นายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 40 กลุ่มนักเลงขวาน

    ตอนที่ 40 กลุ่มนักเลงขวาน


    หลิวจั๋วออกจากร้านสุราไป แต่กลับทิ้งข่าวที่หลี่เฉินอันไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเอาไว้


    ข่าวนี้ทำให้เขาครุ่นคิดอยู่ครึ่งชั่วโมงในศาลานั้น


    แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะไม่มากนัก แต่กลับมีข้อมูลมากมายที่ทำให้เขาเข้าใจแคว้นหนิงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


    โดยเฉพาะหอลี่จิ้งที่เขาเข้าร่วมด้วย 


    หอลี่จิ้งก่อตั้งขึ้นโดยเสนาบดีชางปู้ชี่เมื่อร้อยปีก่อน


    จุดประสงค์ดั้งเดิมของการก่อตั้งคือเพื่อยับยั้งและจับกุมขุนนางที่ทุจริตเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม มันเป็นยุคที่ยากลำบากที่สุดในแคว้นหนิง ราชสำนักต้องการให้ขุนนางทุกระดับและราษฎรทำงานร่วมกันเพื่อผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นไปให้ได้


    ขณะนั้นเสนาบดีชางได้ขยายและสนับสนุนหอลี่จิ้งให้ยิ่งใหญ่จนพบปัญหาในที่สุด นี่คือดาบสองคม


    และผู้ที่ถือดาบนี้ก็มีความสำคัญมาก


    อันดับแรก คนผู้นี้จะไม่สามารถเป็นฮ่องเต้ได้


    เพราะสิ่งที่หอลี่จิ้งทำนั้นเป็นอันตรายต่อศีลธรรมสวรรค์ หากฮ่องเต้ยึดถือ อาจเป็นอันตรายต่อชะตากรรมของแว่นแคว้นได้


    ดังนั้นเขาและฮ่องเต้ต้าเต๋อจึงหารือกัน เพื่อป้องกันไม่ให้หอลี่จิ้งใช้อำนาจอันทรงพลังมาเป็นภัยคุกคามต่อราชบัลลังก์


    หลังจากนั้น ผู้รับผิดชอบหอลี่จิ้งจึงกลายเป็นองค์หญิงในราชวงศ์ก่อนหน้า


    นอกจากนี้ ตำแหน่งหน้าที่นี้ก็จะถูกสืบทอดไปอยู่ในมือพี่สาวหรือน้องสาวสายเลือดเดียวกันกับองค์รัชทายาท เพื่อรักษาความมั่นคงของราชวงศ์เอาไว้


    แต่ตอนนี้ หอลี่จิ้งขาดการสนับสนุนเรื่องเงิน อำนาจจึงค่อย ๆ หดหายไป แต่หน่วยปลามังกรซึ่งเพิ่งก่อตั้งมาไม่กี่สิบปี ขณะนี้กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่


    ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ก็ได้มีสาขาของหน่วยปลามังกรในเมืองกวงหลิง


    หลี่เฉินอันยังไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินชื่อของผู้รับผิดชอบหน่วยปลามังกรที่เมืองกวงหลิงมาก่อน ตอนนี้รู้ว่าเขาชื่อซ่งหยวนผิง อาศัยอยู่ริมทะเลสาบ และเปิดกิจการหอนางโลมที่ดีที่สุดในเมืองกวงหลิง นั่นก็คือหอหนิงเซียง !


    และเขามีสายลับป้ายทองแดงอยู่หนึ่งคน นางมีนามว่าเวินเสียวหว่าน เป็นนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอหนิงเซียง……บอกตามตรงว่าเขาไม่กล้ามอบหมายภารกิจใดให้นางเลย !


    เพราะเกรงว่านางอาจเป็นสายลับให้ฝ่ายตรงข้ามด้วย !


    ตอนนี้สถานะของเขายังไม่ค่อยดีนัก 


    หลิวจั๋วบอกว่า ผู้คุมหางเสือของหอลี่จิ้งในปัจจุบันคือองค์หญิงสี่หนิงฉู่ฉู่ ซึ่งเป็นน้องสาวขององค์รัชทายาท แต่ผู้คุมหางเสือของหน่วยปลามังกรกลับเป็นอัครเสนาบดีจี 


    บุตรสาวของอัครเสนาบดีจีก็คือสนมจีคนโปรดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และบุตรชายของสนมจีก็คือองค์ชายรอง……


    องค์ชายรองผู้นี้เผยคมเขี้ยวของตนเองอย่างโจ่งแจ้งว่าเขาตั้งใจที่จะยึดครองพระราชวังตะวันออก !


