเหมยเสร็จเขาก็รีบเดินออกนอกร้านทันที นางคิดได้ว่าไม่ควรแกล้งน้องชายน้อยของนางอีก จึงวางจี้หินไว้ที่เดิม แล้วรีบร้อนดึงมือซิงซิงตามหลังเด็กชายขี้งอนไปอย่างตามติด
“เสี่ยวเจี้ยน เ้าโกรธพี่สาวหรือ”
เมื่อนางถามเสร็จแต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ก็รีบะโกอดรัดเอวเด็กชายไว้ ยามนี้เขาอายุสิบสองแต่กลับสูงโปร่งยิ่งนัก การกระทำเช่นนี้ของนางนั้นยิ่งทำให้เขาหน้าแดง เพียงเพราะถูกสตรีหลายนางในบริเวณนั้นมองมายังสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็พี่สาวของเขา ที่กำลังทำสิ่งที่ไม่เกรงกลัวจะอับอายผู้ใดออกไปอยู่
“ถ้าเ้ายอมอภัยให้พี่ พี่สาวจะยอมปล่อยเ้าเช่นกัน” เสียงหัวเราะสดใสของเสวี่ยเหมยและซิงซิงที่อยู่ด้านข้างดังกังวานอยู่รอบตัวเขา
“ข้าไม่โกรธท่านแล้วพี่เหมย ท่านรีบปล่อยข้าเถอะ” น้ำเสียงอ้อนวอนและร้อนรนของเด็กหนุ่มดังขึ้นไม่หยุด
“เ้าโกรธอยู่ชัดๆ ไม่ได้ๆ ข้าจะต้องกอดเ้าไว้แบบนี้จนกว่าจะถึงเรือนรับรอง”
เสวี่ยเหมยกล่าวขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ยามนั้นสายลมน้อยพัดผ่านข้างแก้มคนงาม ลมเหมันต์แอบเผลอแหวกผ้าแพรขาวบางเผยให้เห็นใบหน้าน้อย ทางด้านซ้ายมีรอยเสน่ห์บุ๋มลึกเด่นชัดปรากฏต่อสายตาผู้พบเห็น รอยยิ้มสะพรั่งเหมือนยามดอกเหมยหิมะผลิบานในหน้าหนาว ตรึงใจผู้คนให้ตกอยู่ในภวังค์ดังต้องมนต์ไม่น้อยเลยทีเดียว
“น้องสาม มีอะไรรึ” เสียงเรียกของพี่ชายทำเอาชายหนุ่มที่ยืนตัวแข็งไปในขณะนั้นเรียกให้เขาหลุดจากมนต์เสน่ห์ของสาวน้อยตรงหน้า
“พี่หลาน พอจะทราบหรือไม่ว่าท่านแม่เชิญใครมาบ้าง อย่างเช่น...ผู้คนที่เดินทางมาไกล”
“เท่าที่ข้าทราบเห็นจะมี แม่ทัพใหญ่ทิศบูรพา หัวหน้ากองทหารม้าหลวงทิศประจิม แม่ทัพน้อยแดนพายัพ และครั้งนี้เหมือนจะมีแม่ทัพใหญ่เสวี่ยจากทิศทักษิณด้วยกระมัง” ฝูอี้หลานหรือองค์รัชทายาทตอบน้องชายตรงหน้า ว่าแต่ว่าหรงจวิ้นจะสนไปทำไมกัน
เสวี่ยงั้นหรือ...
เป็นางจริงๆ !
ผู้ใดลั่นวาจาเคยกล่าวว่านางไว้อย่ามาตลบหลังกลับคำพูดไปซะละ แม่นางน้อยผู้นี้เขาจองไว้แล้ว ผู้ใดก็อย่าริอ่านมาคิดแย่งสตรีเดียวกับเขา!
ความจริงพอเสร็จจากงานเลี้ยงคืนนี้เขาว่าจะขอทูลลาพักจากเสด็จพ่อแล้วจะกลับไปเยี่ยมเยือนเมืองหมานเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่านางจะมาให้เขาเยี่ยมถึงที่ แต่ทำไมยามนี้นางถึงไปกอดกับบุรุษหนุ่มตรงหน้าซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น เ้าหนุ่มนั้นเป็ใครกัน ทำให้นางที่ชอบแสดงสีหน้าไม่พอใจกับเขายิ้มกว้างได้ขนาดนี้
เขาไม่พอใจ! และไม่พอใจมาก
คืนนี้เขาจะคิดบัญชีกับนางให้หนักหนาซะ!
“น้องสาม เ้ายังดีหรือไม่ ทำหน้าอย่างกับโกรธผู้ใด”
“กลับกันเถอะพี่หลาน” พอกล่าวเสร็จเขาก็เดินนำผู้เป็พี่ชายไป ปล่อยให้ฝูอี้หลานยืนงงอยู่ตรงนั้นเป็นานก่อนจะก้าวตามไปอย่างไม่รู้อารมณ์น้องชายตัวเอง
มือใหญ่ที่กำแน่นอยู่ด้วยโทสะเริ่มคลายออกน้อยๆ จะให้เขาเดินเข้าไปแยกหนุ่มสาวออกจากกันก็กลัวนางจะหนีไปเสียก่อน ชาวบ้านบางคนอาจไม่รู้จักเขาแต่ก็นับว่ารู้จักรัชทายาท
นางฉลาด เขารู้... แค่เขาอยู่ข้างกายรัชทายาทนางก็จะต้องคิดว่าฐานะเขาไม่ธรรมดา และอาจไม่ไปปรากฏในวังคืนนี้ ทางที่ดีเขาจะยอมถอยออกมาให้นางได้เล่นสนุกก่อนหนึ่งก้าว คืนนี้ก็ถึงตาของเขาเล่นสนุกบ้างละกัน!
2 ยามอู่ คือ เวลาประมาณ 11.00 น. – 13.00 น.
3 เค่อ คือ หน่วยนับเวลาของจีนที่มานานั้แ่สมัยโบราณ เทียบเป็เวลาประมาณ 15 นาที