    ตามการวิเคราะห์ของหลิวจั๋ว ที่จริงหน่วยปลามังกรก่อตั้งขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายคือต่อต้านหอลี่จิ้ง หากหน่วยปลามังกรสามารถอยู่เหนือกว่าหรือล้มล้างหอลี่จิ้งได้ องค์รัชทายาทก็จะสูญเสียกองกำลังใหญ่ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือเขาได้อีกกองกำลัง


    ในขณะที่หอลี่จิ้งเสื่อมโทรมลง องค์ชายรองก็จะมีกองกำลังสนับสนุนที่แข็งแกร่งเพิ่มมาอีกกองกำลัง


    และต่อไปก็จะถึงคราวที่องค์ชายรองชักดาบใส่องค์รัชทายาท และหน่วยปลามังกรคงจะยกมีดแล่เนื้อใส่หอลี่จิ้ง


    หอลี่จิ้งที่ยากจนอาจไม่สามารถเอาชนะหน่วยปลามังกรผู้มั่งคั่งได้


    แม่งเอ้ย !


    นี่มันอะไรวะเนี่ย !


    ทันใดนั้น ในหัวของหลี่เฉินอันก็มีรูปของคุณชายร่างบางผู้งดงามปรากฏขึ้น ในใจของเขาด่าทอไปประโยคหนึ่งว่า: ขันทีเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้จริงด้วย !


    แต่โชคดีที่ยังไม่มีใครรู้ตัวตนของเขา รวมถึงหลิวจั๋วและซ่งหยวนผิง ผู้คุมหางเสือของหน่วยปลามังกรด้วย


    ตัวตนนี้ต้องซ่อนไว้ให้มิดชิด ห้ามเอาป้ายเงินออกมาอวดเด็ดขาด


    หวังว่าพวกเขาจะไม่มีวันรู้


    แผนของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นคงต้องปล่อยไว้อย่างนี้ก่อน และเขาแค่ต้องพาเจ้ายักษ์หลี่เสี่ยวฮวาไปด้วยเวลาออกไปข้างนอก


    หากมีใครทรยศขายเขาขึ้นมา เมื่อเขาถูกหน่วยปลามังกรไล่ล่า อย่างน้อยเขาก็สามารถต้านทานได้บ้าง


    จู่ ๆ หลี่เสี่ยวฮวาที่อยู่ข้างกันก็ตัวสั่นขึ้นมา เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ท้องฟ้ายังคงสะท้อนแสงสีฟ้าผ่านใบไทรหนาทึบ


    เกิดอะไรขึ้น ?


    ……


    และแล้วพระอาทิตย์ก็ตกอีกครั้งยามเย็น


    ร้านสุราจะกิจการดีที่สุดในเวลานี้ ทุกคนกำลังงานยุ่ง ยกเว้นหลี่เฉินอัน


    หลี่เฉินอันยังคงอยู่ในสนามหญ้าเล็ก ๆ ด้านหลังร้าน เขากำลังคิดว่าเขาควรตีมีดเล่มใหญ่ให้หลีเสี่ยวฮวาดีหรือไม่


    ในขณะนี้ จู่ ๆ ก็มีเสียงดังเอะอะขึ้นมาในร้าน 


    เขาเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวังและขมวดคิ้วทันที


    “มาถามว่าข้าเป็นใคร เจ้าไม่รู้จักลูกพี่ลู่จากกลุ่มอันธพาลขวานอย่างนั้นหรือ ? ”


    กลุ่มอันธพาลขวานจากที่ไหนกันอีกล่ะเนี่ย ?


    เขาเดินออกไปยืนอยู่ที่ประตูหลัง ก็เห็นกลุ่มบุรุษอายุประมาณ 17-18 ปีสวมชุดสั้น ที่เอวแขวนขวานไว้คนละด้าม 


    หลี่เสี่ยวฮวายืนอยู่ตรงหน้าคนกลุ่มนี้อย่างไม่รู้ความ เขาส่ายหน้าอย่างซื่อ ๆ “ข้าไม่รู้จริง ๆ……พวกเจ้ามาดื่มสุราอย่างนั้นหรือ ? สุราเหลียงละ 200 อีแปะ จ่ายเงินที่ด้านใน……”


    “ปัง ! ”


    ชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าลูกพี่ลู่หยิบขวานออกมาจากเอวแล้วฟันขวานลงที่โต๊ะข้าง ๆ จนแขกทั้งสี่คนที่โต๊ะนั้นกรีดร้องด้วยความตกใจแล้ววิ่งหนีออกไปด้วยความกลัว


    “ดื่มสุรากับผีน่ะสิ ! ”


    นักเลงลู่ยกเท้าขึ้นเหยียบบนเก้าอี้ เขาเอื้อมมือไปจับด้ามขวานที่คาอยู่บนโต๊ะ


    จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นประจันหน้ากับหลี่เสี่ยวฮวา “เจ้าโง่อย่างเจ้าเข้าใจกฎหรือไม่ ? ”


    “……เจ้าทำให้ลูกค้าในร้านสุราของพวกเราตกใจกลัว ทั้งยังทำลายโต๊ะในร้านของเราอีก เช่นนั้นเจ้ารู้กฎร้านสุราของเราหรือไม่ ? ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องจ่ายเงินชดใช้มา ! ”


    ลู่เสี่ยวเทียนได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุข


    เขาเงยหน้าขึ้นหมายจะจ้องเขม็งสบตากับหลี่เสี่ยวฮวาอย่างดุเดือด แต่แล้วเขาก็พบว่าความสูงของตนเองยังไม่เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงขึ้นไปเหยียบบนเก้าอี้ตัวนั้นแล้วง้างมือขึ้นมา “ข้าจะชดใช้ด้วยวิธีของข้าเอง ! ”


    จากนั้นเขาก็ฟาดฝ่ามือออกไปเต็มแรง แต่กลับถูกหลี่เสี่ยวฮวาคว้าข้อมือเอาไว้แน่น


    หลี่เสี่ยวฮวาโกรธเข้าแล้ว


    นายน้อยเรียกให้เขามาคุมร้าน แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะมีคนกล้ามาก่อเรื่องได้ !


    เจ้าพวกนี้กล้าดีเยี่ยงไรมาทำให้ลูกค้าในร้านหวาดกลัว หากไม่ทำให้พวกมันได้เห็นดีกันบ้าง ต่อไปนี้จะมีลูกค้าหน้าไหนกล้าเข้ามาที่ร้านอีก ?


    ข้าเพิ่งกินเนื้อได้ไม่กี่วันเองนะ !


    เจ้าพวกนี้มีตาแต่หามีแววไม่ กลับกล้าจะตัดช่องทางกินเนื้อของข้า !


    เขาจำความยิ่งใหญ่ของนายน้อยได้ แน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่สามารถทำให้ชื่อเสียงของนายน้อยอ่อนแอลงได้เช่นกัน !


    ดังนั้นเขาจึงยื่นมืออีกข้างออกไปจับคอของบุรุษหนุ่มแซ่ลู่ ทันใดนั้น ลู่เสี่ยวเทียนก็รู้สึกแน่นที่คอ แล้วเท้าของเขาก็หลุดออกจากเก้าอี้


    ร่างของลู่เสี่ยวเทียนลอยขึ้นเหนือพื้นด้วยมือข้างเดียวของหลี่เสี่ยวฮวา


    เขาอยากจะร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจและหวาดกลัว แต่ก็พบว่าลำคอของเขาไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ได้เลย


    เขาต้องการดึงขวานที่ฟันคาไว้ที่โต๊ะออกมาแล้วฟาดขวานใส่ชายร่างใหญ่ แต่แรงที่บีบคอเขาอยู่นั้นก็แรงเกินไป เขาไม่สามารถดึงมันออกมาได้เลย


    ลูกสมุนสองสามคนที่เขาพามาด้วยต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก


    ต้องรู้ว่ากลุ่มนักเลงขวานกลุ่มนี้มีชื่อเสียงในเรื่องความโหดเหี้ยมในย่านตรอกซานฮัว !


    ตรอกซานฮัวและตรอกเอ้อร์จิ่งโกวนั้นอยู่ตัดกัน เพียงแต่ภายในตรอกซานฮัวส่วนใหญ่มีไว้เพื่อพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขาย ทำให้มีเงินไหลสะพัดมากกว่าตรอกเอ้อร์จิ่งโกว ดังนั้นนักเลงกลุ่มนี้จึงไม่เคยได้ใส่ใจตรอกเอ้อร์จิ่งโกวอย่างจริงจัง


    แต่ระยะนี้ได้ยินมาว่ามีธุรกิจร้านสุราแห่งหนึ่งในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวที่กำลังเฟื่องฟู ลูกพี่ใหญ่เฉินชุนจึงมอบหมายงานดังกล่าวให้ลู่เสี่ยวเทียน


    เดิมทีเขาแค่มาทำให้เจ้าของร้านสุราแห่งนี้หวาดกลัวก็เท่านั้น เพื่อต่อไปจะได้มาดื่มสุราฟรีและเก็บค่าคุ้มครองเสียหน่อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองที่เคยดูโหดเหี้ยมมาโดยตลอด กลับต้องกลายมามีสภาพแบบนี้


    พวกเขาทั้งหมดหยิบขวานออกมา แต่หลี่เสี่ยวฮวากลับหิ้วลู่เสี่ยวเทียนไว้แบบนี้และเดินไปหาพวกเขาทีละก้าว


    พวกเขาจะทำเยี่ยงไรได้ ?


    แน่นอนว่าทำได้แค่ถอยเท่านั้น


    พวกเขารีบออกจากประตูร้านสุราแล้วถอยกลับไปกลางถนน


    หลี่เฉินอันตามออกไป แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น


    “ช่วยด้วย……ช่วยด้วย ! ”


    หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีขาวราวกับหิมะวิ่งเข้ามาทางเขาราวกับจะบินถลา

     

    ด้านหลังนางมีนักฆ่าโพกผ้าปิดบังใบหน้าราวห้าคนกำลังถือดาบที่ส่องประกายเจิดจ้าวิ่งตามมา !


    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน